พระยอดขุนพลยอดนิยม กรุวัดพระศรีฯ-กรุศาลเจ้า จากลพบุรีสู่เมืองเชียงใหม่
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
พระเครื่องประเภทเนื้อชินที่มีความนิยมมาก มีพระเครื่องหลายชนิดที่มาจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นกรุพระที่ใหญ่และพบพระเครื่องมากมายหลายชนิด อีกทั้งจำนวนของพระที่พบก็มีเป็นจำนวนมาก
พระที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันมากคือ พระร่วงยืนหลังลายผ้า เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พระหูยาน เนื้อชินเงิน และอื่นๆ อีกมาก
กล่าวขานกันว่า เมืองลพบุรีเป็นชุมชนที่มีมาแต่โบราณ เท่าที่พบหลักฐานต่างๆ พบว่าเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอม จนถึงสมัยอยุธยา
หลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่เป็นศิลปะขอมยังคงมีอยู่มากมาย บางสถานที่อาจมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในยุคต่อมาและมีการแก้แบบไปบ้าง แต่ยังมีเค้าโครงของศิลปะดั้งเดิมพอให้เห็นอยู่
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นอีกวัดที่พบพระเครื่องศิลปะขอมมากมาย ทั้งพระเครื่องที่เป็นเนื้อชินชนิดต่างๆ พระเครื่องเนื้อสำริด พระเครื่องเนื้อดินปะปนกันไป นับว่าเป็นกรุพระใหญ่กรุหนึ่ง
พระเครื่องของกรุนี้ต่อมาเป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันหายากแทบทุกพิมพ์ โดยเฉพาะพระร่วงยืนหลังลายผ้า เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พระหูยาน เนื้อชินเงิน พระนาคปรก พระยอดขุนพล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีมูลค่าสูงและหาพระแท้ยาก
พระเครื่องบางชนิดของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พบจำนวนน้อย และอาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าจะรู้จัก แต่ก็ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ อย่างเช่น พระยอดขุนพล ซุ้มข้างกระหนก เนื้อชินเงิน พระชนิดนี้พบจำนวนน้อยมาก คนที่ได้ไว้ในสมัยก่อนมักจะหวงแหน และไม่ค่อยนำออกมาให้ได้เห็นกันบ่อยนัก
พระยอดขุนพล ซุ้มข้างกระหนก พระที่พบเป็นเนื้อชินเงิน องค์พระเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย แบบไม่ทรงเครื่อง ค่อนข้างแตกต่างจากพระพิมพ์อื่นๆ ซึ่งพระส่วนที่พบในกรุนี้ จะเป็นพระแบบทรงเครื่องแทบทั้งหมด
พระเกศขององค์พระเป็นแบบเกล้ามวยรูปทรงฝาละมี ห่มจีวรลดไหล่ มีสังฆาฏิเป็นปื้นหนายาวลงมาจรดท้อง และมีชายจีวรต่อลงมาพาดกับแขนลงมาถึงหัวเข่า นั่งขัดสมาธิราบ อยู่ในซุ้มเรือนแก้วเป็นเส้นคู่ นอกเส้นคู่เป็นลวดลายกระหนกโดยรอบ
ศิลปะเป็นแบบลพบุรีหรือเทียบเคียงกับศิลปะเขมรก็อยู่ในยุคบายน พระยอดขุนพล ซุ้มข้างกระหนก มีขนาดไม่เขื่องนัก ขนาดกำลังเลี่ยมห้อยคอได้อย่างสวยงาม พระกรุนี้โดยส่วนใหญ่จะมีขนาดค่อนข้างเขื่อง
พระยอดขุนพล ซุ้มข้างกระหนก เป็นพระที่พบตั้งแต่ตอนแตกกรุน้อยมาก แทบจะนับองค์ได้ สันนิษฐานว่าคงมีไม่กี่สิบองค์เท่านั้น นอกนั้นคงจะชำรุดเสียตั้งแต่ตอนที่อยู่ในกรุก่อนแล้ว ผิวของพระจะมีสีคล้ำดำตามแบบพระเก่าเนื้อชินเงิน ส่วนในด้านพุทธคุณ ว่ากันว่าถือเป็นสุดยอดคงกระพันชาตรี ในปัจจุบันหาชมได้ยาก

เปลี่ยนบรรยากาศเดินทางขึ้นไปทางภาคเหนือกันบ้าง
จังหวัดเชียงใหม่เคยเป็นเมืองสำคัญในสมัยอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีวัดวาอารามเก่าแก่สำคัญๆ อยู่มากมาย อันแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอดีต
นอกจากนี้ ยังพบพระพุทธรูปสมัยต่างๆ เช่น พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย และพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนยุคต้นถึงยุคปลาย ที่เป็นศิลปะแบบของลังกาก็มี ส่วนในเรื่องของพระเครื่องนั้นมีพบไม่มากกรุนัก ส่วนใหญ่เป็นพระเครื่องประเภทดินเผา เช่น กรุเวียงท่ากาน วัดช้างค้ำ วัดพระธาตุดอยคำ กรุฮอด กรุวัดหัวข่วง และกรุศาลเจ้า เป็นต้น
ในจำนวนนี้ มีพระยอดขุนพลของจังหวัดเชียงใหม่รวมอยู่ด้วย พระยอดขุนพลเชียงใหม่นี้ ขุดพบจากบริเวณกรุศาลเจ้า (ตลาดลำไย) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณปี พ.ศ.2498 นอกจากพระพิมพ์ยอดขุนพลแล้ว ยังพบพระพิมพ์ปรกโพธิ์อีกด้วย พระที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อดินเผา โดยจะพบทั้งที่มีการลงรักปิดทองและส่วนที่ไม่ได้ลงรักปิดทองก็มี อีกทั้งยังพบที่เป็นเนื้อว่านอีกด้วย ศิลปะที่เห็นเป็นศิลปะแบบเดียวกับพระปรกโพธิ์เชียงแสน ซึ่งเป็นสกุลช่างล้านนา

พุทธลักษณะของพระยอดขุนพลจะเป็นพระนั่งปางมารวิชัย ปรากฏรายละเอียดของพระพักตร์ชัดเจน การวางพระกรแบบแขนอ่อนวางพระหัตถ์อยู่นอกเข่า ซึ่งมักจะเรียกว่าเข่าใน ยังมีรายละเอียดของเครื่องประกอบเป็นฉัตรและบังสูรย์ ประกอบด้านซ้ายและด้านขวา ล้วนเป็นเครื่องสูงของเจ้าพระยามหากษัตริย์ทั้งสิ้น ส่วนพระพิมพ์ปรกโพธิ์ รูปทรงกรอบนอกคล้ายกัน รายละเอียดขององค์พระก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่เครื่องประกอบนั้นเป็นต้นโพธิ์ แบบซุ้มโพธิ์
พระทั้งสองชนิดมีขนาดค่อนข้างเขื่อง คือมีความกว้างประมาณ 4-4.3 เซนติเมตร สูงประมาณ 5.5-6.2 เซนติเมตร พระทั้งสองพิมพ์นี้ถือเป็นพระเครื่องยอดนิยมของภาคเหนือ จนได้รับการขนานนามว่า พระยอดขุนพล ซึ่งปัจจุบันหาชมองค์แท้ยากเช่นกัน พุทธคุณนั้นว่ากันว่าเด่นทางด้านอยู่ยงและแคล้วคลาด และพระเครื่องทั้งสองพิมพ์นี้ นับเป็นพระเครื่องศิลปะล้านนาที่สวยงามมาก ควรค่าแก่การเก็บรักษาเพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่ลูกหลานสืบต่อไป
พระเครื่องที่เป็นพระกรุพระเก่าของแต่ละจังหวัดนั้นมีคุณค่าในทางโบราณคดี และยังมีพุทธคุณในด้านคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข ถึงแม้บางองค์อาจมีขนาดใหญ่หรือค่อนข้างเขื่อง ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยนิยมนำมาห้อยคอก็ตาม แต่เก็บไว้บูชาที่บ้านก็คุ้มครองบ้านเรือนและคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข อีกทั้งศิลปะของแต่ละยุคสมัยก็สวยงามและมีคุณค่าในตัวเองในแต่ละยุคแต่ละท้องถิ่น
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเรา
