โดย ธงชัย วินิจจะกูล
เพราะปักธงอุดมคติไว้สูง บ่อยครั้งจึงท้อแท้ต่อความเป็นจริงที่ประสบพบความดื้อด้านไร้เหตุผลของชนชั้นนำผู้ครองอำนาจและปัญญาชนที่รับใช้พวกเขา ครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความหวังในมนุษยชาติ เพราะมองเห็นทุกวี่วันเช่นกันว่ามีผู้คนที่ทุ่มเทอย่างหนัก ถึงขนาดติดคุกติดตะราง จนถึงเสียชีวิตก็ยอมได้ ทั้งๆ ที่ผู้คนที่ทุ่มเทเหล่านั้นก็เป็นปุถุชนเหมือนคนอื่นๆ
ท่ามกลางอารมณ์ท้อแท้ จึงมีความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่าผู้คนจะตื่นขึ้นมาก่อการเปลี่ยนแปลงสักวันหนึ่ง
5-6 ปีที่แล้ว เป็นช่วงของความตื่นตาตื่นใจ ผู้คนกล่าวขวัญกันว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” มิตรสหายหลายคนเชื่อมั่นว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนลาจากโลกนี้ไป
แม้ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อ เพราะความผิดหวังเจ็บปวดที่ผ่านมา สอนให้เราไม่คาดหวังสูงนักในระยะใกล้ แต่เอาเข้าจริง ผมส่งใจไปให้ไม่เว้นวัน ผมหวังเพียงให้เยาวชนหนุ่มสาวเหล่านั้นมองธงอุดมคติที่ปักไว้ แล้วผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ณ วันเวลาของเขา
ผู้คนมักว่าเขาอ่อนหัด ก้าวร้าว ทำผิดพลาดสารพัดเรื่อง ความจริงเช่นนั้นกลับยิ่งยืนยันว่าเขาเป็นมนุษย์ที่แท้ เป็นขบวนการของปุถุชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงของจริง
มีแต่ผู้คร่ำหวอดในเครือข่ายอำนาจเท่านั้นที่จะอวดประสบการณ์ แต่ผู้คร่ำหวอดเหล่านั้นยอมจำนนไปแล้วครึ่งค่อนตัว เขาช่วยยืดอายุรัฐพันลึก แต่นึกว่าตนกำลังเปลี่ยนแปลง เพราะเขาทิ้งธงอุดมคติลงไปแล้ว ทิ้งไปนานแล้ว
ครั้นลงท้ายที่เรือนจำ ความเป็นจริงที่เจ็บปวดสาหัสก็กลับมาเยือนอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าทุกครั้งที่หมาป่าพิพากษาลูกแกะ
50 ปีก่อน เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญที่ทำให้ผมรู้จักอุดมคติ คุ้นเคยกับการฝันให้ไกล แต่เป็นจุดที่ประสบพบกับด้านดีสุดสุด และด้านเลวสุดสุด ของมนุษย์ ไปพร้อมกัน
ด้านหนึ่งคือความหวัง ต้องการสร้างโลกมนุษย์ที่งดงาม
อีกด้านคือความโหดร้ายติดตาเกินจะลืมได้
ณ เวลานั้น เยาวชนหนุ่มสาวเป็นขบวนการที่มีพลังสุดสุด ความย่อยยับของพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นทั้งความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่ก็เป็นการบันทึกไว้ด้วยความเจ็บปวดว่าอย่าหมดหวังกับการเปลี่ยนแปลง อย่าหลงใหลไปกับอำนาจหรือลาภยศ อย่าทรยศต่อเพื่อนผู้จากไป
ธงอุดมคติกับความหวังเป็นสองด้านของผ้าผืนเดียวกันที่ปักไว้อย่างมั่นคง ในขณะที่ต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับความท้อแท้ระหว่างทางเดินไปตามทางนั้นให้จงได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่เคยเกิดขึ้นเร็ว และไม่มีทางเกิดขึ้นโดยไม่เผชิญอุปสรรคทั้งใหญ่เล็ก และสาหัสสากรรจ์
ไม่มีการปฏิวัติฉับพลันครั้งไหนที่ใดเลยที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะสังคมเป็นของปุถุชน ไม่ใช่เทวดา
ปุถุชนต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ปุถุชนก็กลัวการเปลี่ยนแปลง สังคมจึงเดินหน้า แต่ถอยหลัง ละล้าละลัง สลับไปมา
สิ่งที่เราทำได้ประสาคือ มุ่งสู่ธงอุดมคติที่ยังปักมั่น แล้วผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ไปให้ไกลที่สุด ณ ขณะหนึ่งๆ
มั่นคงในอุดมคติ แต่อดทนยอมรับความเป็นจริงว่า ปุถุชนในทุกสังคมต้อนรับความเปลี่ยนแปลง แต่ปุถุชนมักกลัวความเปลี่ยนแปลงในเวลาเดียวกัน เพราะปุถุชนที่ปกติเต็มไปด้วยความจำกัดบกพร่องมากมาย
ความแตกต่างของมนุษย์เป็นคุณสมบัติวิเศษที่สุด แต่ก็เป็นอุปสรรคที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงตามอุดมคติเช่นกัน
ผมไม่รู้หรอกว่า ห้วงขณะของการเปลี่ยนแปลงคราวนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จและอุปสรรคข้างหน้าอะไรอีก พระเจ้าตายไปนานแล้ว แต่วิทยาศาสตร์กลับพยากรณ์ก้าวถัดไปของปุถุชนไม่ได้
ผมไม่รู้ว่าคนไทยโกรธพอหรือยัง แต่ดูเหมือนผู้คนร่วมร้องเพลงดังขึ้นเรื่อยๆ “ได้ยินปุถุชนร้องเพลงมั้ย” “ได้ยินปุถุชนร้องเพลงรึเปล่า” เพลงของปุถุชนมาจากการปักใจมั่นว่าเราท่านไม่ยอมทนอยู่อย่างเดิมอีกต่อไป
พรรคการเมืองที่นำร้องเพลงของการเปลี่ยนแปลงมีตำหนิ รอยด่าง ผู้คร่ำหวอดหัวเราะเยาะเย้ยถากถางว่าเขาอ่อนหัด แต่ความผิดพลาดสารพัดเรื่องเช่นนั้นกลับยิ่งยืนยันว่าเขาเป็นปุถุชนเหมือนเราๆ
ความกล้าหาญแต่ไม่สมบูรณ์ ยืนยันว่าเขาเป็นของจริงไม่ใช่หรือ หรือเราจะฝันหวานว่าเป้าหมายตามอุดมคติต้องเกิดขึ้นโดยคนที่พร้อมไปหมดดีไปหมด ที่เป็นอภิมนุษย์ไม่ใช่ปุถุชน
กระแสและขบวนการที่มั่นคงในอุดมคติแต่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องเช่นนี้เอง ที่จะประคับประคองความหวังของเราไปด้วยกัน โดยไม่ต้องฝันหรือหวังจนเกินจริง
แต่พรรคการเมืองแค่นำร้องเพลง ปุถุชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของเสียงกระหึ่มก้อง
เดินหน้าไปให้ไกลที่สุดที่เป็นไปได้ ณ ห้วงขณะของปัจจุบัน ร้องเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าผู้คร่ำหวอดกับอำนาจจะเปิดใจฟังหรือไม่
เพราะมีแต่การผลักดันไปให้ไกลที่สุดที่เป็นไปได้ ณ ห้วงขณะของปัจจุบันเท่านั้นที่จะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เพ้อเจ้อฝันหวาน ไม่มีพรรคเทวดา มีแต่ของจริงตามประสาปุถุชน เพราะมีแต่ผู้คร่ำหวอดกับอำนาจเท่านั้นที่สามารถอวดตัวได้ว่าไม่อ่อนหัด
สัญญาณหนึ่งที่บอกเราว่าเรากำลังยืนอยู่บนแพร่งของการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ก็คือการที่รัฐพันลึกออกมาขัดขวางประชามติและประชาชนทุกวิถีทาง ยิ่งเข้าตายิ่งฟาดหัวฟาดหาง
พยายามหลอกลวงผู้คนว่าการเปิดประตูให้แก้รัฐธรรมนูญจะเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง และหลอกลวงกันดื้อๆ อีกหลายประเด็น
รัฐพันลึกและพวกอนุรักษนิยมที่อวดอ้างประสบการณ์กำลัง “กลัว” การเปลี่ยนแปลง ถึงขนาดลดตัวลงมาเล่นแบบสกปรกโกหกหลอกลวงราวคนอ่อนหัด
แต่ข้อกล่าวหาว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นการ “ล้มเจ้า” อาจจะยังใช้ได้ ไม่ใช่เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าโกหก แต่เพราะรัฐพันลึกทำให้ผู้คน “กลัว” ต่างหาก ผู้คนไม่กล้าออกมาลงโทษผู้กล่าวหา
การรุมกินโต๊ะพรรคที่มีนโยบายผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้วยข้อหาทั้งจริงทั้งเท็จ ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ยังใช้ได้ เพราะผู้คนกลัวการเปลี่ยนแปลง แม้จะต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ตาม
ปัญญาชนหลายคนไม่ไว้ใจในพรรคที่อ้างว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่ยังมีตำหนิสารพัด แต่นั่น…สะท้อนพรรคนั้นพอๆ กับสะท้อนถึงผู้คนที่ระแวงการรวมพลังทางสังคมที่หลากหลายจนเป็นพรรคการเมือง ขบวนการและพรรคการเมืองของปุถุชนที่กว้างขวางไม่มีทางปราศจากตำหนิ ไม่มีทางไม่พลาด เพราะเต็มไปด้วยพลังที่ทั้งดึงและดันกันในสารพัดประเด็นบนเส้นทางไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ขณะนี้เป็นภาวะที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เป็นเวลาต้องตัดสินใจ ระหว่างการเปลี่ยนแปลง กับการจมปลักอยู่ที่เดิม
มองธงอุดมคติที่ปักมั่นในสายตาและในหัวใจ แล้วผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ไปให้ไกลที่สุด ณ ขณะนั้น แม้จะไม่ถูกใจไปหมดก็เถอะ
มาช่วยกันผลักดันกระแสการเปลี่ยนแปลงไปให้ไกลที่สุดเถิด แม้อาจจะยังห่างไกลจากอุดมคติในหลายประเด็นที่หลายท่านปรารถนา
แต่ ณ ห้วงขณะที่เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง ขอทุกแรงมาร่วมกันอย่างไม่ลังเลเถิด
ไม่ต้องหวังเกินจริง แต่อย่าลังเลอยู่เลย เชื่อมั่นและลงมือผลักดันไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเป็นกระบวนการต่อสู้กับอำนาจที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดที่มนุษย์สร้างสรรค์มาได้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปที่ไม่หยุดหย่อนและอย่างยั่งยืน
เห็นชอบ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนเพื่อก้าวไกลไปสู่อนาคตใหม่
