bg-single

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (163)

18.02.2026

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

ผลคดีพลิกผัน

การอ่านคำพิพากษาคดีฆ่าครอบครัวบุญทวี 5 ศพ ในตอนเช้าที่ศาลจังหวัดสงขลา

มีประชาชนให้ความสนใจมาร่วมฟังคำพิพากษาจำนวนมาก มีทั้งนายตำรวจทีมสืบสวนสอบสวนทำคดี ญาติของครอบครัวบุญทวี ญาติฝ่ายจำเลย ซึ่งมีนางวิไลวรรณ ทองกุล มารดาของนายเรืองศักดิ์ นำญาติกว่า 50 คนมาร่วมฟัง รวมแล้วประมาณ 200 กว่าคน จนกระทั่งภายในห้องพิจารณาคดีที่ 5 ที่กำหนดเป็นห้องอ่านคำตัดสินแน่นขนัด

ทางศาลจึงได้จัดเต็นท์ไว้ 2 หลัง พร้อมติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้อีก 2 จุด เพื่อให้ร่วมรับฟังคำพิพากษากันอย่างทั่วถึง และยังมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปให้ประชาชนทั่วประเทศได้ดูโดยไอทีวี

องค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วย นายสถิตย์ ทาวุฒิ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 นายไมตรี สุเทพากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา และ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสงขลา ขึ้นนั่งบัลลังก์ โดย น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา อ่านคำพิพากษาที่มีความยาว 70 หน้ากระดาษ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง

หลังฟังคำพิพากษาจบลง จำเลยทั้งสองที่อยู่ในชุดนักโทษเรือนจำ ถูกตีตรวนทั้งมือและเท้า ถึงกับหน้าถอดสี โดยเฉพาะนายสงกรานต์มีอาการอย่างเห็นได้ชัด คืออาการหมดอาลัย หมดเรี่ยวแรง

ส่วนนายเรืองศักดิ์มีท่าทีไม่สะทกสะท้านและยังยิ้มเมื่อมีญาติเข้ามาทักทาย และยังออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย พร้อมกับพูดว่า “พอใจกับคำพิพากษา”

ขณะออกจากห้องพิจารณา ระหว่างสองข้างทาง มีประชาชนยืนคอยดูหน้าจำเลยทั้งสองอย่างเนืองแน่น ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปฝากขังยังเรือนจำจังหวัดสงขลา

นางวิไลวรรณ ทองกุล มารดาของนายเรืองศักดิ์ บอกว่า เตรียมทำใจไว้แล้วว่า คำพิพากษาน่าจะออกมาอย่างไร แต่เตรียมยื่นอุทธรณ์ในขั้นตอนต่อไป

นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ขอให้นายเรืองศักดิ์ได้ชดใช้กรรมที่สร้างเอาไว้กับลูกและหลาน

ประชาชนที่มาร่วมฟังคำตัดสินของศาล ต่างกล่าวรู้สึกดีใจมากที่ศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าครอบครัวบุญทวีอย่างเหี้ยมโหดทารุณในสถานหนักที่สุดแล้ว จึงเห็นด้วยกับการที่ศาลลงโทษประหารชีวิตฆาตกรให้สาสมกับความผิดที่ทำไว้ และเป็นไปตามกฎแห่งกรรม คือใครก่อกรรมใดไว้อย่างไร ก็ต้องรับกรรมเช่นนั้นตอบแทน การตัดสินของศาลถือว่าเป็นการตัดสินที่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว

หนังสือพิมพ์ต่างพากันประโคมพาดหัวตัวยักษ์ เพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญสะเทือนอารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ “ตัดสินคดีฆ่า 5 ศพแขวนคอยิงเป้า ‘ไอ้ศักดิ์’ ชาวบ้านพอใจคำพิพากษา คู่หูอีกคนโดนตลอดชีวิต”

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ “ประหารชีวิต ศักดิ์ ปากรอ ฆ่าล้างครัว ‘บุญทวี’ ไอ้จ้องรอดศาลปรานีลงโทษคุกตลอดชีวิตแม่ยื่นอุทธรณ์ช่วยลูก”

หนังสือพิมพ์ข่าวสด “ไอ้ศักดิ์ บอกพอใจ ยิ้มระรื่น! นาทีศาลสั่ง-ปุปุ ใช้หนี้ชีวิต 5 ศพ ‘บุญทวี’ สมุนโดนคุกตลอดชีวิต คนฟังแน่นศาลสงขลา เฮลั่น-สะใจคำพิพากษา”

หนังสือพิมพ์มติชน พาดหัวรอง ตัวย่อมๆ ว่า “ศักดิ์ 5 ศพไม่สะท้าน ศาลตัดสิน ‘ประหาร'”

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเวลานั้นมียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย นอกจากจะเสนอข่าวใหญ่โตแล้ว ยังมีการอุทิศหน้ากระดาษจัดทำสกู๊ปหน้า 1 เป็นพิเศษ และใช้ภาษาดังนี้

“จุดจบ ‘ซาตานอำมหิต’ หนี้ชีวิตตระกูล ‘บุญทวี'” แล้วร่ายยาวเหตุการณ์ของคดี

และที่สุดของที่สุดแทนทุกอย่าง ก็คือท่อนสุดท้ายดังนี้

“แล้วในที่สุด ซาตานใจทมิฬก็ไม่อาจหนีหนี้ชีวิตจากอาญาแผ่นดินพ้นได้ หลังก่อคดีครึกโครมเขย่าขวัญสังหารล้างครัว ‘บุญทวี’ อย่างเย็นชา ไร้แม้ความรู้สึกรู้สากับตาดำๆ ของ 3 ชีวิตหนูน้อยที่วิงวอนเมื่อเห็นฆาตกรความโหดหินฆ่าพ่อฆ่าแม่ตายดับไปต่อหน้าต่อตาอย่างเหี้ยมเกรียม!!!

วินาทีที่มือเพชฌฆาตลากคอซาตานกากเดนมนุษย์อย่างไอ้ศักดิ์เข้าสู่หลักประหารลั่นไกเด็ดชีพชดใช้หนี้กรรม กระสุนนัดนั้นยังถือว่ามีค่ามากกว่าชีวิตของซาตานอำมหิตซะอีก

แม้แต่แดนนรกโลกันตร์ ยังไม่ต้องการให้วิญญาณชั่วของมันหลุดลงไปแปดเปื้อนขุมอเวจีเลย!!!”

พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร เมื่อทราบผลการตัดสินของศาล กล่าวไว้ว่า “คุ้มค่ากับการที่ตำรวจทั้งชุดสืบสวนสอบสวนตรากตรำเหนื่อยยากทำคดีนี้อย่างสุดฝีมือ ตำรวจได้อาศัยพยานหลักฐานไปตามเนื้อผ้า ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆ มีพยานหลักฐานแน่นหนา ศาลจึงลงโทษตามนั้น จึงรู้สึกพอใจต่อคำตัดสิน ถือว่าถูกต้องแล้วกับการกระทำความผิดของจำเลย”

ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งตำรวจจากกองปราบ และตำรวจภูธรภาค 9 เป็นอย่างมาก ที่ใช้ความพยายามในการติดตามค้นหาพยานหลักฐาน จนสามารถนำตัวผู้ต้องหามาลงโทษได้โดยใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่มีความรวดเร็วมาก

และเท่าที่ทราบหลักฐานต่างๆ มีความชัดเจนมาก ทำให้ผู้ต้องหาดิ้นไม่หลุด และต้องเข้าไปชดใช้กรรมในที่สุด

คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์อีกคดีหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ว่ามีความเหี้ยมโหดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และหากใครติดตามผลการตัดสินของคดีนี้หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หรือศาลจังหวัดสงขลาไปแล้ว ก็คิดว่า ทุกอย่างคงจะเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้

ในชั้นศาลฎีกา คำพิพากษาก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

ไม่ควรที่จะพิสดารจนเกินจินตนาการของมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป

แต่แล้ว ศาลฎีกาก็ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องช็อกกับการตัดสินและถือเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนไทยมากที่สุดคดีหนึ่งทีเดียวในประวัติศาสตร์

จึงไม่พ้นที่จะต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั้งประเทศ

ประชาชนต่างรู้สึกผิดหวังไม่มีใครยอมรับการตัดสินแม้แต่น้อย

หากใครเคยไปดูการแข่งขันชกมวย ที่คู่ชกถูกต่อยถูกถลุงอยู่ข้างเดียวเกือบตายแต่ทนทายาดไม่ยอมล้ม ใบหน้าเละเทะ ตาบวมปูดเกือบปิดทั้งสองข้าง ยืนโงนเงนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ และกรรมการห้ามบนเวทีก็ไม่ยอมจับให้แพ้ เรียกว่าถูกถลุงอยู่ข้างเดียวจนหมดสภาพ ปล่อยให้ต่อยกันจนครบยกสุดท้าย

ผลการตัดสินนั้น คนดูก็รู้ว่ากรรมการไม่ต้องดูใบให้คะแนนก็รู้ว่าใครควรจะเป็นผู้ชนะ เพราะแพ้ยับเยินขนาดนี้

แต่กรรมการยังกล้าตัดสินค้านสายตาคนดูดันไปยกมือให้คนที่ถูกชกจนเกือบตายเป็นผู้ชนะ

เท่านั้นเอง คนดูทนไม่ไหวที่เห็นความอยุติธรรมซึ่งๆ หน้า ก็โยนสิ่งของที่มีอยู่ในตัวไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำ แก้วน้ำ รองเท้า กระดาษ อุปกรณ์อะไรที่หาได้ในเวลานั้น ไม่เว้นแม้แต่เก้าอี้ที่นั่ง ขว้างขึ้นไปบนเวทีเพื่อประท้วงการตัดสิน

ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้น กรรมการคนตัดสินไม่รู้ไปรับอะไรใครมา ต้องวิ่งหาคนช่วยเพราะกลัวถูกรุมประชาทัณฑ์

เปรียบเทียบสภาพเวลานั้น เป็นอย่างนี้จริงๆ

แม้แต่บรรดาผู้พิพากษาด้วยกันก็ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 เป็นวันที่อ่านคำพิพากษา หากการกลับคำตัดสินที่ต่างไปจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น ถ้าสมเหตุสมผล ฟังแล้วคล้อยตาม ก็คงจะไม่มีใครไปให้ร้ายอะไรได้

แต่นี่ข้ออ้างนั้นดูห่างจากมาตรฐานเสียไกลลิบเลย

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง หลังจากได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาไม่นาน ผมได้เดินทางไปศาลอาญา ที่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ และได้มีโอกาสร่วมอยู่ในวงสนทนาของกลุ่มผู้พิพากษาระดับสูง เป็น อธิบดี รองอธิบดี ได้มีการหยิบยกคดีนี้ขึ้นมาสนทนากัน

แล้วท่านผู้พิพากษาต่างก็รุมวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาอย่างสาดเสียเทเสีย

และเบื้องลึกที่ตัดสินเช่นนั้น มีการบอกกับเพื่อนผู้พิพากษาทำนองว่า พี่ใกล้เกษียณแล้วไม่อยากทำบาป จึงไม่กล้าสั่งประหารชีวิต

กลุ่มผู้พิพากษาจึงวิพากษ์อีกว่า ไม่ประหารเป็นบาปเสียยิ่งกว่า ประหารชีวิตเสียอีก

และเมื่อสืบไปให้ลึกเข้าไปอีก ผมจึงรู้ว่า ผู้ตัดสินคดีนี้อาจจะเป็นญาติกับจำเลยเสียด้วย เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้

ผมยังได้รับทราบมาอีกว่า มีประชาชนโทรศัพท์ไปด่าจนสายแทบไหม้ ทั้งยังมีกองจดหมายสูงเป็นพะเนิน ล้วนมีแต่คำกล่าวบริภาษ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาบอกว่า คำให้การของพยานทั้งหมดมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ประกอบกับมีหลักฐานของกลางเป็นจำนวนมาก จนมีน้ำหนักสามารถหักล้างคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าถูกพนักงานสอบสวนบังคับให้รับสารภาพ

แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่หลายส่วน จึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้ลดโทษจำเลยที่ 1 ลง 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อคำนวณโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต

เมื่อคำพิพากษามีความผิดปกติจากที่ควรเป็น ความเดือดร้อนจึงเกิดขึ้น จนถึงขนาดผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เป็นองค์คณะผู้พิจารณาคดีต้องออกมาชี้แจงต่อประชาชนทั้งประเทศผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าไม่พิสดารก็คงไม่ต้องชี้แจง เหตุการณ์อย่างนี้นานๆ จึงจะเกิดให้เห็นสักครั้ง

สำหรับผม ทำให้นึกถึงการเปรียบเทียบก้อนหินกับปุยนุ่น แม้จะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน แต่มันมีขนาดก้อนใหญ่เท่ากัน น่าจะทำนองนั้น ถึงคนจะโห่ ก็ยืนยันว่ามันเท่ากัน

นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส ผู้ตาย หลังจากมาฟังการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลจังหวัดสงขลา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “รู้สึกเสียใจที่การฆ่าคนตายถึง 5 คน และเป็นเด็กถึง 3 คนอย่างโหดเหี้ยม ได้รับโทษเพียงติดคุกตลอดชีวิต และเชื่อว่า ไม่กี่ปีก็พ้นโทษออกมา ถ้าพวกคุณเป็นแม่เป็นยายของหลานๆ อีก 3 ชีวิต คุณจะรู้สึกยังไง แต่เมื่อศาลฎีกาตัดสินแล้วตนต้องยอมรับในคำตัดสินของศาล” หญิงชราผู้สูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย 3 คน กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

และคำพูดของนางกิ้มอิ้มก็เป็นจริง จากนั้นอีกไม่กี่ปี นายเรืองศักดิ์ก็พ้นโทษ แล้วไปก่อคดีสร้างปัญหาให้บ้านเมืองอีกมากมาย เป็นข่าวที่คนทั่วไปรับทราบ

จนพิสูจน์มาหลายครั้งแล้ว คำว่า หิริโอตตัปปะ ก็ไม่มีอยู่ในหมู่คนที่มีตำแหน่งสูงๆ สำคัญๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี