E-DUANG
ท่าทีของพรรคการเมืองต่อ”ประชามติ รัฐธรรมนูญ”สะท้อนความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ของการเมืองไทย
หากดูจากผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เหมือนจะแจ่มชัด
แจ่มชัดว่าหากพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน
ความเป็นไปได้ของ”เห็นชอบ”จะมีสูง
เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีคะแนนกว่า 10 ล้านอยู่ในมือ ขณะที่พรรคประชาชนมีคะแนนกว่า 14 ล้านอยู่ในมือ หากรวมกับ พรรคประชาชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติ
ก็เท่ากับมีคะแนนกว่า 25 ล้านเป็นพื้นฐาน
กระนั้น จากสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 มายังเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็มีการแปรเปลี่ยน
ทำให้การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยมีความไม่แน่นอน
ความไม่แน่นอนใช่ว่าจะเห็นผ่านบทบาทและการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างเดียว
หากแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยก็คาดหมายได้ยาก
พรรคภูมิใจไทยเคยลงนามร่วมใน MOA กับพรรคประชาชนโดยมีข้อตกลงอยู่ที่การแก้”รัฐธรรมนูญ”
แต่พรรคภูมิใจไทยก็”เบี้ยว”
ความเชื่อมั่นที่มองพรรคภูมิใจไทยกับที่มองพรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในระนาบเดียวกัน
เพราะล้วนเคยฉีก”ข้อตกลง”มาแล้ว
ยิ่งเมื่อติดตามแง่งเงื่อนการเน้นในเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ของพรรคภูมิใจไทยที่โยงยึดอยู่จุดเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งตระหนักในความซับซ้อนทางการเมือง
ประเด็น”ประชามติ”รัฐธรรมนูญจึงสัมพันธ์กับประเด็น”การเลือกตั้ง”อย่างยากจะแยกออกจากกัน
ไม่เพียงชี้ขาดการเมือง”เก่า”กับการเมือง”ใหม่”
หากแต่ยังสะท้อนกระบวนการต่อสู้ระหว่างอำนาจ”เก่า”กับอำนาจ”ใหม่”อันเป็นผลพวงจากรัฐประหารอย่างแนบแน่น
ทั้งเดือนกันยายน 2549 ทั้งเดือนพฤษภาคม 2557
การฉีก MOU ของพรรคเพื่อไทย การฉีก MOA ของพรรคภูมิใจไทย
ย่อมสร้างความหวั่นไหวให้กับพรรคประชาชน
การยืนหยัดของพลังจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และของมวลมหาประชาชนกปปส.คล้ายกับเป็นพลังตกค้าง
แต่พลังนี้ก็ยังมีพันธมิตรอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย
ทั้งหมดจึงไม่เพียงแต่สัมพันธ์กับการต่อสู้ในสนาม”เลือกตั้ง” หากแต่ยังส่งแรงสะเทือนต่อแต่ละจังหวะก้าวในการ”เห็นชอบ”หรือ”ไม่เห็นชอบ”ต่อรัฐธรรมนูญ
นี่คือความซับซ้อนของการเลือกตั้งและประชามติ
การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จึงสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อพัฒนา การของการเมืองยุคใหม่
มี”วิกฤต”รออยู่ แต่ในวิกฤตก็มี”โอกาส”
เพียงแต่จะเป็นโอกาสของพรรคและกลุ่มการเมืองใดครองจุดเหนือกว่า
ระหว่าง”เก่า” กับ “ใหม่”
