Alex Katz ศิลปินผู้สร้างบทสนทนา ระหว่างภาพวาดเหมือนจริงกับนามธรรม
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในตอนนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินร่วมสมัยระดับโลกคนสำคัญ ผู้แวะเวียนมาให้เราได้ทำความรู้จักกับผลงานของเขา ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า อเล็กซ์ แคตซ์ (Alex Katz) ศิลปินอเมริกันในแนวทางศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative art) ผู้เป็นที่รู้จักจากงานจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ เขาสร้างชื่อเสียงอย่างมากจากผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ ที่มีความเรียบง่าย และโดดเด่นในการใช้สีสันเข้มข้น จนถือว่าเป็นงานบุกเบิกหรือเป็นรากฐานก่อนยุคศิลปะแนวป๊อปอาร์ต (Pop Art)
อเล็กซ์ แคตซ์ เป็นศิลปินผู้อาศัยและทำงานอยู่ในนิวยอร์ก เขามีความเชี่ยวชาญด้านภาพบุคคลและภาพภูมิทัศน์อันเรียบง่าย ชัดเจน และโดดเด่น ถึงแม้เขาจะได้รับอิทธิพลจากศิลปินสัจนิยมในกลุ่ม American Scene อย่างเอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ (Edward Hopper) รวมถึงองค์ประกอบอันหลากหลายจากศิลปะสมัยใหม่ทั้งยุโรปและอเมริกา แต่เขาก็หลีกเลี่ยงการสังกัดกลุ่มหรือขบวนการศิลปะใดๆ โดยเฉพาะ
ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในผลงานของแคตซ์ส่วนใหญ่อยู่ที่บทสนทนาอันน่าสนใจที่เขาพัฒนาขึ้นระหว่างความเหมือนจริงกับแนวโน้มเชิงนามธรรมในศิลปะสมัยใหม่
ภาพภูมิทัศน์และภาพบุคคลขนาดใหญ่ในเชิงวีรบุรุษของเขาทำให้นึกไปถึงผลงานชุด Water Lilies ในช่วงปลายการทำงานของ โคล้ด โมเนต์ (Clode Monet) งานนามธรรมแบบ แอบสแตร็กต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Abstract Expressionism) และป้ายโฆษณาข้างถนน ผลงานของเขาถูกถ่ายทอดด้วยสีสันเข้มข้น แบนราบ และรายละเอียดอันลดทอนนิ่ง น้อย ทำให้ภาพวาดของเขาแสดงออกถึงความเป็นภาพแทนของสิ่งที่เป็นต้นแบบและความเป็นพื้นผิวของงานจิตรกรรมไปพร้อมๆ กัน

เทคนิคการทำงานของเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากลักษณะอันคมชัดของงานศิลปะเชิงพาณิชย์และภาพประกอบ คุณสมบัติเช่นนี้ยังรวมถึงการนำเสนอเรื่องราวร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสอดคล้องกับศิลปะแนวป๊อปอาร์ต ในทำนองเดียวกันกับที่แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) เปลี่ยนซุปกระป๋องแคมป์เบลให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ใครก็จดจำได้ในทันที
แคตซ์เองก็เปลี่ยนแวดวงของครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาให้กลายเป็นไอคอนที่ดึงดูดสายตาและเป็นที่จดจำเช่นเดียวกัน ด้วยการใช้หัวข้อในการทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เขามีความผูกพันอยู่เสมอ อย่างภรรยาของเขา ผู้คนริมสระว่ายน้ำ และภูมิทัศน์อันเงียบสงบของรัฐเมน ที่ส่งให้ผลงานของเขาถูกมองว่าเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางอเมริกันอย่างร่าเริงและเบิกบาน
แคตซ์นิยามว่าผลงานศิลปะของเขาเกี่ยวกับ “พื้นผิว” ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้จากทั้งในแง่ของความชื่นชอบต่อพื้นสีอันแบนราบ และเส้นสายอันคมชัดสะอาดตา รวมถึงแง่ที่ว่า ภาพวาดของเขาไม่ได้มีความซับซ้อนทางจิตวิทยามากนัก
ในขณะเดียวกัน ผลงานของแคตซ์ยังเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างขนบของศิลปะรูปลักษณ์หรือภาพเหมือนกับศิลปะนามธรรม ยกตัวอย่างเช่น การเลือกใช้ขนาดอันใหญ่โตในผลงานของเขาทำให้เส้น โครงร่าง สี รูปทรง และเทคนิคการทำงานของเขาทวีความเข้มข้นในแบบนามธรรม จนกลายเป็นองค์ประกอบที่ถ่วงดุลกับเนื้อหาเชิงภาพเหมือนในผลงานของเขาได้เป็นอย่างดี

อเล็กซ์ แคตซ์ เกิดในปี 1957 ในพื้นที่ย่านชีปส์เฮดเบย์ ทางตอนใต้ของบรุกลิน นิวยอร์กซิตี สหรัฐอเมริกา และเติบโตในเมืองเซนต์อัลบันส์ เขตควีนส์
เขาเริ่มวาดภาพตั้งแต่อายุยังน้อยร่วมกับบิดา ซึ่งเป็นนักธุรกิจ พอถึงช่วงที่เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมวูดโรว์ วิลสัน เขาก็รู้ตัวว่าต้องการเรียนศิลปะเพียงอย่างเดียว ซึ่งโชคดีตรงที่โรงเรียนแห่งนี้มีหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นักเรียนแบ่งเวลาในแต่ละวันระหว่างการเรียนวิชาการกับศิลปะได้
ในปี 1945 แคตซ์ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพและรับราชการในกองทัพเรือเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากกลับมานิวยอร์ก เขาต้องการศึกษาศิลปะต่อ จึงเข้าสอบคัดเลือกเข้าเรียนที่สถาบัน Cooper Union โดยไม่ได้คาดหวังมากนัก และประหลาดใจเมื่อสอบผ่านเข้าเรียนได้
ในช่วงแรกเขาประสบความยากลำบากกับการเรียนในหลักสูตร โดยเปรียบเทียบพัฒนาการของตนเองกับนักศึกษาคนอื่นๆ ที่จบจากโรงเรียนเตรียมศิลปะมาแล้ว แต่เขาก็ค่อยๆ มีความมั่นใจมากขึ้นจากการเรียนกับอาจารย์อย่าง มอร์ริส แคนเตอร์ (Morris Kantor), พอล ซักเคอร์ (Paul Zucker) และโรเบิร์ต กวาธมีย์ (Robert Gwathmey) จนเริ่มมีความสนใจเพิ่มขึ้นในประวัติศาสตร์ศิลปะและจิตรกรรม ในไม่ช้าก็ดึงเขาออกจากแนวทางเดิมที่ตั้งใจจะมุ่งไปทางศิลปะเชิงพาณิชย์และงานภาพประกอบ
ผลงานภาพวาดยุคแรกของเขาในช่วงปลายทศวรรษ 1940 มีลักษณะสอดคล้องกับผลงานในระยะหลัง โดยแสดงให้เห็นถึงความชอบในรูปทรงที่มีเส้นขอบชัดเจนและองค์ประกอบอันเรียบง่าย

ในปี 1949 แคตซ์ได้รับทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนภาคฤดูร้อนที่โรงเรียนศิลปะ Skowhegan ในรัฐเมน เขาได้เรียนรู้การวาดภาพกลางแจ้ง หรือ Plein Air ทำให้เขาเรียนรู้การวาดภาพจากชีวิตจริงและทำงานอย่างเป็นธรรมชาติและฉับไว ส่งผลให้ฝีแปรงของเขามีอิสระและความสดใหม่ คล้ายกับคุณลักษณะที่เขาชื่นชมในผลงานของแจ็กสัน พอลล็อค (Jackson Pollock) ภาพวาดยุคแรกของเขามักถ่ายทอดภาพของต้นไม้บนฉากหลังที่เต็มไปด้วยแสง โดยเน้นพลังและความรู้สึกมากกว่าการถ่ายทอดภูมิทัศน์อย่างแม่นยำ
เขาประทับใจรูปแบบทางศิลปะที่มีลักษณะเปิดให้เห็นอิสระการทำงานของศิลปิน ภาพวาดเชิงภาพเหมือนชิ้นแรกๆ ของเขาอย่าง Four Children (1951) ถึงแม้จะมีที่มาจากภาพถ่าย แต่แทบไม่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความสมจริงเลยแม้แต่น้อย การทำงานจากภาพถ่ายเหล่านี้ทำให้แคตซ์เริ่มพิจารณาถึงการพัฒนาแนวทางสมัยใหม่ของจิตรกรรมเชิงภาพเหมือน ซึ่งในช่วงเวลานั้นถูกมองว่าเป็นงานศิลปะอันล้าหลัง ด้วยความหวังในการหาสมดุลระหว่างความดั้งเดิมกับความร่วมสมัย แคตซ์จึงตัดสินใจมุ่งเน้นไปที่การวาดภาพเหมือน และพัฒนารูปแบบการวาดภาพของตนเองโดยผสานเทคนิคแบบดั้งเดิม เข้ากับการฝึกฝนในแนวทางศิลปะสมัยใหม่ และประสบการณ์ในการวาดภาพแบบ Plein Air เข้าด้วยกัน

ในปี 1957 แคตซ์ได้พบกับเอด้า เดล โมโร (Ada del Moro) ในงานเปิดนิทรรศการที่หอศิลป์ และแต่งงานกันในปีถัดมา หลังจากนั้นเอด้าก็กลายเป็นแบบที่ปรากฏบ่อยที่สุดในผลงานของเขา ในช่วงเวลานี้ แคตซ์พัฒนารูปแบบการทำงานอันเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเต็มที่ โดยวาดภาพเหมือนด้วยชั้นสีบางเบาและจงใจวางองค์ประกอบอย่างประณีต อันเป็นการต่อต้านแนวทางการแสดงออกอย่างรุนแรงของแนวทางแอ๊กชั่นเพ้นติ้ง (Action painting) ของศิลปะเอ็กซ์เพรสชันนิสม์อย่างชัดเจน ทั้งผลงานภาพเหมือน ฉากพักผ่อนในฤดูร้อน ไปจนถึงภูมิทัศน์ที่ถูดลดทอนให้เรียบง่าย แบนราบ อย่างจงใจ

ในช่วงทศวรรษ 1980 แคตซ์ยังคงมุ่งเน้นในการวาดภาพเหมือน และพัฒนาภาพวาดภูมิทัศน์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ดังที่ปรากฏในภาพวาดชุด Black Brook ซึ่งเขานิยามว่าเป็นผลงานในลักษณะ “เชิงสิ่งแวดล้อม” ที่แทบไม่มีสีสัน และก้ำกึ่งระหว่างความเป็นรูปธรรมกับนามธรรม ด้วยการใช้จังหวะฝีแปรงอันหนักหน่วงและชัดเจนภายในพื้นสีที่ถูกแบ่งเป็นปื้นตามแบบฉบับของเขา ผลงานของเขาได้รับการยอมรับจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกัน Whitney ซึ่งจัดนิทรรศการแสดงผลงานย้อนหลังขนาดใหญ่ของเขาเป็นครั้งแรกในปี 1986 ถึงแม้จะประสบความสำเร็จเช่นนี้ เขาก็ยังพยายามท้าทายตนเองทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสำรวจหัวข้อ สีสัน พื้นผิว และผลลัพธ์ของการทำงานในรูปแบบต่างๆ
ผลงานของแคตซ์ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปินรุ่นหลังอย่างเอลิซาเบธ เพย์ตัน (Elizabeth Peyton) ที่วาดภาพเหมือนของบุคคลมีชื่อเสียงในลักษณะใกล้ชิดและครอบตัดให้เห็นตัวอย่างชัดเจน ก็ได้รับอิทธิพลจากแนวทางของแคตซ์ หรือริชาร์ด พรินซ์ (Richard Prince) ศิลปินในกลุ่ม Pictures Generation ก็ให้ความสนใจในรูปแบบเชิงพาณิชย์และคุณลักษณะที่มีความคลุมเคลืออย่างมีนัยสำคัญในงานภาพวาดบุคคลของแคตซ์เช่นกัน
ทุกวันนี้แคตซ์ได้รับการยกย่องจากการรักษาเอกลักษณ์แห่งความเยือกเย็นที่โดดเด่นไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ที่ปรากฏทั้งในความสุขุมเรียบง่ายของตัวละครในภาพและในตัวศิลปินเองก็ตาม



ข่าวดีสำหรับมิตรรักแฟนศิลปะชาวไทยก็คือ ตอนนี้เรามีโอกาสได้ชมผลงานของอเล็กซ์ แคตซ์ โดยไม่ต้องถ่อไปชมในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอื่น เพราะดิบ บางกอก (Dib Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ได้จัดแสดงผลงานของแคตซ์ ในนิทรรศการเปิดตัวอย่าง ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence กับผลงาน Reflection 7 (2008) ภาพวาดภูมิทัศน์ผืนน้ำมืดกว้างขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเงาสะท้อนที่ดูๆ ไปก็คล้ายกับภาพวาดพับครึ่งของเด็ก ในขณะเดียวกันก็ดูคล้ายกับแบบทดสอบเชิงจิตวิทยาด้วยรอยหมึก (Rorschach Test) หรือแม้แต่กลุ่มคนเงาตะคุ่ม ที่เป็นเหมือนการสะท้อนบุคลิกภาพภายในจิตใจของเขาในวัยชราออกมาอย่างน่าสนใจ
ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence นิทรรศการที่นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญจากคอลเลกชั่นของพิพิธภัณฑ์ดิบ บางกอก จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2025 – 3 สิงหาคม 2026 เปิดทำการวันพฤหัสบดี – จันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น.(ปิดวันอังคารและพุธ) สามารถจองบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์ https://dibbangkok.org/in-visible-presence.html
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Dib Bangkok, FYI Bangkok
ข้อมูล https://tinyurl.com/5n6wbtwv
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
