กรรมสิทธิ์นั้นสำคัญไฉน : อเมริกาในเขาวงกตของประวัติศาสตร์
ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
วันก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้โด่งดังและสร้างแรงเสียดทานถึงวุ่นวายให้แก่ระบบเศรษฐกิจการเมืองทั้งโลกได้เพียงด้วยปาก เอ่ยปากพูดถึงศัพท์คำหนึ่งที่ผมติดใจมาก สำนักข่าวทุกแห่งรายงานอย่างตรงไปตรงมาทันทีไม่มีปฏิกิริยาหรือการตอบโต้จากใครแต่อย่างใด
นั่นคือเรื่องการจะฮุบควบรวมกรีนแลนด์ ไม่ด้วยมนต์ก็ด้วยคาถา ไม่ด้วยคาถาก็กำลัง
ในระหว่างการพูดฝ่ายเดียวนั้น ทรัมป์ก็หลุดศัพท์มาคำหนึ่ง คำที่ว่านั้นคือ “Ownership” หรือกรรมสิทธิ์
เมื่อเขาตอบนักข่าวสำนักบีบีซีที่ถามว่า ทำไมสหรัฐถึงต้องการเป็นเจ้าของเกาะกรีนแลนด์
เขาตอบว่า “สหรัฐจำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรีนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียและจีนเข้ามาเป็นเจ้าของได้ ประเทศจำต้องมีกรรมสิทธิ์และคุณปกป้องกรรมสิทธิ์ของคุณ คุณไม่ปกป้องสัญญาเช่า และนั่นคือการที่เราจะจำต้องปกป้องกรีนแลนด์(หากเรามีกรรมสิทธิ์เหนือมัน)”
(“Countries have to have ownership and you defend ownership, you don’t defend leases. And we’ll have to defend Greenland,”)
ฟังเผินๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องสงสัยหรือคิดไม่ทัน
กรรมสิทธิ์ก็คือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แน่นอนว่าอะไรที่เราเป็นเจ้าของมันเราก็อยากรักษาป้องกันมันสุดชีวิตเพราะมันเป็นของเรา
ต่างจากของที่เราเช่าหรือยืมมาซึ่งต้องเป็นของคนอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องไปป้องกันรักษามัน เพราะมันไม่ใช่ของของเรา
ฟังแล้วเนื้อเรื่องก็มีเพียงเท่านี้ ไม่เห็นมีอะไรน่าคิดและสงสัยเลย
หากเราลองกลับไปค้นดูคำแถลงของผู้นำรัฐบาลตะวันตกในศตวรรษที่ 19 ในการเข้ามาล่าประเทศในเอเชียจนตกเป็นเมืองขึ้นและกึ่งเมืองขึ้นแทบหมด เราจะไม่เคยพบคำว่า “สหรัฐหรือยุโรป ต้องการมีกรรมสิทธิ์ในประเทศในเอเชียหรือเป็นเจ้าของประเทศเหล่านั้น”
ทั้งหมดในตอนโน้นล้วนประกาศว่าพวกเขาจะมาปลดปล่อย หรือให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน จากแอกการกดขี่ของระบบจักรพรรดิและสมบูรณาญาสิทธิ์ที่ล้าหลัง
เช่นในอินเดีย พม่า เวียดนาม
ในกรณีคิวบาที่เป็นอาณานิคมของสเปน อเมริกาก็เข้าไปช่วยปลดปล่อยให้ได้รับเอกราช เกาะฮาวายก็เช่นกัน
จนถึงฟิลิปปินส์ซึ่งประธานาธิบดีแมกคินลีย์บอกว่าตัวเองยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของแผนที่ แต่อเมริกา “จะไปให้การศึกษา ทำให้เป็นคริสเตียนและศิวิไลซ์” (ท่านอาจลืมหรือไม่รู้ว่าฟิลิปปินส์ตอนนั้นได้กลายเป็นคาทอลิกซึ่งเป็นคริสเตียนยิ่งกว่าโปรเตสแตนต์อเมริกันหลายร้อยปีแล้ว)
ตอนนั้นไม่มีการเข้าไปเป็นเจ้าของดินแดนนั้นแต่อย่างใด
ตอนที่อาณานิคมอเมริกากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นมหาชนรัฐที่เป็นเอกราช ปัญหาพื้นฐานอันหนึ่งที่มีการถกเถียงและเขียนอย่างหนักแน่นในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ส่วนตัว กระทั่งลิขสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาจากการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ก็มีระบุในรัฐธรรมนูญแล้ว
แต่ที่น่าสนใจกว่านี้ ได้แก่ นิยามและการปฏิบัติเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนตัวที่มีความแตกต่างกันระหว่างมลรัฐทางใต้กับทางเหนือ อันเนื่องมาจากการมีระบบการผลิตและการเมืองที่ต่างกันระหว่างระบบแรงงานเสรีกับระบบแรงงานทาสผิวดำ
นั่นคือทรัพย์สินกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในภาคเหนือเป็นของเอกชน ที่สำคัญคือกรรมสิทธิ์ในตัวเองคือเป็นนายเหนือตัวเองโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นฉายาของลัทธิเสรีนิยม
ในขณะที่ในภาคใต้เก่ากรรมสิทธิ์และทรัพย์สินนั้นกว้างและยืดหยุ่นออกไปถึงการเป็นเจ้าของร่างกายและแรงงานของคนอื่นได้ด้วย
แม้มีความขัดแย้งกับระบบกฎหมายสมัยใหม่ที่ไม่อาจให้ความชอบธรรมกับการทำให้ทาสเป็นแค่ “สิ่งของ” (chattel) เท่านั้น
กรรมสิทธิ์แบบภาคใต้เก่าที่เป็นระบอบทาสจึงคล้ายกับระบบกรรมสิทธิ์แบบฟิวดัลหรือศักดินาที่อนุญาตให้นายเป็นเจ้าของแรงงานทาสและผลผลิตของเขาได้ แต่เหมือนไพร่คือชีวิตร่างกายเป็นของเขา ทำให้ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนตัวไม่สมบูรณ์ที่สำคัญคือการให้รัฐเป็นเจ้าของร่วมด้วย
ในทางประวัติศาสตร์ แรงงานทั้งเสรีและไม่เสรีเกี่ยวพันกับรูปแบบของทรัพย์สินหลายแบบที่แตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้ แต่ในยุคที่กำลังเป็นทุนนิยมสมัยใหม่ ระบบรูปแบบทรัพย์สินปัจเจกที่สมบูรณ์และแรงงานเสรีเริ่มได้ชัยชนะเหนือทรัพย์สินแบบไม่เสรี
กระนั้นระบบทาสสมัยใหม่ยังเกิดขึ้นมาบนระบบสังคมที่ทำให้ทรัพย์สินอันเป็นของปัจเจกอย่างสมบูรณ์ที่ไม่อาจท้าทายได้ตามความต้องการของการขยายและการสะสมทุน
ในช่วงเวลาดังกล่าว ชนชั้นนายทาสภาคใต้เก่าพยายามรักษารูปทรัพย์สินแบบทาสไว้ตามแบบจารีตซึ่งคนหลายคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันเดียวกันได้
ความสัมพันธ์ระหว่างนายทาสกับทาสเป็นระบบความสัมพันธ์ส่วนตัวที่กฎหมายสมัยใหม่ต้องการจำกัดให้มีสิทธิ์ในแรงงานและงานที่ทำเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเจ้าของทาสทั้งร่างกายและแรงงาน
ต่อภายนอกประวัติศาสตร์อเมริกาเปลี่ยนไปอย่างมีนัยต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศในระยะปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อคนที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นพวกนายทุนใหญ่อเมริกัน ต้องการขยายดินแดนประเทศออกไปเพื่อเข้าไปทำการลงทุนและการค้า เนื่องจากพัฒนาการของระบบทุนในอเมริกาได้ขยายตัวเติบใหญ่มากขึ้น จนตลาดภายในประเทศไม่เพียงพอต่อการสร้างกำไรต้องหาตลาดนอกประเทศมารองรับต่อไป
นโยบายจักรวรรดินิยมมือใหม่ของสหรัฐจึงมุ่งไปที่การขยายต่อยอดระบบทุนมากกว่าการยึดครองเป็นเจ้าของดินแดนข้างนอก
ในระบบทุนที่ทำงานได้ดี กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นต้องให้ตกเป็นของพลเมืองในแต่ละประเทศจัดการกันเอง รัฐบาลอาณานิคมไม่ต้องเข้าไปก้าวก่าย
แค่การสร้างและรักษาระบบกฎหมายเอกชนให้มีประสิทธิภาพก็เป็นภารกิจที่ไม่ง่าย หากไปเกี่ยวพันถึงการเป็นเจ้าของที่ดิน มีโอกาสจะพัวพันไปใหญ่โต เพราะต้องทำลายระบบเจ้าของเดิมคือระบบทรัพย์สินแบบฟิวดัลหรือศักดินาลงไปเสียก่อน จึงจะสามารถประกาศการเป็นเจ้าของคนใหม่ขึ้นมาได้ เป็นเรื่องยุ่งยากและสร้างความขัดแย้งกับชนชั้นนำในอาณานิคมมากขึ้น
สู้ปล่อยให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของคนสามัญได้ จากนั้นพวกเขาก็จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเสรีภาพและการปกครองตนเองขึ้นมาเอง
นั่นคือโครงการในการสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองประชาธิปไตยทุนนิยมให้มั่นคงงอกเงยในดินแดนอาณานิคมเหล่านั้น ก็จะได้กำไรในระยะยาวดีกว่า
ประเด็นที่ผมคิดว่าแปลกก็ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ โดยไม่รู้ตัว ได้แสดงโลกทรรศน์แบบของนายทาสภาคใต้เก่า ที่เน้นว่าความชอบธรรมในการปกป้องทรัพย์สินหรือสิ่งของนั้นอยู่ที่การเป็นเจ้าของผู้อื่น
คนอาจแย้งได้ว่าเขาก็ทำไปตามประสบการณ์ของการเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งหมกมุ่นแต่การซื้อขายทรัพย์สินที่ดินก่อสร้างมาชั่วชีวิต
อันนี้ก็ถูก แต่ในเมื่อเขามีอำนาจรัฐอยู่ในมือ สามารถใช้ระบบกลไกเครื่องมือนานาประการในการบังคับกดดันและใช้กรีนแลนด์ได้ตามใจอยู่แล้ว จะไปเสียเงินภาษีราษฎรไปซื้อเกาะนี้มาอีกทำไม
ผมจึงมองว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงโลกทรรศน์ของชนชั้นปกครอง
เมื่อทรัมป์อยู่ในทำเนียบขาวเขาไม่ใช่เป็นนักธุรกิจหมื่นแสนล้านอีกต่อไป หากเป็น “ประธานใหญ่ของชนชั้นนายทุนอเมริกัน”
วิธีคิดและการแสดงออกจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากแต่เป็นเรื่องส่วนรวมของระบบทั้งหมด ทั้งในทางความคิดและในทางระบบรัฐการ
ทำไมถึงคิดใกล้เคียงกับของชนชั้นนายทาสเก่า
คำตอบคือเพราะฐานของนายทุนที่เป็นพรรคพวกและผู้สนับสนุนทรัมป์นั้นมาจากฝ่ายที่เป็นทุนพ่อค้า (merchant capital)
คือพวกที่หากินจากการค้าที่ซื้อถูกขายแพง การเก็งกำไรจากระบบแลกเปลี่ยนของนักค้าเงิน ค้าที่ดิน ไปจนถึงการเก็บค่าเช่าต่าง ๆ มากกว่าจากทุนอุตสาหกรรมที่โตกับระบบการผลิตจริงในโรงงาน

ลองดูภูมิหลังของคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ แทบทั้งหมดมาจากอาชีพนักค้าเงินค้าที่ดิน
เช่น ซูซี่ ไวลส์ หัวหน้าใหญ่ของคณะทำงานในทำเนียบขาว (Chief of Staff) (ผมเปรียบว่าเหมือนกับหลวงวิจิตรวาทการปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรีคนแรกและคนเดียวของจอมพลสฤษดิ์) สก๊อต เบสเสนต์ รมต.การคลัง โฮเวิร์ด ลุตนิกค์ รมต.พาณิชย์ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้เจรจายุติสงครามในยูเครนและกาซา ทั้งหมดมาจากนักธุรกิจการเงินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การเมืองในระบบอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ทิศทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ จึง “ระส่ำระสายเหมือนเด็กไร้เดียงสา” ด้วยการที่เขาปกครองเอง เหมือนเขาเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจทรัมป์ของเขา
ดังที่ซูซี่ ไวลส์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารดัง วานิตี้แฟร์ (Vanity Fair) ว่า “บุคลิกของทรัมป์ที่โดดเด่นและทรงอำนาจอิทธิพลแสดงออกในบุคลิกของคนติดเหล้า ที่เชื่อว่าไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้ ไม่มี ศูนย์ ไม่มี” (alcoholic personalities, with a view that there is nothing he can’t do, nothing, zero, nothing)
ดังที่คนทั้งโลกได้เห็นอย่างชัดเจนว่านโยบายของทรัมป์ไม่มีใครและอะไรมากำกับควบคุมเขาได้ การตอบโต้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขาจึงกลายเป็นการ “แก้แค้น” ไป
หลังจากสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ไปทั่ว ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างแรงจากทำเนียบขาว
จนซูซี่ ไวลส์ ต้องออกมาแก้ตัวว่าบทสัมภาษณ์นั้นบิดเบือนคำพูดของเธอ
(Susie Wiles, JD Vance, and the “Junkyard Dogs” : The White House Chief of Staff on Trump’s Second Term (Part 1 of 2) | Vanity Fair)
การที่ทรัมป์พอใจที่จะใช้ความคิดส่วนตัวมาจัดการในเรื่องราวของส่วนรวม ทำให้ผมคิดว่ามันสะท้อนโลกทรรศน์เก่าที่เคยเกิดในอเมริกาสมัยที่ยังมีระบบทาสดำรงอยู่เคียงข้างกับระบบแรงงานเสรีภาคเหนือ
ดังนั้น หากอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่มีแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์แบบจารีต เขากับพรรคพวกสามารถมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินและทรัพยากรในกรีนแลนด์ได้ เหมือนกับที่เจ้าของทาสและลูกหลานก็สามารถมีกรรมสิทธิ์เหนือทาสคนเดียวกันนั้นได้ด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาและวิกฤตภายในระบบทุนปัจจุบัน
จึงเปิดช่องให้ชนชั้นนายทุนบางจำพวกที่มีอำนาจรัฐใหญ่โตอ้างความจำเป็นในการปฏิรูปแก้ไขรื้อสร้างฉายาระบบทุนขณะนี้ลงไป
โดยอ้างคติความเชื่อและโลกทรรศน์ของพวกเขามาเป็นหมุดหมายของการ “ปลดปล่อย” ทุนที่เป็นอุปสรรคต่อพวกเขาอย่างที่ชนชั้นนายทาสภาคใต้เก่าเคยกระทำมาก่อนแล้ว
ปัญหาและวิกฤตโลกครั้งนี้จึงอาจกลายเป็นเขาวงกตที่ยาวและยุ่งยากกว่าสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกัน
