หลังเลนส์ในดงดึก | ปริญญากร วรวรรณ
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ช้างหนุ่มตัวหนึ่ง ซึ่งมีอาการ “ป่วย” ไม่ใช่ป่วยทางกาย แต่มันเป็นเช่นเดียวกับสัตว์ป่าอีกมากมายซึ่ง อยู่ในสภาพกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา ที่เรียกได้ว่าเป็นอาการ “ป่วยใจ” สาเหตุจากความเปลี่ยนแปลงของโลก อันทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตไปตาม วิถีเดิมๆ ได้อีกแล้ว
อาการป่วยนี้มองจากภายนอกไม่เห็น แต่เป็นอาการที่ค่อนข้างรุนแรง และทำให้สัตว์ป่าส่วนหนึ่ง ถูกมองเห็นว่า พวกมันคือปัญหา
ช้างหนุ่มตัวนี้ก่อเหตุทำร้ายคนเสียชีวิต ได้รับการพิพากษาว่าผิด และต้องถูกจับย้ายออกจากพื้นที่ มันไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำคือโศกนาฏกรรม อีกทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันอยู่ในอาการป่วย โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก ขณะทำการขนย้าย มันเสียชีวิต
ไม่เพียงคนนอกที่จะโศกเศร้าเสียใจ ท่ามกลางเสียงประณาม คนทำงานก็เสียใจไม่น้อยไปกว่า หลายคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
มันจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ช้างตัวหนึ่งตาย แต่คือเรื่องราวอันสะท้อนให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิตินั้นมีผลเช่นไร และก็บอกเราอย่างชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหารวมทั้งความเข้าใจในสัตว์ป่าก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน
นานพอสมควรแล้ว ที่ผมใช้เวลาอยู่ในป่า เล่าเรื่องราวและพยายาม “สื่อสาร” เรื่องราวของสัตว์ป่า
ไม่ใช่พูดแทน แต่ “พูด” ในฐานะของสัตว์ป่าตัวหนึ่ง
ทำงานในป่า ผมทำพลาดบ่อยๆ สิ่งที่พลาดบ่อยคือเรื่องของระยะห่างไม่เคารพการตักเตือน ละเมิดไม่ให้เกียรติสิ่งที่สัตว์ป่าพยายามบอก และถูกลงโทษ เป็นการลงโทษเพื่อสั่งสอน
การสั่งสอน หลายครั้งผมพบกับอาการบาดเจ็บ เป็นบทเรียนที่อยู่ในรูปแบบของแผลเป็น
ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงเรียกแผลที่เกิดขึ้นมานานแล้วว่าแผลเป็น แต่เข้าใจว่า เพราะมันเป็นแผลซึ่งไม่ตาย แผลที่ไม่มีวันหาย…และผมก็เชื่อว่า คนที่มีแผลเป็นจะเป็นเหมือนๆ กันคือ แผลเป็นนั้นเมื่อสัมผัสจะไม่เจ็บ แต่จะ “รู้สึก” เวลาที่นึกถึง…
ผมมีแผลเป็นหลายแผล แต่แผลที่นึกถึงบ่อยๆ คือแผลที่เกิดจากการสั่งสอนของเสือตัวหนึ่ง มันเป็นแผลซึ่งไม่เจ็บแล้ว ไม่เจ็บแต่ไม่เคยลืม
คงเหมือนกับเรื่องราวต่างๆ นั่นแหละ ที่ขณะเกิดเหตุ แม้จะคับขัน น่าตกใจ แต่เมื่อผ่านพ้นมาแล้ว บางทีมันก็เป็นเรื่องขำๆ
หลังเกิดเหตุ ผมไปรักษาแผลที่โรงพยาบาล คุณหมอสาวที่เข้าเวรและทำแผลให้ผมวันนั้น นอกจากจะสวย มีอารมณ์ขัน ดุ และยังฝีมือดีมากอีกด้วย
อารมณ์ขันของเธอคือ ขณะผมเลือดชุ่มหน้า เธอแกล้งบอกว่าให้รอเดี๋ยว ขอไปเอาหนังสือมาให้เซ็นก่อน
ส่วนความดุนั้น เธอว่าผมทำแผลสกปรกเพราะเอาใบสาบเสือโปะไว้ ทีหลังอย่าทำ
ความมีฝีมือในการเย็บ ทำให้บริเวณโหนกแก้มข้างขวาผมมีเพียงแผลเป็นจุดดำเล็กๆ แถวๆ แขน และมือเหลือแค่รอยจางๆ
ไม่นานหลังจากวันนั้น ผมเห็นข่าวผู้ชายคนหนึ่ง พูดถึงเหตุการณ์ที่เขาปะทะกับเสือโคร่ง ช่วงที่ผ่านมานี่ไม่ใช่ครั้งแรกดูเหมือนว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ บางคนบาดเจ็บสาหัส มีคนเสียชีวิตจำนวนไม่น้อย บางคนมีแผลเป็นที่จะไม่มีวันลืม
การปะทะระหว่างคนกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คล้ายกับว่ามันจะรุนแรงขึ้น
ว่าตามจริง สาเหตุอันทำให้ผมมีแผลเป็นแผลนี้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอวดและควรพูดถึงสักเท่าไรนักหรอก
เพราะมันเป็นแผลที่ตอกย้ำถึงความอ่อนด้อย ไม่เคารพให้เกียรติ เข้าไปใกล้เสือเกินระยะอนุญาต ทั้งๆ ที่ มันเตือนแล้ว
แต่ที่พูดถึงอีกครั้ง เพราะเข้าใจดีถึงวินาทีซึ่งมีเสือโคร่งคร่อมอยู่บนตัวเขี้ยวขาวห่างจากใบหน้าไม่ถึงคืบ ในวินาทีชุลมุน ผมไม่รู้ว่าชายผู้นั้นป้องกันตัวอย่างไร แต่ผมใช้เลนส์ที่หักสะบั้นเมื่อเสือลงเขี้ยว

การปะทะระหว่างสัตว์ป่ากับคนนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก จากปัญหาหลักที่เหมือนกัน คือแย่งแหล่งอาศัย เรารู้ดีว่า พื้นที่ป่าอันเคยเป็นแหล่งอาศัยอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ เป็นพื้นที่ซึ่งคนต้องการเช่นกัน พื้นที่ป่าถูกทำลาย ที่เหลือเป็นเพียงหย่อมๆ คล้ายเกาะกลางทะเล เหล่าสัตว์ป่าติดอยู่ในนั้น เส้นทางหากินโดนตัดขาด ปัญหามากมายเกิดขึ้น ต้องผสมกันเองภายในกลุ่มอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ปัญหาที่มองเห็นชัดเจนคือ เมื่อออกจากเกาะและเกิดความขัดแย้งกับคน
อีกทั้ง ใน “เกาะ” ที่อยู่ ก็ไม่เคยร้างผู้คน สัตว์หลายตัวปรับตัว ยอมรับความเปลี่ยนแปลง บางตัวไม่เช่นนั้น และบางตัวเครียด ป่วย และใช้ความรุนแรงกับคนที่พบ ถึงวันนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะโทษว่าใครบุกรุกที่ใครแล้ว แต่ถึงเวลาซึ่งต้องพูดถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องสนใจและใส่ใจ อย่าปล่อยให้คนมากมายที่รู้ถึงปัญหา พยายามแก้ไขเพียงลำพัง
ที่สำคัญที่สุด คืออาจจำเป็นต้องเพิ่ม “ความเข้าใจ” เข้าไปใน “ความรักสัตว์” ให้มากยิ่งขึ้น
ความเข้าใจนั้น ยั่งยืน มั่นคงกว่าความรัก
ในฐานะของคนซึ่งเคยอยู่ในช่วงเวลาที่เขี้ยวขาวอยู่ห่างใบหน้าแค่คืบ ผมคงไม่บอกว่าเสือ, ช้างไม่อันตราย
แต่อยากบอกว่าพวกมันไม่ใช่สัตว์ร้าย แต่เราไม่รู้หรอกว่าตัวไหนมีอาการป่วย ผมคงไม่บอกว่า ให้เลิกหวาดหวั่น เลิกโกรธเสือหรือสัตว์ป่า ช้าง, กระทิงที่ทำลายพืชผล
แต่อยากให้เข้าใจในปัญหาที่พวกมันกำลังเผชิญ มองย้อนไปถึงต้นเหตุ ทั้งนี้ เพื่อการแก้ไข รวมทั้งการอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง
แผลเป็นในร่างกายคนเป็นเรื่องส่วนบุคคล มันจะรู้สึกเฉพาะในตอนที่นึกถึง
แต่ “แผล” ซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับคน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความใส่ใจกับการแก้ไขปัญหาอย่างเข้าใจและจริงจัง รับฟังรวมทั้งรับความร่วมมือ ลดความขัดแย้งระหว่างคน
ไม่เช่นนั้น มันคล้ายจะไม่ต่างจาก “แผลเป็น” ที่ “เจ็บ” ทุกครั้งที่เห็น
และไม่มีวันหาย
