E-DUANG
ทั้งๆที่ความเห็นของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในเรื่อง”การจัดตั้งรัฐ บาล” และ”การเลือกตั้ง”มาจากความจัดเจนทั้งในด้านการเมืองและการทหาร
เป็นการมองอย่างประมวล วิเคราะห์และสังเคราะห์ วางระดับและความหนักเบาอย่างครบถ้วน
แต่สังคมมองด้าน”การทหาร” มิได้มองด้าน”การเมือง”
นั่นก็คือ มองเห็นว่าเป็นการใช้ความเคยชินของการทหาร ความรุนแรง ในแบบข่มขู่เพื่อต่อรอง
มิได้มองเห็นว่าเป็นการ”เตือน”ด้วยความห่วงใย
เป็นความห่วงใยในฐานะของคนที่ทำงาน”การเมือง” เป็นบทสรุปอันเนื่องจากประสบการณ์ทางด้าน”การทหาร”
อย่างน้อยก็จากฐานของคนที่ไม่อยากให้”โมฆะ”
ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคประชาชน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคกล้าธรรม หรือแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์
ล้วนไม่อยากให้มี”การเลือกตั้ง”ใหม่
เรื่องนี้พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
เมื่อมองไปยัง”ความเป็นจริง”ของแต่ละพรรคก็รู้กันอยู่
ยิ่งมองเห็นการเคลื่อนไหวในห้วงก่อนการเลือกตั้ง ยิ่งเข้าใจในความคับแค้นใจหากในที่สุดแล้วการเลือกตั้งเป็น”โมฆะ”
ในเมื่อการเลือกตั้งทุกครั้งล้วนต้องใช้”ทรัพยากร”มหาศาล
ความล่อแหลมอย่างยิ่งอยู่ที่ภายหลังคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็น”โมฆะ”ทางออกมักกลายเป็น”รัฐประหาร” ไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ยิ่งทำให้สัญญาณ”เตือน”อันมาจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทรงความหมาย
แม้ข้อมูลความบกพร่องอันเนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภา พันธ์ จะสะท้อนให้เห็นความบกพร่องอย่างเด่นชัดโจ่งแจ้งมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
กระนั้น ความเชื่อหนึ่งอันเกิดขึ้นในสังคมก็คือ บทสรุปจะไม่นำไปสู่”โมฆะ”กระทั่งต้อง”เลือกตั้ง”ใหม่
คำถามอยู่ที่ว่าเหตุผลและทางออกของกกต.และศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร
คำถามนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดในทางการเมือง
สัมผัสได้จากความเชื่อของ”นักเคลื่อนไหว”ระดับ นายสมบุติ บุญงามอนงค์ ที่มั่นใจว่าในที่สุดก็จะไม่มีการชี้ว่า”โมฆะ”หรือต้อง”จัดเลือกตั้ง”ใหม่
แต่สิ่งที่อยากรู้ก็คือ คำอธิบายของ”กกต.” คำวินิจฉัยของ”ตุลาการ”ศาลรัฐธรรมนูญ”
นี่คือความอยากรู้ร่วมกันของ”สังคมไทย”ในปัจจุบัน
คำเตือนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงเป็นคำเตือนที่สมควรล้างหูน้อมรับฟังด้วยความเคารพ
เนื่องจากมาจากความห่วงใยและด้วยความจัดเจน
เนื่องจากมาจากสะท้อนความปรารถนาร่วมในทางการเมืองว่ากกต.และศาลรัฐธรรมนูญจะแสดงภูมิปัญญาในการหาทางออกอย่างไร
จึงจะเกิดฉันทามติ”ร่วม”ในทางสังคมโดยไม่อยู่ในจุดอันต้อง ฝืนใจ
