bg-single

จินตภาพของการเลือกตั้ง ร.ศ.245 (พ.ศ.2569) : ทางเลือกหรือทางตัน

21.02.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


กว่าจินตนาการเรื่องการเลือกตั้งของผมจะตกผลึกก่อรูปเป็นความหวังและศรัทธาในการปฏิบัติที่พื้นๆ เรียบง่าย ไร้พิธีกรรมที่อิงอำนาจศักดิ์สิทธิ์และจารีตโบราณก็กินเวลาไปถึง 54 ปี (2512-2566)

ผมเริ่มลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในเขตบางกอกน้อยในปี 2512 เมื่อมาเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก ก็ตื่นเต้นดีใจคิดว่าคงเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยดีขึ้นแน่

แต่การเลือกตั้งครั้งนั้น ผู้สมัครที่ผมเลือกก็ไม่ได้รับชัยชนะ จากนั้นมาอีกนับหลายสิบปี ทุกเขตที่ผมอยู่ก็ไม่เคยได้ชัยชนะสักครั้ง

บทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติที่เป็นจริง เริ่มเซาะกร่อนความเชื่อศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยตามตำรามากขึ้นทุกวัน

กระทั่งการอวตารของพรรคอนาคตใหม่ และ “ก้าวไกล” มาถึง “ประชาชน” ที่ความเชื่อมั่นศรัทธาในระบบการเลือกตั้งค่อยฟื้นคืนกลับมา เมื่อผู้สมัครเลือกตั้งในเขตบางกรวย นนทบุรี ที่ผมสนับสนุนนโยบายได้รับชัยชนะด้วยเสียงข้างมากอย่างงดงามในที่สุด


แม้การเลือกตั้งได้ริเริ่มและลงมือปฏิบัติแล้วตั้งแต่การออก “พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.116” (พ.ศ.2440) ในสมัยรัชกาลที่ 5

จุดหมายคือต้องการกำหนดรูปแบบลักษณะการปกครองท้องที่ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการปกครองสมัยโน้น คือความพยายามจะสร้างรัฐที่รวมศูนย์จากส่วนกลางส่งกลับเข้าไปในท้องที่ทั่วพระราชอาณาจักรในระยะแรกของการจัดรูปแบบการปกครองใหม่แทนแบบจารีตเดิมที่ลดประสิทธิภาพแล้ว

น่าคิดว่าในรูปแบบการปกครองใหม่ที่ขยายไปครอบคลุมพื้นที่และดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ต่อมาจะเรียกว่าชาติหรือประเทศนี้ บริเวณที่สำคัญและมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านต้องได้แก่ศูนย์กลางของอาณาจักร คือกรุงเทพฯ

หมายความว่า ในความคิดของชนชั้นปกครองไทยสมัยนั้นและมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ อำนาจรวมศูนย์กับ “ชาติ” เป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้

ในอารัมภบทของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 นั้นได้อธิบายเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องตราพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมาว่า

“ลักษณะปกครองท้องที่คือแบบแผนการที่จะจัดอำเภอกำนันรักษาการตามท้องที่ทั้งปวงนั้นเปนกำลังสำคัญอย่างหนึ่งในการปกครองบ้านเมือง เพราะเปนต้นเค้าของการที่จะรักษาความปรกติเรียบร้อยในพื้นบ้านพื้นเมือง ตลอดจนการที่จะตรวจตรากิจศุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎร และที่จะรักษาอำนาจจากพระราชกำหนดกฎหมาย อนึ่งลักษณะปกครองท้องที่นี้ ก็ได้มีแบบแผนในพระราชกำหนดกฎหมาย และเปนประเพณีมีสืบมาแต่โบราณ แต่อาไศรย์เหตุที่ราชการบ้านเมืองทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงมาในทางเจริญโดยลำดับ จำต้องแก้ไขลักษณะปกครองท้องที่ให้ทันกับความเจริญของบ้านเมือง”

ภารกิจสำคัญของกฎหมายนั้นคือการได้มาซึ่งตัวผู้ใหญ่บ้านและกำนัน กฎหมายระบุว่าให้มาจากการ “เลือก” (ไม่ใช่เลือกตั้ง) ในมาตรา 9 บอกว่า “ในหมู่บ้าน 1 ให้ราษฎรชายหญิงซึ่งตั้งบ้านเรือน หรือจอดเรือแบบประจำอยู่ในหมู่บ้านนั้น ประกันเลือกเจ้าบ้านผู้เป็นที่นับถือของตนเป็นผู้ใหญ่บ้านคน 1 ในการเลือกผู้ใหญ่บ้านนี้ให้นายอำเภอซึ่งได้ว่ากล่าวท้องที่นั้นเป็นประธาน พร้อมด้วยกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นเป็นกรรมการ”

กฎหมายยังระบุด้วยว่าให้เลือกเป็นการเปิดเผยหรือการลับก็ได้

“ในการเลือก เจ้าพนักงานซึ่งได้รับอำนาจอำนวยการจะไต่ถามความเห็นราษฎรให้พร้อมกันเลือกโดยเปิดเผยก็ได้ หรือเมื่อเห็นว่าที่เลือกโดยเปิดเผยจะไม่คล่องใจราษฎรผู้เลือก จะให้มาบอกโดยเงียบๆ แต่ทีละคนมิให้เพื่อนบ้านรู้ว่าเลือกผู้ใดก็ได้ ผู้ได้รับเลือกมากได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน”

กติกากฎเกณฑ์ดังกล่าวจริงๆ แล้วกำหนดขึ้นมาจากสภาพความเป็นจริงในหมู่บ้าน ไม่ใช่กำหนดขึ้นมาลอยๆ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจากกรุงเทพฯ และมีความยืดหยุ่นสูงมาก

มิเช่นนั้นจะสร้างปัญหาในการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายที่ทำให้ราษฎรเกิดความขัดแย้งกันเอง



นัยที่น่าสนใจคือ เมื่อรัฐต้องการลงไปจัดการกับหน่วยการปกครองพื้นฐาน

ปัญหาแรกที่ตามมาก็คือ การยอมรับอำนาจของความเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือฐานของการเป็นนิติบุคคลและความเป็นเอกชนที่แยกออกจากราชการ (รัฐ) แบบจารีตประเพณี

เมื่อรัฐเริ่มยอมรับการเป็นเจ้าของบ้านของบุคคลหรือราษฎรแล้ว พัฒนาการขั้นต่อไปอันจะช่วยการสร้างเสริมความเข้มแข็งและความสมบูรณ์ของหมู่บ้านก็คือ การทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็นเจ้าของตนเองด้วย

นั่นคือการเป็นนายเหนือตัวเอง สามารถกำหนดความต้องการของตัวเองได้ อันนี้จะเป็นฐานรากอันแข็งแกร่งให้แก่ความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพด้วย

แต่ปัญหาที่จะต้องเกิดเคียงคู่ไปกับการที่ปัจเจกชนกลายเป็นเจ้าของตนเอง คือการปะทะและต้านตึงระหว่างรัฐกับปัจเจกชนก็จะเกิดขึ้น

เพราะหมายความว่าความปรารถนาและต้องการของปัจเจกชนกับรัฐจะต้องขัดกัน นอกจากในเรื่องที่เห็นพ้องต้องกัน

เช่นเรื่องสงครามอันเป็นความมั่นคงของทุกคนในรัฐ แต่เมื่อความต้องการเป็นเรื่องการทำมาหากิน (การผลิต) และความเชื่อ (อุดมการณ์) การบริหารจัดการความต้องการที่แตกต่างและขัดกันจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนและท้าทายการดำรงอยู่ของรัฐอย่างมาก

ผมคิดว่าวิกฤตการเลือกตั้ง 2569 คือตัวอย่างรูปธรรมของความขัดแย้งสมัยใหม่ที่ดำเนินต่อเนื่องมานับแต่ปี ร.ศ.116 นั่นคือการทำอย่างไรที่ปัจเจกชนที่เป็นพลเมืองจะเห็นพ้องต้องกันกับความต้องการของรัฐได้ หรือในทางกลับกัน ทำอย่างไรที่รัฐจึงจะสามารถคิดเหมือนพลเมืองได้


การเลือกตั้งบนฐานของเสียงเดียวคนเดียวแบบตะวันตกจึงเริ่มหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปีรุ่งขึ้นจึงมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกแต่เป็นแบบทางอ้อม ไม่ใช่ทางตรง เส้นทางพัฒนาการของระบบการเลือกตั้งคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกตเพราะมันเป็นวิถีทางที่นานาประเทศยอมรับว่า เป็นการให้ความชอบธรรมที่ถูกต้องสุดแก่คณะหรือพรรคที่ได้ชัยชนะเสียงข้างมากจากประชาชน

กลุ่มพลังอำนาจจารีตจึงมองการเลือกตั้งว่าเป็นเครื่องมือที่จะ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” อำนาจของพวกเขามาโดยตลอด

น่าสนใจว่า ความคิดหลักที่ดำรงอยู่คู่ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งนับแต่ครั้งแรกที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรัฐบาลคณะราษฎรนั้น คือฝ่ายอนุรักษนิยม “ปรารถนาให้ (การเลือกตั้ง) ดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขและกรอบกติกาที่ตนเห็นสมควร”

ผมว่าวรรคนี้คือกุญแจของการกำกับและควบคุมการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษนิยมใช้มาตลอด 9 ทศวรรษ และพยายามที่จะใช้มันต่อไปในอนาคตอันยาวไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ จึงต้องหาทางทำให้วิธีการเลือกตั้งดำเนินไปตามความต้องการและผลประโยชน์ของพวกเขาให้มากที่สุด

ผมคิดว่าทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดของไทย จากครั้งแรกถึงปัจจุบันรวม 27 ครั้ง ถึงไร้ซึ่งความหมายทาง “ประวัติศาสตร์” เพราะมันขาดความต่อเนื่องและความเป็นสถาบันที่มีพัฒนาการ มีกระบวนการอันแน่นอนที่สามารถค้นหากฎเกณฑ์และตรรกะที่สามารถเข้าใจได้ด้วยความเป็นเหตุเป็นผล


จินตภาพการเลือกตั้งในประเทศไทยในรอบ 90 ปีมานี้ ถูกทำให้เป็นนาฏกรรมหรือลิเกที่แสดงโดยผู้ร่วมการแสดงทั้งหลาย ไม่ว่าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งต่างยอมรับว่าผลของการเลือกตั้งนั้นไม่เคย “บริสุทธิ์” และ “ยุติธรรม” (free and fair) เลย

มันมีแต่การใช้อำนาจและอิทธิพลของกลุ่มและฝ่ายต่างๆ ในการบิดเบือนและทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดในปี 2566 เป็นตัวอย่างล่าสุดของการทำให้การเลือกตั้งเป็น “สิ่งไร้ประวัติศาสตร์” (ahistorical) เพราะมันไม่มีความหมายและไม่อาจสถาปนาความเป็นสถาบันของมันขึ้นมาได้    และกำลังส่อแววของวิกฤตศรัทธาในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยผลจากการเลือกตั้งปี 2569

ผมคิดว่าปฏิกิริยาของประชาชนหลากหลายฐานะและอาชีพทีมีต่อผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการขณะนี้ สะท้อนการพัฒนาอย่างมีพลังของอำนาจเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ปรากฏในเครื่องมือการดำรงชีวิตและทำมาหากินของแทบทุกคนที่ยังมีความคิดและความต้องการของตนเองอยู่

บัดนี้ปัจจัยเครื่องมือสื่อสารกลายเป็นปัจจัยการผลิต (โซเชียลมีเดียเป็นอาทิ) ที่สร้างและเสริมความเป็นตัวตนบุคคลที่เป็นเจ้าของตัวเอง จุดหมายทางการเมืองของการปฏิรูปสยามและการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ใช้เวลากว่า 9 ทศวรรษ ค่อยปรากฏเป็นจริงออกมามากขึ้นพร้อมกับการทลายกรงขังของระบบทุนแบบจำกัดที่ทำให้ประชาชนยิ่งไร้ศักยภาพและความสามารถในการเป็นเจ้าของตัวเองได้อย่างแท้จริง

เสียงเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างทุกด้านในประเทศจากประชาชน โดยเฉพาะคนชั้นกลางในกรุงและหัวเมืองใหญ่ที่แสดงออกในการเลือกสมาชิกพรรคแบบรายชื่อคือพรรคประชาชน ไม่อาจขัดขวางและบิดเบือนไปตามความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำจารีตและทุนผสมแบบใหม่ในหัวเมือง (บ้านใหญ่) ได้

และนี่คือความจริงอันไม่อาจปิดกั้นได้ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ทำนายว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน