จินตภาพของการเลือกตั้ง ร.ศ.245 (พ.ศ.2569) : ทางเลือกหรือทางตัน
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
กว่าจินตนาการเรื่องการเลือกตั้งของผมจะตกผลึกก่อรูปเป็นความหวังและศรัทธาในการปฏิบัติที่พื้นๆ เรียบง่าย ไร้พิธีกรรมที่อิงอำนาจศักดิ์สิทธิ์และจารีตโบราณก็กินเวลาไปถึง 54 ปี (2512-2566)
ผมเริ่มลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในเขตบางกอกน้อยในปี 2512 เมื่อมาเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก ก็ตื่นเต้นดีใจคิดว่าคงเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยดีขึ้นแน่
แต่การเลือกตั้งครั้งนั้น ผู้สมัครที่ผมเลือกก็ไม่ได้รับชัยชนะ จากนั้นมาอีกนับหลายสิบปี ทุกเขตที่ผมอยู่ก็ไม่เคยได้ชัยชนะสักครั้ง
บทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติที่เป็นจริง เริ่มเซาะกร่อนความเชื่อศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยตามตำรามากขึ้นทุกวัน
กระทั่งการอวตารของพรรคอนาคตใหม่ และ “ก้าวไกล” มาถึง “ประชาชน” ที่ความเชื่อมั่นศรัทธาในระบบการเลือกตั้งค่อยฟื้นคืนกลับมา เมื่อผู้สมัครเลือกตั้งในเขตบางกรวย นนทบุรี ที่ผมสนับสนุนนโยบายได้รับชัยชนะด้วยเสียงข้างมากอย่างงดงามในที่สุด
แม้การเลือกตั้งได้ริเริ่มและลงมือปฏิบัติแล้วตั้งแต่การออก “พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.116” (พ.ศ.2440) ในสมัยรัชกาลที่ 5
จุดหมายคือต้องการกำหนดรูปแบบลักษณะการปกครองท้องที่ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการปกครองสมัยโน้น คือความพยายามจะสร้างรัฐที่รวมศูนย์จากส่วนกลางส่งกลับเข้าไปในท้องที่ทั่วพระราชอาณาจักรในระยะแรกของการจัดรูปแบบการปกครองใหม่แทนแบบจารีตเดิมที่ลดประสิทธิภาพแล้ว
น่าคิดว่าในรูปแบบการปกครองใหม่ที่ขยายไปครอบคลุมพื้นที่และดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ต่อมาจะเรียกว่าชาติหรือประเทศนี้ บริเวณที่สำคัญและมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านต้องได้แก่ศูนย์กลางของอาณาจักร คือกรุงเทพฯ
หมายความว่า ในความคิดของชนชั้นปกครองไทยสมัยนั้นและมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ อำนาจรวมศูนย์กับ “ชาติ” เป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้
ในอารัมภบทของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 นั้นได้อธิบายเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องตราพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมาว่า
“ลักษณะปกครองท้องที่คือแบบแผนการที่จะจัดอำเภอกำนันรักษาการตามท้องที่ทั้งปวงนั้นเปนกำลังสำคัญอย่างหนึ่งในการปกครองบ้านเมือง เพราะเปนต้นเค้าของการที่จะรักษาความปรกติเรียบร้อยในพื้นบ้านพื้นเมือง ตลอดจนการที่จะตรวจตรากิจศุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎร และที่จะรักษาอำนาจจากพระราชกำหนดกฎหมาย อนึ่งลักษณะปกครองท้องที่นี้ ก็ได้มีแบบแผนในพระราชกำหนดกฎหมาย และเปนประเพณีมีสืบมาแต่โบราณ แต่อาไศรย์เหตุที่ราชการบ้านเมืองทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงมาในทางเจริญโดยลำดับ จำต้องแก้ไขลักษณะปกครองท้องที่ให้ทันกับความเจริญของบ้านเมือง”
ภารกิจสำคัญของกฎหมายนั้นคือการได้มาซึ่งตัวผู้ใหญ่บ้านและกำนัน กฎหมายระบุว่าให้มาจากการ “เลือก” (ไม่ใช่เลือกตั้ง) ในมาตรา 9 บอกว่า “ในหมู่บ้าน 1 ให้ราษฎรชายหญิงซึ่งตั้งบ้านเรือน หรือจอดเรือแบบประจำอยู่ในหมู่บ้านนั้น ประกันเลือกเจ้าบ้านผู้เป็นที่นับถือของตนเป็นผู้ใหญ่บ้านคน 1 ในการเลือกผู้ใหญ่บ้านนี้ให้นายอำเภอซึ่งได้ว่ากล่าวท้องที่นั้นเป็นประธาน พร้อมด้วยกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นเป็นกรรมการ”
กฎหมายยังระบุด้วยว่าให้เลือกเป็นการเปิดเผยหรือการลับก็ได้
“ในการเลือก เจ้าพนักงานซึ่งได้รับอำนาจอำนวยการจะไต่ถามความเห็นราษฎรให้พร้อมกันเลือกโดยเปิดเผยก็ได้ หรือเมื่อเห็นว่าที่เลือกโดยเปิดเผยจะไม่คล่องใจราษฎรผู้เลือก จะให้มาบอกโดยเงียบๆ แต่ทีละคนมิให้เพื่อนบ้านรู้ว่าเลือกผู้ใดก็ได้ ผู้ได้รับเลือกมากได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน”
กติกากฎเกณฑ์ดังกล่าวจริงๆ แล้วกำหนดขึ้นมาจากสภาพความเป็นจริงในหมู่บ้าน ไม่ใช่กำหนดขึ้นมาลอยๆ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจากกรุงเทพฯ และมีความยืดหยุ่นสูงมาก
มิเช่นนั้นจะสร้างปัญหาในการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายที่ทำให้ราษฎรเกิดความขัดแย้งกันเอง
นัยที่น่าสนใจคือ เมื่อรัฐต้องการลงไปจัดการกับหน่วยการปกครองพื้นฐาน
ปัญหาแรกที่ตามมาก็คือ การยอมรับอำนาจของความเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือฐานของการเป็นนิติบุคคลและความเป็นเอกชนที่แยกออกจากราชการ (รัฐ) แบบจารีตประเพณี
เมื่อรัฐเริ่มยอมรับการเป็นเจ้าของบ้านของบุคคลหรือราษฎรแล้ว พัฒนาการขั้นต่อไปอันจะช่วยการสร้างเสริมความเข้มแข็งและความสมบูรณ์ของหมู่บ้านก็คือ การทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็นเจ้าของตนเองด้วย
นั่นคือการเป็นนายเหนือตัวเอง สามารถกำหนดความต้องการของตัวเองได้ อันนี้จะเป็นฐานรากอันแข็งแกร่งให้แก่ความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพด้วย
แต่ปัญหาที่จะต้องเกิดเคียงคู่ไปกับการที่ปัจเจกชนกลายเป็นเจ้าของตนเอง คือการปะทะและต้านตึงระหว่างรัฐกับปัจเจกชนก็จะเกิดขึ้น
เพราะหมายความว่าความปรารถนาและต้องการของปัจเจกชนกับรัฐจะต้องขัดกัน นอกจากในเรื่องที่เห็นพ้องต้องกัน
เช่นเรื่องสงครามอันเป็นความมั่นคงของทุกคนในรัฐ แต่เมื่อความต้องการเป็นเรื่องการทำมาหากิน (การผลิต) และความเชื่อ (อุดมการณ์) การบริหารจัดการความต้องการที่แตกต่างและขัดกันจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนและท้าทายการดำรงอยู่ของรัฐอย่างมาก
ผมคิดว่าวิกฤตการเลือกตั้ง 2569 คือตัวอย่างรูปธรรมของความขัดแย้งสมัยใหม่ที่ดำเนินต่อเนื่องมานับแต่ปี ร.ศ.116 นั่นคือการทำอย่างไรที่ปัจเจกชนที่เป็นพลเมืองจะเห็นพ้องต้องกันกับความต้องการของรัฐได้ หรือในทางกลับกัน ทำอย่างไรที่รัฐจึงจะสามารถคิดเหมือนพลเมืองได้
การเลือกตั้งบนฐานของเสียงเดียวคนเดียวแบบตะวันตกจึงเริ่มหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปีรุ่งขึ้นจึงมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกแต่เป็นแบบทางอ้อม ไม่ใช่ทางตรง เส้นทางพัฒนาการของระบบการเลือกตั้งคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกตเพราะมันเป็นวิถีทางที่นานาประเทศยอมรับว่า เป็นการให้ความชอบธรรมที่ถูกต้องสุดแก่คณะหรือพรรคที่ได้ชัยชนะเสียงข้างมากจากประชาชน
กลุ่มพลังอำนาจจารีตจึงมองการเลือกตั้งว่าเป็นเครื่องมือที่จะ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” อำนาจของพวกเขามาโดยตลอด
น่าสนใจว่า ความคิดหลักที่ดำรงอยู่คู่ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งนับแต่ครั้งแรกที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรัฐบาลคณะราษฎรนั้น คือฝ่ายอนุรักษนิยม “ปรารถนาให้ (การเลือกตั้ง) ดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขและกรอบกติกาที่ตนเห็นสมควร”
ผมว่าวรรคนี้คือกุญแจของการกำกับและควบคุมการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษนิยมใช้มาตลอด 9 ทศวรรษ และพยายามที่จะใช้มันต่อไปในอนาคตอันยาวไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ จึงต้องหาทางทำให้วิธีการเลือกตั้งดำเนินไปตามความต้องการและผลประโยชน์ของพวกเขาให้มากที่สุด
ผมคิดว่าทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดของไทย จากครั้งแรกถึงปัจจุบันรวม 27 ครั้ง ถึงไร้ซึ่งความหมายทาง “ประวัติศาสตร์” เพราะมันขาดความต่อเนื่องและความเป็นสถาบันที่มีพัฒนาการ มีกระบวนการอันแน่นอนที่สามารถค้นหากฎเกณฑ์และตรรกะที่สามารถเข้าใจได้ด้วยความเป็นเหตุเป็นผล
จินตภาพการเลือกตั้งในประเทศไทยในรอบ 90 ปีมานี้ ถูกทำให้เป็นนาฏกรรมหรือลิเกที่แสดงโดยผู้ร่วมการแสดงทั้งหลาย ไม่ว่าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งต่างยอมรับว่าผลของการเลือกตั้งนั้นไม่เคย “บริสุทธิ์” และ “ยุติธรรม” (free and fair) เลย
มันมีแต่การใช้อำนาจและอิทธิพลของกลุ่มและฝ่ายต่างๆ ในการบิดเบือนและทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ
การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดในปี 2566 เป็นตัวอย่างล่าสุดของการทำให้การเลือกตั้งเป็น “สิ่งไร้ประวัติศาสตร์” (ahistorical) เพราะมันไม่มีความหมายและไม่อาจสถาปนาความเป็นสถาบันของมันขึ้นมาได้ และกำลังส่อแววของวิกฤตศรัทธาในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยผลจากการเลือกตั้งปี 2569
ผมคิดว่าปฏิกิริยาของประชาชนหลากหลายฐานะและอาชีพทีมีต่อผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการขณะนี้ สะท้อนการพัฒนาอย่างมีพลังของอำนาจเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ปรากฏในเครื่องมือการดำรงชีวิตและทำมาหากินของแทบทุกคนที่ยังมีความคิดและความต้องการของตนเองอยู่
บัดนี้ปัจจัยเครื่องมือสื่อสารกลายเป็นปัจจัยการผลิต (โซเชียลมีเดียเป็นอาทิ) ที่สร้างและเสริมความเป็นตัวตนบุคคลที่เป็นเจ้าของตัวเอง จุดหมายทางการเมืองของการปฏิรูปสยามและการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ใช้เวลากว่า 9 ทศวรรษ ค่อยปรากฏเป็นจริงออกมามากขึ้นพร้อมกับการทลายกรงขังของระบบทุนแบบจำกัดที่ทำให้ประชาชนยิ่งไร้ศักยภาพและความสามารถในการเป็นเจ้าของตัวเองได้อย่างแท้จริง
เสียงเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างทุกด้านในประเทศจากประชาชน โดยเฉพาะคนชั้นกลางในกรุงและหัวเมืองใหญ่ที่แสดงออกในการเลือกสมาชิกพรรคแบบรายชื่อคือพรรคประชาชน ไม่อาจขัดขวางและบิดเบือนไปตามความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำจารีตและทุนผสมแบบใหม่ในหัวเมือง (บ้านใหญ่) ได้
และนี่คือความจริงอันไม่อาจปิดกั้นได้ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ทำนายว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม”
