พระนารายณ์ทรงปืน เนื้อชินเงิน-ชินตะกั่ว วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี เป็นโบราณสถานซึ่งสร้างมายาวนาน สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ราว พ.ศ.1500-1800 และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อเติมดัดแปลงกันเรื่อยมา เท่าที่มีหลักฐานยืนยันก็พอทราบได้ว่ามีการบูรณะในสมัยสมเด็จพระราเมศวร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น ดังที่เห็นและพบศิลปะในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีหลายยุคหลายสมัย
ถือเป็นวัดที่สำคัญของ จ.ลพบุรี และเป็นสถานที่พบพระเครื่องต่างๆ มากมาย ซึ่งพระเครื่องต่างๆ เหล่านั้นมีพระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูง เช่น พระร่วงหลังลายผ้า พระหูยาน เป็นต้น แต่นอกจากพระเครื่องทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ยังพบพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ อีกมากมาย ทั้งพระแผงขนาดเขื่องที่สวยงามตามรูปแบบศิลปะขอม และพระเครื่องบางชนิดที่แทบหาชมไม่ได้เลย เนื่องจากพบขึ้นจากกรุน้อยมาก
สันนิษฐานว่าอาจจะชำรุดเสียหายผุกร่อนไปก่อนหน้านั้นแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากพระส่วนใหญ่เป็นพระที่สร้างด้วยเนื้อชินเงินและเนื้อชินตะกั่ว จึงอาจจะเกิดสนิมทำให้เสียหายไปจากความชื้นและกาลเวลา พระบางอย่างจึงแทบไม่ได้พบเห็นกัน
พระปรางค์ประธานของโบราณสถานแห่งนี้ รากฐานเดิมเป็นศิลาแลง ศิลปะแบบขอมแต่บูรณะดัดแปลงต่อมาในยุคอยุธยา พระเครื่องที่พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุส่วนมากจะเป็นชนิดเนื้อชิน ซึ่งมีทั้งเนื้อชินเงินและเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง มีพบพระเนื้อสำริดและพระเนื้อดินเผาอยู่บ้าง
พระเครื่องที่สำคัญและมีชื่อเสียงของกรุนี้ก็มีพระร่วงยืนหลังลายผ้า เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พระหูยาน เนื้อชินเงิน พระนาคปรก พระร่วงนั่งพิมพ์ต่างๆ พระซุ้มนครโกษา และพระแผงต่างๆ มากมาย
พระเครื่องโด่งดังและมีชื่อเสียงมาก คือ พระร่วงยืนหลังลายผ้า และพระหูยาน ซึ่งเป็นพระยอดนิยม
พระเครื่องส่วนใหญ่ที่พบเป็นพระศิลปะลพบุรี และทำตามแบบศาสนาพุทธมหายาน อย่างพระแผงต่างๆ จะเห็นเป็นพระสามองค์อยู่ในแผงเดียวกัน ล้วนทำตามคติมหายานทั้งสิ้น ที่เห็นได้ชัดคือ “พระนารายณ์ทรงปืน” ที่มีพระนาคปรกประทับอยู่ตรงกลางเป็นองค์ประธาน และรูปสี่กร ซึ่งเป็นรูปของ “พระอวโลกิเตศวร” และมีรูปของสตรีอยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ในคติพุทธศาสนามหายาน ที่เผยแพร่เข้ามาพร้อมกับศิลปะขอมแบบบายน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของอาณาจักรขอม ซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาคแห่งนี้ในยุคสมัยนั้น
พระนารายณ์ทรงปืนที่ได้ชื่อเรียกแบบนี้ เรียกขานกันมานมนานแล้วตั้งแต่เริ่มแตกกรุ และผู้ที่ได้พบเห็นนึกว่ารูปพระอวโลกิเตศวรที่มีสี่กรนั้น เป็นองค์พระนารายณ์ ในส่วนที่เห็นพระกรต่างทรงถือสิ่งของอยู่นั้น พระบางองค์เห็นไม่ชัดว่าถือสิ่งใดกัน และเห็นเป็นรูปยาวๆ นึกเอาเองว่าน่าจะเป็นคันศร ซึ่งความเป็นจริงทรงถือดอกบัวและมีก้านยาวลงมา
ยิ่งซ้ำร้ายบางคนเห็นเป็นปืนยาวก็มี จนเกิดทึกทักเรียกกันเอาเองว่า “พระนารายณ์ทรงปืน” และเรียกกันแบบนี้มายาวนานแล้ว จนกลายมาเป็นชื่อเรียกตามกันมาว่าเป็นพระนารายณ์ทรงปืน อีกทั้งความโดดเด่นของพระพิมพ์นี้ยังอยู่ที่คงกระพันชาตรีอีก มีผู้ที่บูชาพระนารายณ์ทรงปืนแล้วถูกยิงแต่ยิงไม่ออก ยิงไม่เข้า จึงเชื่อถือกันมาแบบนี้
พระนารายณ์ทรงปืนเป็นพระเครื่องขนาดเขื่อง หรือจะเรียกว่าเป็นพระแผงก็ได้ ในสมัยก่อนคนนิยมกันมาก มักจะนำมาถักลวดห้อยคอกัน พระที่พบส่วนมากจะมีเนื้อชินเงิน และชินตะกั่วสนิมแดง ที่เป็นเนื้อสัมฤทธิ์นั้นพบน้อยมาก
นอกจากพระนารายณ์ทรงปืนจะพบที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี ยังพบที่กรุอื่นๆ ของ จ.ลพบุรี และในจังหวัดอื่นๆ ก็เคยพบ ล้วนแล้วเป็นพระขนาดเขื่องและมีรูปแบบคล้ายกัน จึงเรียกตามๆ กันว่า พระนารายณ์ทรงปืนเช่นกัน

กล่าวสำหรับ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน พระโพธิสัตว์มีหน้าที่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์และบรรลุนิพพาน
ในคติความเชื่อของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีมากมายเปรียบเสมือนเม็ดทรายในมหาคงคานที โดยพระโพธิสัตว์ที่มีการนับถืออย่างแพร่หลายมีนามว่า “อวโลกิเตศวร”
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรถือกำเนิดจากธยานิพุทธอมิตาภะ มีหน้าที่ปกป้องดูแลสัตว์โลกในยุคปัจจุบัน หรือ “ภัทรกัลป์” กล่าวคือ ในช่วงที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน (โคตมพุทธเจ้า) เสด็จปรินิพพาน จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ตรัสรู้จึงจะหมดหน้าที่
ได้รับยกย่องเป็น “ผู้คุ้มครองโลก” ปรากฏในนาม “พระโลกนาถ”
รูปแบบสำคัญของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่พบแพร่หลายคือ “พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี” หมายถึง “อวโลกิเตศวรผู้ถือดอกบัว” โดยดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นอำนาจที่ได้รับจากธยานิพุทธอมิตาภะ
นอกจากนี้ ยังพบการเคารพบูชาพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในปางสมันตมุข หรือเอกาทศมุข โดยเป็นการเนรมิตกายในรูป 11 เศียร 22 กร สมันตมุข แปลว่า มีพระพักตร์รอบทิศหรือเห็นได้โดยรอบ มีความหมายสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์สัทธรรมปุณฑรีกสูตรที่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงดูแลสรรพสัตว์ทุกภพทุกภูมิทุกทิศ ช่วยเหลือให้พ้นจากมหันตภัยนานัปการ
