bg-single

เจาะลึกพิธีกรรมวิตถาร ‘ลุงสนม’ สัปเหร่อฉาว เจ้าสำนักสุสานเด็กเถื่อน อ้างอาถรรพ์-ละเมิดเพศ

09.03.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญาข่าวสด

จากความเชื่อและความศรัทธาสู่ฝันร้ายที่กัดกินศักดิ์ศรีของผู้หญิง กลายเป็นคดีอื้อฉาวที่เขย่าวงการไสยศาสตร์เมืองอ่างทอง เมื่อสัปเหร่อชื่อดังถูกกล่าวหาว่าใช้คราบนักบุญบังหน้า แต่เบื้องหลังกลับใช้ ‘อาถรรพ์’ เป็นเครื่องมือล่อลวงเหยื่อไปล่วงละเมิดทางเพศอย่างเลวร้าย

            เรื่องราวเริ่มแดงขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา พาสองหญิงสาวผู้บอบช้ำเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.

            เหยื่อรายหนึ่งเปิดใจด้วยเสียงสั่นเครือว่า เมื่อปี 2568 ขณะที่ครอบครัวกำลังมืดแปดด้านเพราะสามีป่วยหนัก

            เธอได้หลงเชื่อคำโฆษณาของ ‘ลุงสนม’ สัปเหร่อและหมอถอนคุณไสยชื่อดังที่อ้างว่ามีลูกศิษย์เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และรู้จักกับคนดังมากมาย

            แต่หลังจากหลงคารมยอมประกอบพิธีในห้องลับ ‘ลุงสนม’ ก็บังคับให้เปลื้องผ้า ใช้มีดเขียนอาคมตามร่างกาย และโกนขนในที่ลับ

            โดยข่มขู่อ้างว่าหากไม่ทำตาม ‘อาถรรพ์’ จะเข้าตัวและครอบครัวจะพินาศ

            พิธีกรรมของลุงสนมก็ล้วนแต่วิตถารใช้สิ่งของที่อ้างเป็นวัตถุมงคลยัดใส่อวัยวะเพศ พร้อมพูดจาคุกคามทางเพศตลอดเวลา

            สุดท้าย… สามีไม่หายป่วย แต่สิ่งที่เหลือไว้คือบาดแผลทางใจ

            เมื่อสืบไปจึงพบว่ามีเหยื่อที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกันอีกนับสิบราย!

เพียง 4 วันหลังการร้องเรียน (16 กุมภาพันธ์ 2569) ทีมสอบสวนและหมอปลาได้ยกระดับความเข้มข้นด้วยการลงพื้นที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เพื่อขุดหาหลักฐานสำคัญใน ‘สุสานเด็ก’ ภายในวัดที่ลุงสนมใช้ประกอบพิธี

            ด้านเจ้าอาวาสวัดชี้แจงว่า ไม่เคยรับทราบเรื่องการใช้พื้นที่วัดทำเป็นสุสานฝังศพเด็กทารกตายทั้งกลมมาก่อน

            ทันทีที่ทราบเรื่องและมีผู้เสียหายประสงค์นำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลจึงอนุญาตให้ดำเนินการได้ทันที

            ในอนาคต วางแผนขุดศพเด็กทั้งหมดออกจากพื้นที่ให้เหลือเพียงศูนย์กู้ภัยเท่านั้น

            สอดคล้องกับข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยืนยันว่า ไม่ทราบเรื่องการสร้างสุสาน

            เนื่องจากไม่มีผู้ร้องเรียนอย่างเป็นทางการมาก่อน

            สุดท้าย ญาติผู้เสียหายชี้จุดให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขุดนำโครงกระดูกขึ้นมาห่อผ้าขาวถวายเจ้าอาวาสก่อนมอบให้ญาติตามความประสงค์

            เบื้องต้นขุดพบ 2 โครงกระดูก ส่วนกรณีแม่เด็กที่นำร่างมาฝากไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้วยังค้นหาไม่พบ

            พนักงานสอบสวนจึงนำโครงกระดูกไปเก็บรักษาที่ สภ.วิเศษชัยชาญ โดยญาติลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว

            เพื่อรอขั้นตอนการส่งตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและพิสูจน์ว่ามีการนำศพมาใช้หาประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่

            เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

คดีสัปเหร่อชื่อดังแห่งอ่างทอง เริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อเหยื่อจำนวนมากเริ่มทยอยเผยตัว พร้อมหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อที่ผิดเพี้ยน

            แต่คือขบวนการฉ้อโกงและล่วงละเมิด ที่ทำกันเป็นระบบ

            กลุ่มหญิงสาวผู้เสียหาย 6 ราย เข้าพบ ‘บิ๊กเต่า’ เพื่อให้ปากคำต่อกรณีถูกลุงสนมกระทำอนาจารระหว่างทำพิธี

            ผู้เสียหายจากจังหวัดเชียงราย เล่าประสบการณ์เลวร้ายว่า พาน้องสาวที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ไปทำพิธีผ่าท้องแยกเด็กตามความเชื่อ

            กลับถูกลุงสนมลวนลามกอดและหอมที่ต้นคอ อีกทั้งถูกเรียกเก็บเงินกว่า 5,000 บาท

            พร้อมสั่งห้ามนำศพเด็กกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา บังคับให้ฝังไว้ในพื้นที่บ้านของสัปเหร่อเพียงอย่างเดียว

            โดยใช้คำขู่เรื่อง ‘ชีวิตจะตกต่ำ’ มาสร้างความหวาดกลัว!!?

            ผู้เสียหายอีกรายระบุว่า หลงเชื่อข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ที่แอบอ้างว่าเป็นสัปเหร่อหนึ่งเดียวที่ทำพิธีแยกแม่และเด็กทั้งกลมได้

            โดยอ้างว่าเป็นจิตอาสาไม่เรียกเก็บเงิน

            แต่ความเป็นจริงกลับเรียกเก็บเงินค่าครูคนละ 200 บาท หากเหยื่อรู้ทันจะอ้างว่าแล้วแต่ศรัทธา

            นอกจากนี้ยังนำ ‘มีดที่ใช้ผ่าศพ’ ขูดตามร่างกายเหยื่อจนเกิดแผลห้อเลือด

            คล้ายการทำร้ายร่างกายและข่มขวัญ

            ‘บิ๊กเต่า’ สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน โดยประเด็นสำคัญที่สังคมจับตาคือ ‘ซากศพเด็กนับร้อยราย’ ที่ถูกฝังอยู่ข้างศูนย์กู้ภัย

            หากพิสูจน์ได้ว่า ซากศพเหล่านี้เคยมีชีวิตและมีการจัดการศพที่ผิดระเบียบจะดำเนินการขุดตรวจสอบดีเอ็นเอทุกราย

            เพื่อคืนลูกหลานกลับสู่ครอบครัวและนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ถูกต้อง

ในช่วงเวลาเดียวกัน นายอภิชาติ ศรีเหรา นายอำเภอวิเศษชัยชาญ ขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อสยบข่าวลือเรื่อง ‘เส้นสาย’ ยืนยันชัดเจนว่า ไม่เคยมีความสนิทสนมส่วนตัวกับสัปเหร่อรายนี้ตามที่ถูกกล่าวอ้าง

            พร้อมสั่งการเด็ดขาด แจ้งความเอาผิดดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 เนื่องจากพบว่ามีการจัดตั้งและประกอบกิจการสุสานโดยไม่ได้รับอนุญาต

            ทั้งยังออกหนังสือด่วนที่สุดถึงเจ้าอาวาสให้สั่งระงับการฝังศพทุกประเภทในเขตวัดทันที

            นอกจากฝ่ายรัฐแล้ว ยังมีนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และ ‘หมอปลา’ นำหลักฐานเข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่ สภ.วิเศษชัยชาญ

            โดยชี้ชัดว่า พฤติกรรมของนายสนมไม่ใช่แค่เรื่องอนาจาร แต่ลุกลามไปถึงความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ 4 กระทง

            1. ซ่อนเร้นทำลายศพ กรณีสุสานเด็กทารกปริศนา

            2. ผ่าศพโดยไม่ใช่แพทย์ กรณีการทำพิธีแยกแม่ลูกตายทั้งกลมที่ผิดกฎหมาย

            3. เคลื่อนย้ายศพ โดยไม่มีเหตุอันควร

            4. ลักทรัพย์ ในส่วนการเรียกรับเงินค่าครูและทรัพย์สินโดยมิชอบ

            ขณะเดียวกัน เจ้าคณะจังหวัดอ่างทองมีคำสั่งเด็ดขาดให้รื้อถอนสำนักของนายสนมออกจากวัดทันที หลังเจ้าอาวาสยอมรับว่าถูกหลอกให้ใช้พื้นที่มานานหลายปี โดยไม่รู้เลยว่ามีการประกอบ ‘พุทธพาณิชย์’ และการกระทำที่ผิดวินัยสงฆ์ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

            ด้านสัปเหร่อคนดังก็เหมือนจะไหวตัวทัน พาเมียขนข้าวของหนีไปอย่างไร้ร่องรอย

            แต่สุดท้ายก็หลบไม่พ้นสายตาของกฎหมาย

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ชุดสืบสวนกองปราบปรามนำหมายจับศาลอาญา 7 หมายจับ ข้อหากระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล, ข่มเหงจิตใจให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ และใช้สิ่งของหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ

            บุกล็อกตัวนายสนมได้คาบ้านพักของลูกศิษย์ใน อ.สอง จ.แพร่ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569

            พร้อมตรวจยึดของกลางสำคัญคือ ลูกกาเราะ และมีดหมอ ที่ใช้ในการก่อเหตุ

            เบื้องต้นสัปเหร่อฉาวให้การภาคเสธ แบ่งรับแบ่งสู้ ยอมรับกระทำอนาจารกลุ่มผู้เสียหายจริงตามที่ปรากฏในข้อกล่าวหา

            แต่อ้างหญิงสาวทุกคนสมยอม ไม่ได้ใช้อาวุธหรือมีดหมอข่มขู่บังคับให้ยอมทำตามพิธีกรรม หรือสั่งห้ามไม่ให้ขัดขืนแต่อย่างใด

            มีหรือที่ตำรวจจะเชื่อ!!?

            เพราะคำสารภาพขัดกับพยานหลักฐานและคำให้การของผู้เสียหายหลายรายที่ระบุตรงกันถึงพฤติกรรมการใช้อาวุธและสิ่งของล่วงล้ำเพื่อสร้างความหวาดกลัว จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ดำเนินคดี

            พร้อมขยายผลตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นถูกกระทำในลักษณะเดียวกันเพิ่มเติมหรือไม่

            ก่อนคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 4 มีนาคม

            แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีอีกกงกรรมที่ลุงสนมก่อไว้กำลังเวียนมาหา

ปม ‘สุสานเด็ก’ ที่ซ่อนตัวอยู่มานานกว่า 4 ทศวรรษ กำลังถูกชำระล้าง พ.ต.อ.พัทธนันท์ ทรงสมถวิล ผกก.สภ.วิเศษชัยชาญ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดอ่างทองลงพื้นที่เก็บหลักฐานและวัตถุพยานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว รวมถึงเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติเด็กที่ถูกนำมาฝัง เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน

            ตั้งกรอบเวลาถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อให้ญาติมาติดต่อ ก่อนจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

            หากผลพิสูจน์ยืนยันความเชื่อมโยงกับร่างทารกในสุสาน พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับนายสนมเพิ่มเติม และดำเนินคดีในข้อหาอื่นตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป เพื่อความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญเสียและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

            ล่าสุดมีญาติมาแสดงตัวแล้ว 3 ราย โดยสามารถยืนยันและส่งคืนร่างทารกได้แล้ว 2 ราย

            ด้านนายอำเภอวิเศษชัยชาญ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยกู้ภัย เข้าเตรียมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสุสานเด็กเพื่อเคลียร์พื้นที่และเตรียมจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนนี้

            แต่การเข้ารื้อถอนต้องยุติลงชั่วคราว เนื่องจากเจ้าของพื้นที่ไม่ยินยอมลงนามในหนังสืออนุญาตที่เจ้าหน้าที่เตรียมมา อ้างว่าไม่มีกำลังคนและขาดงบประมาณในการรื้อถอน แม้นายอำเภอระบุแจ้งชัดเจนแล้วว่า เจ้าอาวาสจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณทั้งหมดและใช้กำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยดำเนินการให้ฟรี

            เมื่อยังมีการปฏิเสธจึงต้องถอนกำลังกลับก่อน โดยเตรียมประสานเจ้าอาวาสออกหนังสือแจ้งเตือนอีกฉบับ

            หากยังไม่มีการดำเนินการรื้อถอนตามกำหนด ทางวัดและอำเภอจะบังคับใช้มาตรการเข้ารื้อถอนอย่างเร่งด่วนที่สุด

            เพื่อปิดตำนานสำนักดังกล่าวอย่างถาวร

            คดีของ ‘ลุงสนม’ ไม่ใช่รายแรกและอาจไม่ใช่รายสุดท้าย ตราบใดที่ความทุกข์และความหวังยังเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพฉวยโอกาส

            เมื่อศรัทธาที่ปราศจากปัญญา คือช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เดินเข้าหาเหยื่อ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
50 ปี 6 ตุลา : จังหวะของประวัติศาสตร์ และการจรรโลงความรู้สึก