bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | เจ็บปวดหัวใจ รัฐประหารไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้

06.03.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

การเป็นผู้รู้ราตรีนาน ซึ่งเป็นสำนวนแบบชาววัดโบราณและแปลเป็นภาษาไทยปัจจุบันได้ว่าเป็นคนแก่นั้น ในฐานะที่ผมเองสามารถสงเคราะห์ตนเข้าอยู่ในความหมายของคำนี้ได้เต็มที่แล้ว ขอบอกว่าการเป็นผู้รู้ราตรีนานมีทั้งคุณและโทษเจือกันอยู่ ทั้งข้างฝ่ายคุณและข้างฝ่ายโทษมีทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็กระคนกัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ผมบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า เรื่องเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมดก็ว่าได้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของตัวเราเอง เกิดอะไรขึ้นก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น

และปรับตัวปรับใจของเราให้อยู่ได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้จงได้

วันที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ เป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 ถ้านับย้อนถอยหลังไป 35 ปี วันนี้ ในปี 2534 เป็นวันที่เกิดรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2521 โดยคณะบุคคลที่เรียกชื่อว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ที่มีหัวหน้าคณะชื่อพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้ชอบใส่เสื้อตัวคับติ้วเป็นอาจิณ

เวลานั้นผมอายุ 36 ปี อายุอ่อนกว่าทุกวันนี้เกือบครึ่งเห็นจะได้ แต่โตเป็นผู้ใหญ่พอรู้ความแล้ว

ขณะนั้นผมทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือวิชากฎหมายอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลาที่เกิดเหตุยึดอำนาจกันขึ้นนั้นเป็นช่วงเช้า แต่กว่าข้อมูลข่าวสารจะเป็นที่รับรู้กันทั่วไป และผมได้รู้กับเขาด้วยในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็เป็นเวลาช่วงบ่ายต้นแล้ว

จำได้ว่า ผมรู้เรื่องนี้ขณะที่พานักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย เดินชมวัดสุวรรณดารารามที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พอรู้ข่าวแล้วก็รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงขึ้นมาเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละ ต้องขออาจารย์ท่านอื่นที่ร่วมคณะไปด้วยเป็นผู้บรรยายความรู้ต่างๆ ต่อไป ส่วนผมก็นั่งลงตั้งสติอยู่ที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในบริเวณวัด

เพื่อไม่ให้ “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” คราวนี้กลายเป็นตำราประวัติศาสตร์การเมืองมากเกินไป ผมจึงขอสมมุติว่าท่านทั้งหลายรู้ดีอยู่แล้วนะครับว่าหลังจากการยึดอำนาจในวันนั้นแล้วอะไรเกิดขึ้นติดตามต่อเนื่องมาบ้าง และเชื่อมโยงไปหาเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 อย่างไรบ้าง

เรียกว่า ละไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกัน

ส่วนการรัฐประหารที่ผมได้พบเห็นในครั้งต่อมา ห่างจากปี 2534 ไปถึง 15 ปี เพราะเป็นการทำรัฐประหารในปี 2549 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะที่เรียกตัวเองแต่แรกว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทิ้งไปเสีย

ขณะที่เกิดเหตุในเมืองไทยเป็นเวลาค่ำของวันที่ 19 กันยายน และเป็นเวลาเช้าตรู่ของวันเดียวกันทางฝั่งอเมริกา ที่จำได้แม่นอย่างนี้เพราะ ช่วงเวลานั้นผมได้รับเชิญไปพูดที่เนติบัณฑิตยสภาของอเมริกา ซึ่งจัดการประชุมที่เมืองชิคาโก

ตื่นขึ้นมาตอนเช้าขณะที่ยังนั่งอยู่บนเตียงเปิดโทรทัศน์ดูก็เห็นข่าวรัฐประหารที่เมืองไทยเสียแล้ว รู้แน่แก่ใจทีเดียวว่าเดี๋ยวไปประชุมกับนักกฎหมายที่ไม่คุ้นเคยกันกับเรื่องรัฐประหารแบบบ้านเรา คงต้องตอบคำถามต่างๆ น่าดู

และแล้วผมก็ขายผ้าเอาหน้ารอดกลับบ้านมาได้

ถัดถึงการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 20 22 พฤษภาคม 2557 เวลานั้นผมรับราชการในหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และพอคาดการณ์อยู่แล้วว่าในอนาคตอันใกล้จะเกิดรัฐประหารขึ้นแน่และเหตุการณ์ก็สมจริงดังที่พยากรณ์ไว้ทุกประการ

ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหารในวันนั้นแล้วมีอะไรบ้าง ผมขอทิ้งเป็นประเด็นไว้ให้ทุกท่านนึกเอาเองก็แล้วกันนะครับ

เพราะเรื่องรัฐประหารคราวนี้และผลที่สืบเนื่องยังมีอาการเหมือนฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ของบ้านเราอยู่เลย

คือ มันคลุ้งไปหมดครับ และมองไม่เห็นว่าเมื่อไหร่ฝุ่นจะจางลงเสียที

เพียงเท่าที่พูดถึงรัฐประหารสามครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือเมื่อปี 2534 ปี 2549 และปี 2557 ตามลำดับ จากประสบการณ์ของผมก็มีอะไรให้นึกตรึกตรองมากอยู่

สังเกตไหมครับว่า รัฐประหารทุกครั้ง เหตุผลที่มีการนำมากล่าวอ้างอยู่เสมอ คือเรื่องการทุจริตของฝ่ายการเมือง การแตกสามัคคีกันของคนในชาติ และเหตุผลอื่นอีกประปราย ซึ่งมักจะแถมเรื่องรัฐธรรมนูญไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยรวมอยู่ด้วยเสมอ

สมมุตินะครับ สมมุติว่าการทำรัฐประหาร สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง ถ้าคิดให้เป็นเหตุเป็นผลกันแล้ว บ้านเราลงทุนทำรัฐประหารไปสามรอบนี่ การทุจริตไม่น่าจะเหลืออยู่แล้ว

ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติคงไต่ขึ้นอันดับสูงสุดและประชาชนคงกลมเกลียวกันน่าดู

รัฐธรรมนูญก็แสนจะเหมาะสมกับประเทศและประชาชนจนกระทั่งไม่มีอะไรจะต้องห่วงกังวลอีกแล้ว

และความจริงเป็นอย่างไรเล่าครับ

ถ้าจะพูดให้เจ็บปวดหัวใจก็ต้องพูดว่า ทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร มี “ผู้ใหญ่” จำนวนหนึ่งได้รับผลประโยชน์แบบอธิบายไม่ได้เลยว่างอกเงยมาจากที่ไหน ผู้ใหญ่บางคนเวลาตายลงก็มีมรดกเอาไว้ให้ทายาทแย่งกันให้อลหม่านนับพันล้านบาท ผู้ใหญ่บางคนทำรัฐประหารแล้วมีเงินที่มาจากไหนไม่รู้สำหรับนำมาใช้เพื่อตั้งพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจเป็นจำนวนเงินนับพันล้านอีกเหมือนกัน

และยังมีความเจ็บปวดหัวใจของประชาชนในเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

ในทัศนะของผมแล้วการทำรัฐประหารจึงไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้ มิหนำซ้ำคนทำรัฐประหารนั่นเอง ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ปัญหามีขนาดใหญ่โตขึ้นหรือเจ้าตัวได้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นเองไปในที่สุด

ในทัศนะของผม การป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตจึงไม่ได้ทำด้วยการทำรัฐประหาร แต่ต้องทำให้ระบบบริหารบ้านเมืองของเรามีความโปร่งใสมากขึ้น กฎกติกาทั้งหลายมีความรัดกุม ถ้ามีข้อกล่าวหาหรือเรื่องร้องเรียนเกิดขึ้นจนเป็นคดีความ การวินิจฉัยคดีเหล่านั้นต้องซื่อตรงต่อหลักกฎหมายและไม่ประวิงเวลาจนกระทั่งทำให้ความยุติธรรมล่าช้าและกลายเป็นความไม่ยุติธรรมในที่สุด

ถ้าเรื่อง “นาฬิกาเพื่อน” เรื่อง “ตึก สตง.ถล่ม” และเรื่อง “ทองคำ 200 กว่าบาทที่ ป.ป.ช.” ยังอึมครึมกันอยู่อย่างนี้ อย่าได้หวังว่าดัชนีชี้วัดระหว่างประเทศที่เปรียบเทียบกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศอยู่ในอันดับที่เท่าไรของโลก จะกระเตื้องขึ้นเลย

ถ้าพูดถึงเรื่องความเห็นต่างกันในทางการเมือง เราต้องยอมรับความจริงเสียก่อนว่า เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะทำให้คนในประเทศที่มีจำนวนหกสิบล้านคนแบบบ้านเราทุกคนเห็นเหมือนกันในทุกเรื่อง

ระบอบและระบบของเราต้องเอื้อให้คนเห็นต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมโดยไม่ต้องยกพวกเข้าตีกัน หรือออกปากไล่ใครออกอยู่ต่างประเทศ มีการแสวงหาข้อยุติเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมด้วยกระบวนการที่อธิบายได้และยึดหลักความยุติธรรม

องค์กรชี้ขาดไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่ ต้องธำรงรักษาความเป็นกลางไว้อย่างยิ่งยวด ไม่ใช่เดินตัวเอียงกระเท่เร่มาตั้งแต่ออกจากบ้านก่อนถึงที่ทำงานแล้ว

ประการสุดท้าย กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดก็ตามที่ใช้บังคับกับผู้คนทั้งหลาย ต้องเป็นกติกาที่ผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนมีเสียงมาตามวิถีประชาธิปไตย ไม่ใช่กติกาที่ “ผู้มีอำนาจ” เสกหรือสั่งให้ประชาชนต้องทำตามในนามของกระบวนการนิติบัญญัติที่ตนเองเป็นผู้กำหนดขึ้น

กติกาเหล่านั้นต้องสามารถปรับและเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและโลกที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

ไม่ใช่กติกาที่ตรึงแน่นอยู่กับที่จนกระทั่งทุกคนอึดอัดหรือบางคนก็ขาดใจตายไปแล้วเสียด้วยซ้ำ

การบรรลุถึงเป้าหมายปลายทางแบบที่ผมมีความฝันนี้ ผมขอยืนยันครั้งว่า ไม่มีทางที่จะด้วยการทำรัฐประหาร ซึ่งได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่า ทำแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ หากแต่ชีวิตจริงสอนผมว่า การแก้ปัญหาทุกอย่างนั้นต้องมีความอดทน สังคมต้องเปิดโอกาสให้คนได้คิดและได้พูด ได้ช่วยกันแก้ปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องจินตนาการถึงอัศวินม้าขาวซึ่งไม่มีอยู่จริงมาช่วยแก้ปัญหา

อย่าลืมว่า อัศวินม้าขาวมาทีไร แกก็เรียกค่าจ้างแพงทุกทีไปสิน่า

แถมบางทีแกยังจับพวกเราไว้เป็นตัวประกันเสียด้วย

น่ากลัวจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พล.ท.ภราดร ชี้มติสภาความมั่นคง ไร้ความชัดเจน ยากเชื่อมั่น ไว้วางใจในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ แนะ2กลไก3ระดับ
‘วิจัยทิพย์’ คอร์รัปชั่นวิชาการ ระเบิดเวลาอุดมศึกษาไทย
เศรษฐกิจไทยเจอแรงบีบ ‘3 สงคราม’ (ภาค 2) สู้ศึกการค้าโลก…เกมยืดเยื้อ
ไฟใต้ลามไหม้การเจรจา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
รื้อ ‘บัตรคนจน’ ครั้งใหญ่ จัดระเบียบจนแท้ หรือรัฐกำลังถังแตก?
‘ภูมิใจไทย’ เล่นเกมฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ ระวัง! ประเมินพลัง ‘เพื่อนเป๋า’ ต่ำเกินไป
ภัยร้อนกำลังมาในหน้าฝน คนไทยเตรียมตัวปรับธาตุ ด้วยพืชผักรสเย็น
“ผู้ต้องพลีชีพ” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
สงครามคอนเทนต์กีฬาไทย ยุคธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬาเต็มรูปแบบ
ผัดเต้าหู้หมูสับเสฉวนพริกแห้ง
คลื่นลมยังไม่สงบ