‘ความอับอายนั้นอยู่ที่ไหน สังคมเมืองไทยนั้นมีไหมเล่า’
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ผมนำชื่อเรื่องมาจากเพลงเพื่อชีวิตในสมัยยุคตุลาคม 2516 ที่เริ่มต้นด้วยวรรคทองว่า “ความเป็นธรรมนั้นอยู่ที่ไหน…”
สะท้อนความอัดอั้นตันใจของนักศึกษาและประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน
แต่ตลอดสามปีก่อนวันสังหาร อำนาจมืดออกมาขัดขวางและทำลายประชาชนและผู้บริสุทธิ์ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ถึงแก่ชีวิตหลายคนและจับกุมรวมถึงการข่มขู่รูปแบบต่างๆ
ทั้งหมดนั้นล้วนนำไปสู่การสร้างการยอมรับการใช้กำลังและหนทางการต่อสู้ด้วยอาวุธให้เป็นจริงและเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่เหลือในสังคมไทย
หนทางดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือไร้สาระและความเป็นไปได้ เพราะตอนนั้นในเขตป่าเขาและในเมือง การเคลื่อนไหวจัดตั้งของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ดำเนินมาอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน สะสมความจัดเจน (ประสบการณ์) และความคิดทางสังคมชุดหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่า มีพลังและความเป็นเหตุเป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและระบอบการปกครองไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนทางของการใช้กำลังอาวุธโดยประชาชนบัดนี้ยุติลง พร้อมกับการเปิดกว้างและยอมรับแนวทางในการสร้างสังคมตามนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องยึดถือระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ซึ่งในที่สุดตกอยู่ในกำมือของฝ่ายอนุรักษนิยมและขวาตกขอบทำให้ตกผลึกเป็นระบบ “ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เท่านั้น
ตรงกันข้าม วิถีทางของการใช้กำลังอาวุธในการจัดการอำนาจรัฐและรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่รู้จักกันในสมญาของ “วงจรอุบาทว์” (รัฐธรรมนูญ’ เลือกตั้ง’ รัฐบาล’ รัฐประหาร’ รัฐธรรมนูญใหม่) กลับไม่สามารถยุติลงได้
แกนนำของอำนาจเก่ายังยึดมั่นและเชื่อมั่นในการใช้กำลังและอำนาจนอกเหนือเหตุผลและสามัญสำนึกเข้าล้มระบอบที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อรักษาและสืบทอดอำนาจของชนชั้นและกลุ่มตนต่อไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกประเทศที่พัฒนาไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับพวกเขา
วิกฤตการเลือกตั้ง 2569 สะท้อนภาพเหมือนที่ได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในความขัดแย้งและวิกฤตการเมืองในหลายประเทศที่ใช้อำนาจอย่างไม่ยุติธรรม
ตั้งแต่การปฏิวัติ Bulldoz ในเซอร์เบีย (2000) เพื่อต่อต้านการโกงการเลือกตั้ง การปฏิวัติดอกทิวลิปในคีร์กีซสถาน (2005) ก็โกงการเลือกตั้งอีก มาถึงการปฏิวัติสีส้ม (Orange Revolution) ในยูเครน (2014) ก็ประท้วงต่อต้านการเลือกตั้งที่ไม่เสรี จนถึงศรีลังกา เวเนซุเอลา
ล่าสุดบังกลาเทศ ที่นักศึกษาประชาชนลุกฮือต่อต้านการเลือกตั้งสกปรกภายใต้รัฐบาลนางฮาซีนาจนนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลอำนาจนิยมลงไป
แปลกแต่จริงที่คนที่อยู่ในอำนาจมักตาบอด อำนาจทำให้เสื่อม อำนาจยิ่งใช้อย่างไม่เป็นธรรมมากเท่าไรยิ่งทำให้สถาบันและองค์กรเสื่อมมากเท่านั้น
เราถูกสอนว่าประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของอดีต และเป็นอดีตที่รุ่งโรจน์งดงามบนระเบียบสังคมที่ค้ำจุนด้วยสถาบันจารีตอันศักดิ์สิทธิ์ การปกครองด้วยอำนาจยิ่งตอกย้ำความทรงจำที่ไม่จริงในทางภววิสัยของประวัติศาสตร์ชาติไทย
เมื่อความจริงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ปรากฏต่อสายตาของคนทั่วไปไม่ได้รองรับความเชื่อนั้น ทำให้คนเริ่มมองเห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของอดีตแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเรื่องของปัจจุบันมากกว่าของอดีตเสียอีก
ความขัดกันในนิยามความหมายนี้แสดงออกผ่านรูปแบบและนโยบายในการปกครองของรัฐและอำนาจของชนชั้นนำในอำนาจที่รักษาสืบทอดต่อเนื่องมายาวนาน
ความจริงในประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นมาจึงเป็นความจริงลวงหรือครึ่งใบเหมือนกับระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่พวกเขาสร้างขึ้นมา
ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อเผยให้เห็นถึงสภาวะชะงักงันและติดหล่มของอำนาจรัฐในสังคมไทยอย่างน้อยในช่วงเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา
นั่นคือ นับจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 ที่ระบอบการเมืองไทยเผชิญกับอุปสรรคและพลังต่อต้านความเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการ “แช่แข็ง” ระบอบการเมืองไว้ให้ไร้น้ำยา
แต่การแช่แข็งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนอะไรในระบบบริหารและปกครอง
ที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงไม่น้อย ทั้งทางโครงสร้างและไปถึงทางวัฒนธรรมอุดมการณ์ความคิด เรียกว่าคลุมไปหมดทั้งนามธรรมและรูปธรรม
เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมุ่งและจำกัดไว้ในปริมณฑลและสถาบันที่จะไม่ “เซาะกร่อน” หรือทำลายฐานะนำของโครงสร้างอำนาจเก่าลงไป
เมื่อเป็นเช่นนี้การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจึงแทนที่จะนำไปสู่การสร้างคุณภาพใหม่ที่เรียกว่านวัตกรรมในภาคต่างๆ กลับกลายเป็นการสร้างปริมาณทางวัตถุแต่ไม่นำเอาคุณภาพทางความคิดและจิตใจใหม่ของมันมาด้วย
ดังเช่นการร้องเรียนและวิพากษ์วิจารณ์ถึงอุปสรรคในการลงทุนของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ติดขัดด้วยกฎหมายและระเบียบของหน่วยงานจำนวนมากจนทำให้การลงทุนของต่างชาติไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นของไทยเองและสามารถต่อยอดเติบใหญ่ได้ตามตรรกของระบบทุน
นั่นคือที่มาของคำถามว่า ทำไมอำนาจรัฐและคณะผู้กุมอำนาจรัฐจึงยังยึดมั่นในวิธีการไม่สุจริต และใช้อำนาจนอกระบบเพื่อรักษาอำนาจเก่านี้ต่อไป ทั้งๆ ที่เห็นแล้วว่า ในสองทศวรรษมานี้ได้เกิดพัฒนาการที่เปลี่ยนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจและพลังการผลิตในประเทศไปจากแต่ก่อน
ด้านหนึ่ง เป็นการปลดปล่อยพลังการผลิตจากการครอบงำและขูดรีดของชนชั้นดั้งเดิมตามประเพณี
อีกด้านหนึ่ง คือการสร้างความต้องการและความคาดหวังใหม่ของพลังทางสังคมโลกาภิวัตน์ ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดการและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในสังคมให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ใหม่และจิตใจแบบโลกาภิวัตน์
เมื่อเศรษฐกิจการเมืองเปลี่ยนไปสู่ระบอบการเมืองที่เปิดและสร้างความคาดหวังต่ออนาคตของพลเมืองผู้มีสิทธิการเมืองมากขึ้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ภาคสังคมจะได้เข้ามามีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกำเนิดของพรรคอนาคตใหม่ และการเข้าร่วมอย่างเอาจริงเอาจังของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่แบบของคนรุ่นเก่า ได้นำไปสู่การเปิดโปงความไร้สมรรถภาพและไร้ความสามารถในการนำประเทศไปสู่หนทางของการเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมนำสมัย ที่ประชาชนมีความมั่งคั่งและยั่งยืนได้ กำจัดระบบคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปในทุกวงการ
ภาพของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ทั้งผ่านระบบการเลือกตั้งและการเมืองในรัฐสภากับการเคลื่อนไหวแสดงความเห็นเชิงคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายรัฐบาลผ่านหนทางโซเชียลมีเดียนอกรัฐสภา ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นในปริมณฑลทั่วไปทั้งมีคำอธิบายมากมายจากประชาชนเอง
การก่อรูปของ “บล็อกทางประวัติศาสตร์” (historical block) โดยพลังการเมืองของประชาชนผ่านพรรคการเมืองก้าวหน้า ทำให้ชนชั้นนำจารีตและคณะบ้านใหญ่เกิดความหวาดหวั่น
จึงนำไปสู่การหาหนทางของการกำจัดและทำลายพลังการเมืองภาคประชาชนลงไปในทุกวิถีทาง
รัฐประหาร 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเกิดขึ้นเพื่อภารกิจทางประวัติศาสตร์นี้ สร้างกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ขัดขวางการเป็นประชาธิปไตยของประชาชน ปลุกระดมลัทธิชาตินิยมจากการทำสงครามจำกัดขอบเขตตามชายแดนไว้
ดำเนินแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีให้รัฐบาลอยู่ใต้การปกครองของฝ่ายอนุรักษนิยมและขวาสุดขั้ว ด้วยการใช้ทุกวิถีทางและเครื่องมือขององค์กรอิสระทั้งหลายจากองค์กร เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ
การคุกรุ่นของวิกฤตทางการเมืองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ที่ไม่สามารถยอมรับระเบียบทางสังคมอันใหม่ที่เสรีไว้ได้ ในขณะที่ก็ไม่สามารถรักษาอำนาจรัฐแบบเก่าในสัมพันธภาพใหม่กับสังคมได้เช่นเดียวกัน
ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจและไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลผู้กุมอำนาจรัฐอีกต่อไป
วิกฤตการเลือกตั้ง 2569 จึงอาจเป็นการสะดุดขาตัวเองขององค์กรอิสระที่มีอำนาจเหนือพลังและพรรคการเมืองของประชาชน เพราะคาดไม่ถึงว่าการใช้กลเม็ดและท่วงทำนองแบบ “เลือกตั้งสกปรก 2500” แต่ยกระดับให้เนียนและครอบคลุมกว้างขวางด้วยเครือข่าย “บ้านใหญ่” ที่ไม่มีในปี 2500 จะทำให้ความสกปรกนี้ “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย”(คำขวัญของ กกต.) ไปได้
ดังที่ได้ประสบความสำเร็จอันงดงามมาแล้วในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาครั้งล่าสุด ที่ถูกจับได้และกำลังก่อรูปเป็นคำกล่าวหาว่ามีการ “ฮั้วในการเลือก ส.ว.” ที่การสอบสวนถูกกักไว้ที่ กกต.จนกว่าเรื่องจะหมดอายุ
ลักษณะร่วมของรัฐบาลอำนาจนิยมทั้งหลายที่ถูกประท้วงและโค่นล้มไปแล้วโดยพลังประชาชน คือการที่ผู้นำเหล่านั้นล้วนขาดซึ่ง “ความอับอาย”
