| การศึกษา
กลายเป็นประเด็นดราม่า สะเทือนระบบการศึกษาไทย กรณีการวิพากษ์วิจารณ์การจัดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา
หลังมีผู้โพสต์ภาพเด็กทิ้งเงิน โทรศัพท์ ไอแพด ฯลฯ ไว้ตามพื้น หรือถังขยะ เพื่อรีบวิ่งเข้าห้องสอบ ซึ่งมีผู้สมัครสอบแข่งขันมากถึง 13,895 คน รับได้ 1,520 คน อัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 สูงสุดในรอบ 18 ปี
แม้ทางโรงเรียนเตรียมอุดมฯ จะออกมาชี้แจงชัดเจนว่า กติกาดังกล่าวมีการประชาสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นระเบียบการเข้าสอบที่มีมาแต่ดั้งเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เหตุผลเพื่อป้องกันการทุจริต
แต่ก็ยังมีคำถามและเสียงสะท้อนต่อภาพใหญ่ของระบบการศึกษาไทย ที่น่าสนใจอย่างมาก

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษามองว่า เรื่องนี้มีสองแง่มุมที่แตกต่างกัน โดยในมุมของการเตรียมสนามสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ก็มีความรัดกุม ออกระเบียบมีรายละเอียดชัดเจน
แต่สิ่งที่สะท้อนคือ เด็กขาดการเตรียมตัวในการปฏิบัติตามกติกา หากต้องการเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม
ซึ่งข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะโทษการบริหารจัดการของโรงเรียนคงเป็นเรื่องยาก
แต่อีกด้านกลับสะท้อนระบบการศึกษาไทย ที่เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่มีโรงเรียนดีๆ เพียง 10-20%
ส่วนอีก 80% เป็นโรงเรียนที่ต้องปรับปรุง ดังนั้น ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่มา ทำให้เห็นชัดเจนว่าทำไมเด็กต้องแข่งขันตะเกียกตะกายอยากเข้าโรงเรียน เพราะส่งผลไปถึงการศึกษาต่อในอนาคต
โดยจะเห็นได้ว่าในมหาวิทยาลัยเก่าแก่จะมีเด็กจากไม่กี่โรงเรียนที่เข้าคณะ/สาขายอดนิยมได้ การมีโอกาสได้เข้าโรงเรียนดีจึงเป็นการการันตีอย่างหนึ่ง
“อีกประเด็นที่อาจต้องพิจารณาทบทวน คือการห้ามนำเงินเข้าห้องสอบ อาจต้องดูเรื่องสิทธิส่วนบุคคล เพราะแต่ละคนมีความพร้อมไม่เหมือนกัน”
“บางคนมีผู้ปกครองมาดูแล ขณะที่เด็กบางคนมาจากต่างจังหวัด และไม่ได้มีความพร้อม แม้จะเป็นเด็กกลุ่มน้อย แต่ระเบียบบางอย่างอาจไม่สามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน ดังนั้น กติกาบางอย่างก็อาจต้องดูแลเด็กเหล่านี้ด้วย”
“ปัจจุบันระบบวัดผลกลายเป็นตัวกำกับวิถีชีวิตของคน เป็นตัวกำกับในเรื่องการเรียนรู้ การสอบ การติว การเรียนพิเศษ ซึ่งอาจจะมากเกินไป และไม่ใช่การเรียนรู้ตามแนวคิดใหม่ ที่มีการออกแบบร่วมกัน หรือการเรียนรู้ที่สามารถตอบสนองปัจเจกส่วนบุคคลได้ การจัดการศึกษาที่ผ่านมายังมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การสอบเข้า ป.1 ถึง ม.4 เพราะโรงเรียนที่คนเลือกสอบแข่งขันก็มีเพียง 10-20% ระบบการศึกษาไม่ควรมีภาพแบบนี้”
“สังคมโลกอาจไม่เคยเจอภาพเด็กทิ้งเงินเพื่อรีบวิ่งเข้าสอบ ในแง่การดูแลการสอบของโรงเรียนทำได้ดี แต่ในแง่การจัดการศึกษาภาพใหญ่อาจต้องมีการตั้งคำถามถึงระบบและคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศ” ศ.สมพงษ์กล่าว

ขณะที่นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ดราม่าวันสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพของเด็กไทยที่ดูเหมือน “ไร้ระเบียบ” หรือ “ขาดความรับผิดชอบ” ตามที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น
แต่ลึกลงไปมันกำลังสะท้อน “โครงสร้างของระบบการศึกษาไทย” ที่มีปัญหามานาน และยังไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ภาพผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลกันไปสอบเข้าโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่ง บอกอะไรกับสังคมไทยได้ชัดเจนมาก
นั่นคือ คนไทยจำนวนมากเชื่อว่า “โอกาสที่ดีในชีวิต” ต้องเริ่มต้นจากการได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เด่น ดัง และเป็นที่ยอมรับ
คำถามที่น่าเศร้ากว่าก็คือ ถ้าโรงเรียนดีมีอยู่ทั่วประเทศจริง ทำไมเด็กจำนวนมากจึงต้องแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อเข้าโรงเรียนไม่กี่แห่ง
ปรากฏการณ์นี้กำลังชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนคุณภาพสูงในระบบการศึกษาไทยอาจมีอยู่ “น้อยเกินไป” เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กทั้งประเทศ
โรงเรียนที่มีครูเก่ง ทรัพยากรพร้อม บรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี และมีโอกาสพานักเรียนไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ กลับกระจุกตัวอยู่เพียงบางแห่ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่
ในขณะที่โรงเรียนจำนวนมากในต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในเมืองเดียวกัน กลับมีทรัพยากรที่แตกต่างกันอย่างมาก
ทั้งคุณภาพครู งบประมาณ สภาพแวดล้อม และโอกาสทางการศึกษา ผลที่ตามมาคือ “ค่านิยมทางสังคม” ที่หล่อหลอมขึ้นโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่จำนวนมากเชื่อว่า ถ้าลูกไม่ได้เข้าโรงเรียนดัง อนาคตอาจเสียเปรียบ เด็กจึงต้องเริ่มแข่งขันกันตั้งแต่อายุยังน้อย ระบบกวดวิชาเฟื่องฟู ความเครียด ความกดดัน และความเหลื่อมล้ำยิ่งทวีคูณ
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ดราม่าหน้างานสอบ แต่คือภาพสะท้อนของระบบที่สร้างลำดับชั้นทางการศึกษาอย่างชัดเจน ความจริงที่น่าหดหู่คือ ระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ระหว่างโรงเรียนชั้นนำกับโรงเรียนทั่วไป และตราบใดที่คุณภาพโรงเรียนยังต่างกันมาก เด็กและผู้ปกครองก็จะยังคงแห่กันไปแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนไม่กี่แห่งเช่นเดิม
“คำถามสำคัญจึงควรย้อนกลับไปที่กระทรวงศึกษาธิการ ว่าจะทำอย่างไรให้โรงเรียนดีไม่ได้มีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เพิ่มกฎระเบียบในวันสอบ หรือจัดการคิวให้เป็นระเบียบขึ้น แต่ต้องปฏิรูประบบในระดับโครงสร้าง”
“เช่น กระจายคุณภาพครูและทรัพยากรให้โรงเรียนทั่วประเทศอย่างจริงจัง ยกระดับโรงเรียนในทุกพื้นที่ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันลดการผูกอนาคตของเด็กไว้กับชื่อเสียงโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่ง”
“ปรับระบบคัดเลือกและการวัดผลให้สะท้อนศักยภาพที่หลากหลาย ไม่ใช่แข่งขันกันด้วยข้อสอบเพียงอย่างเดียว หากวันหนึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศมีคุณภาพใกล้เคียงกัน เด็กอาจไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อเข้าโรงเรียนดังเพียงไม่กี่แห่งอีกต่อไป ดราม่าวันสอบเข้าอาจไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกของการศึกษาเท่านั้น” นางประพันธ์ศิริกล่าว
แต่ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ ภาพเด็กจำนวนมากแย่งกันเข้าสู่ประตูโรงเรียนไม่กี่แห่ง ก็จะยังคงเป็นภาพสะท้อนที่ทั้งน่าเศร้า และน่าตั้งคำถามกับระบบการศึกษาไทยต่อไป
หวังว่าสังคมไทยคงจะได้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ คนต่อไป ที่มีความรู้ความสามารถที่มีฝีมือ เข้าใจ เข้าถึงและสามารถพัฒนาระบบการศึกษาได้จริง
