Blind Spots : Panels, Paravents and Screens งานจิตรกรรมที่บันทึกความทรงจำและประสบการณ์ ของ อภิชญา วรรณกิจ
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
เมื่อพูดถึงงานจิตรกรรม หลายคนอาจนึกถึงการวาดภาพที่บันทึกความเป็นจริงโดยฉับพลันราวกับกล้องถ่ายภาพในยุคก่อนที่อุปกรณ์ชนิดนี้ถูกผลิตขึ้นมา
แต่ในบางครั้ง งานจิตรกรรมก็เป็นการบันทึกความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ผ่านไปนานแล้วลงบนผืนผ้าใบเช่นกัน เช่นเดียวกับงานจิตรกรรมของอภิชญา วรรณกิจ ศิลปินร่วมสมัยชาวอุบลราชธานี ผลงานในช่วงแรกของเธอเป็นการถ่ายทอดความทรงจำในวัยเด็ก ผ่านผลงานจิตรกรรมที่มีท่วงทีลีลาบริสุทธิ์ จริงใจ ไร้จริตและการปรุงแต่ง ภาพวาดของเธอไม่ยึดติดความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด หากแต่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัวออกมาอย่างตรงไปตรงมา
ในนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเธออย่าง Blind Spots : Panels, Paravents and Screens อภิชญาไม่ได้วาดภาพจากสิ่งที่เธอมองเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่เธอวาดภาพจากสิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายหลังที่เธอมองเห็นสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจและความทรงจำ ทั้งเหตุการณ์ ผู้คน และวัตถุต่างทิ้งร่องรอยไว้ที่ความรู้สึกนึกคิดของเธอ
นิทรรศการครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเข้าร่วมโครงการศิลปินพำนักที่ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างบางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) ในประเทศไทย กับพาลาซโซ มอนติ (Palazzo Monti) ในประเทศอิตาลี
“นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปินพำนักที่ทางบางกอก คุนส์ฮาเลอ ส่งฉันไปที่เมืองเบรสเซีย ประเทศอิตาลี ในช่วงฤดูร้อนปี 2025 ในช่วงเดือนกรกฎาคม เป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างบางกอก คุนส์ฮาเลอ กับพาลาซโซ มอนติ พอกลับมา ฉันก็ทำงานจิตรกรรมที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนมกราคมในปีถัดมา
ตอนไปอยู่อิตาลีเหมือนมีระยะห่าง พอตัวเราไปอยู่ต่างแดน เรามองกลับมาที่ชีวิตตัวเองตอนที่อยู่เมืองไทย แล้วพอตอนเรากลับมาเมืองไทย เราก็ย้อนกลับไปมองชีวิตตัวเองตอนที่เราไปอยู่โครงการศิลปินพำนักที่อิตาลี ฉันก็เลยทำงานจิตรกรรมขึ้นมาสองชุด คือในชุดที่เกี่ยวกับครอบครัวของฉัน เพราะช่วงเดือนธันวาคมคุณพ่อของฉันเสีย ฉันก็ทำงานเกี่ยวกับคุณพ่อของฉันด้วย แล้วก็ทำงานเกี่ยวกับตัวเอง คือวิธีการมองงานตัวเอง
เราเห็นตัวเองในตำแหน่งไหนในการมองงานของตัวเองอีกทีหนึ่ง หรือตอนที่เราพำนักอยู่ที่อิตาลี ตัวเราต้องออกจากที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่มาเป็นสิบปี แล้วพอมองย้อนกลับมา เราเห็นตัวเองอย่างไร พอตอนเรากลับมาอยู่เมืองไทย เรามองย้อนกลับไปเห็นตัวเองอย่างไรตอนที่เราอยู่ที่อิตาลี ในที่ที่วัฒนธรรมเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นการเดินทางไปที่ยุโรปเป็นครั้งแรกของเราด้วย”



อภิชญากล่าวถึงความหมายของชื่อนิทรรศการครั้งนี้ว่า
“ชื่อนิทรรศการ Blind Spots : Panels, Paravents and Screens หมายถึงตอนที่ฉันอยู่ที่เมืองไทย ฉันเห็นตัวเองไม่ค่อยชัด คือเราก็ใช้ชีวิตคุ้นชินกับสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกๆ วัน แต่พอเราเอาตัวเองออกไปจากที่ที่เราคุ้นชิน พอเรามองย้อนกลับมา เราจะเห็นสิ่งที่เราคิดว่าธรรมดา หรือสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกๆ วันในมุมมองที่เปลี่ยนไป Blind Spots ก็คือการพูดถึงช่วงเวลาตอนที่เราอยู่ตรงนั้น แต่เรากลับมองไม่เห็นมัน
งานทั้งหมดในนิทรรศการครั้งนี้เป็นเซลฟ์-พอร์ตเทรตของฉันเอง ยกตัวอย่างเช่น งานชิ้นหนึ่งที่เป็นผู้หญิงยืนสามคน เป็นช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่สตูดิโอที่อิตาลี เป็นตัวฉันเองที่มองงานจิตรกรรมของตัวเองในมุมมองที่ไม่เหมือนกันเหมือนยืนอยู่คนละมุม ตรงกับคำที่บอกว่าเป็น Blind Spots คือเราจะไม่สามารถวาดสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าได้เลย ถ้ามีขวดน้ำวางอยู่ข้างหน้า ฉันจะไม่สามารถวาดได้เลย แต่ฉันจะวาดได้ก็ต่อเมื่อไม่มีขวดน้ำวางอยู่แล้ว เหมือนฉันไม่ได้รู้สึกอยากจะวาด หรือไม่เข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร แต่เราจะเข้าใจได้ในตอนที่มันไม่ได้อยู่ในสายตาของเราอีกต่อไป เหมือนเป็นการวาดภาพสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ งานของฉันส่วนมากจะเป็นแบบนั้น”
ท่วงทีลีลาอันบริสุทธิ์ จริงใจ ไร้จริตและการปรุงแต่ง ในผลงานจิตรกรรมของอภิชญายังมีกลิ่นอายที่ทำให้เราหวนระลึกไปถึงผลงานของศิลปินโพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ (Post-Impressionism) อย่างปอล โกแก็ง (Paul Gauguin)
“งานของฉันยังได้แรงบันดาลใจมาจากโกแก็ง แต่หลังๆ ฉันไม่ได้ดูงานโกแก็งแล้ว เพราะว่าตอนที่ฉันดูงานโกแก็ง ฉันดูสิ่งที่เขาเขียนว่ามีอะไรบ้าง รวมถึงงานประติมากรรมของเขาส่วนมากก็ดูคล้ายกับงานศิลปะแถวบ้านเรา เป็นเหมือนพระพุทธรูป เป็นเหมือนศิลปะเขมรบ้าง ฉันก็ชอบงานศิลปะเขมร แล้วฉันก็หยิบมาใช้บ้างเหมือนกัน ฉันยังกล้าใช้สีสันในงานชุดนี้มากขึ้นอีกด้วย”


ความน่าสนใจในผลงานของอภิชญาในนิทรรศการครั้งนี้ก็คือ ผลงานจิตรกรรมของเธอไม่ใช่จิตรกรรมที่แขวนบนผนัง หากแต่ถูกทำในรูปแบบของผืนผ้าใบที่มีบานพับคล้ายกับฉากพับนั่นเอง
“ที่ฉันทำจิตรกรรมที่เป็นฉากพับ เพราะตอนช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ฉันเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แล้วไปเห็นฉากพับที่เกียวโต แล้วชอบในวิธีการที่เขานำเสนองาน รวมถึงมุมมองในการมองงานจิตรกรรมที่ไม่ได้เป็นแค่องศาตรงๆ แต่เราสามารถมองได้ในหลากหลายมุม ฉันค่อนข้างชอบทัศนียภาพในการมองงานแบบนั้น ฉันเลยหยิบมาใช้ ด้วยการทำเฟรมให้เป็นฉาก โดยติดบานพับตรงกลางระหว่างสองภาพเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเดินดูงานรอบด้านได้เลย ฉันยังทำฉากที่มีสามกรอบเป็นภาพวาดสามชิ้นประกบกันให้เป็น Triptych อีกหนึ่งชิ้น รู้สึกสนุกดี เพราะว่าฉันเป็นคนวาดอะไรซ้ำๆ วาดเนื้อหาซ้ำๆ วาดตำแหน่งซ้ำๆ เพราะว่าบางทีตำแหน่งของเนื้อหาติดอยู่ในหัว แล้วเวลาทำงานจิตรกรรมชิ้นใหม่ บางทีก็เหมือนกับงานจิตรกรรมเดิมที่เคยทำ ฉันก็เลยลองทำงานจิตรกรรม Triptych ขึ้นมาเป็นภาพสามบานติดกัน”
โดยปกติ งานจิตรกรรมแบบ Triptych มักถูกทำขึ้นโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนา ทำให้เราสงสัยว่างานจิตรกรรม Triptych ชุดนี้ของเธอมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นทางศาสนาหรือไม่
“งานจิตรกรรม Triptych ชุดนี้ของฉันไม่ได้นึกถึงศาสนาเลย เพราะส่วนใหญ่ที่ทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาเป็นของมุมมองของฉัน เป็นเรื่องของการมองซ้ำ หมายถึงงานจิตรกรรมที่ฉันทำ เป็นการมองย้อนกลับไปอยู่แล้ว พอเราทำงานขึ้นมาสามชิ้น เราก็ต้องมองย้อนกลับไปซ้ำๆ หลายรอบ ซึ่งการมองย้อนกลับไปซ้ำๆ หลายๆ รอบ ก็อาจจะเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง หรืออาจจะรู้สึกเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนเดิมก็ได้ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบอะไรมาใช้ มันเป็นสิ่งที่อยู่ในอากาศ แล้วเราก็หยิบมาเท่าที่เราจะหยิบมาได้”



อภิชญายังทิ้งท้ายถึงประสบการณ์ที่ผู้ชมจะได้รับจากนิทรรศการครั้งนี้ของเธอว่า
“ในการทำงานจิตรกรรมของฉัน ฉันไม่ต้องการบังคับให้ผู้ชมรู้สึกอะไร แต่ฉันคิดว่าฉันสามารถเปิดพื้นที่ให้คนได้มีประสบการณ์ในสิ่งที่ฉันมี แต่ฉันก็รู้ว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะได้รับรู้ประสบการณ์แบบเดียวกันอย่างแน่นอน แต่คงจะเป็นประสบการณ์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่สนุกว่าเราสามารถสร้างสรรค์พื้นที่หนึ่ง หรือทำภาพหนึ่งให้กับตัวเรา หนึ่ง สอง คือทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงประสบการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ถึงการทำงานของฉันจะเป็นการบันทึกความทรงจำและประสบการณ์ แต่ฉันไม่ได้เห็นภาพชัดเท่ากับตอนที่งานถูกทำเสร็จ หมายถึงฉันก็สำรวจงานตอนที่ฉันกำลังวาดมันเหมือนกัน ในตอนที่ฉันร่างภาพ ยังไม่มีสีสัน หรือพื้นผิว สิ่งเหล่านี้จะตามมาทีหลังหมดเลย ฉันไม่ได้บังคับตัวเองให้ทำงานให้เสร็จตั้งแต่ตอนร่างแบบ แต่จะเป็นการด้นสด เหมือนฉันมีบทสนทนาระหว่างตัวเองกับงานของฉันอีกที”
เมื่อได้ชมผลงานจิตรกรรมของอภิชญาในนิทรรศการครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักได้ว่าจิตรกรรมไม่ใช่ภาพวาดที่บันทึกความเป็นจริงโดยฉับพลันราวกับกล้องถ่ายภาพเท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งการจดจ้องไปยังภาวะไร้ซึ่งสิ่งใด (absence) เพื่อวาดเขียนร่องรอยของสิ่งที่เคยดำรงอยู่ให้ปรากฏขึ้นนั่นเอง
นิทรรศการ Blind Spots : Panels, Paravents and Screens โดย อภิชญา วรรณกิจ และภัณฑารักษ์ สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา (Stefano Rabolli Pansera) จัดแสดงที่ Bangkok Kunsthalle ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569 เวลาเปิดทำการ : วันพุธ – วันอาทิตย์ 14.00 – 20.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร)
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Bangkok Kunsthalle
