ณ ที่ห่างไกลออกไปกว่า 1 พันกิโลเมตร มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ระทึกหนเดียวแต่ได้เสียวหลายครั้ง ตึกสูงระฟ้าสูง 60 ชั้น 70 ชั้น จนถึง 78 ชั้น 314 เมตรของ “คิง เพาเวอร์ มหานคร” และ 318 เมตรของ Magnolias Waterfront Residences ICONSIAM ไม่มีที่ใดเสียทรง
มีแต่ “ตึก สตง.” ที่กำลังจะเสร็จเป็นอาคารทำการแห่งใหม่สูง 30 กว่าชั้นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ “สตง.” พังถล่มลงใน 8 วินาที
95 ชีวิตถูกฝังอยู่ใต้ซากวัสดุหลายแสนตัน!
“อาคารใหม่ สตง.” เป็นตึกเดียวใน กทม.ที่ถล่ม!
เกจิด้านวิศวกรรมหลายสำนักเข้าตรวจสอบได้แต่งุนงง มาตรฐานทั่วไปของอาคารสูงที่สร้าง แค่เจอผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างมากก็แตกร้าว หรือเอียง หรือเสียหายบางส่วน ไม่มีพังแบบนี้ “อาคาร สตง.” ถล่มลงแบบ Pancake effect เช่นเดียวกับ September 11 attacks ที่ World Trade Center นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้อย่างไรกัน
แค่ซับแรงคลื่นจากแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลออกไปกว่า 1 พันกิโลเมตร ตึกถล่มได้อย่างไร!
สมมุติฐานทางวิศวกรรมจากหลายหน่วยที่ช่วยกันตรวจสอบจึงว่า โครงสร้างอาคารต้อง “เน่าใน” หรือมีปัญหาในระดับ “ร้ายแรง” เช่น คอนกรีตกำลังอัดต่ำกว่ามาตรฐาน, เหล็กเสริมวางไม่ถูกระยะ,ใช้แบบก่อสร้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือแก้แบบซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก
จะต้องค้นให้พบว่า ออกแบบอย่างไร ใช้วัสดุอย่างไร คุมงานกันอย่างไร มีการตรวจรับงานแต่ละช่วงอย่างไร และถ้ามีการแก้แบบอาคารสูง ใครอนุมัติการแก้แบบ
การสอบสวนของ “ดีเอสไอ” ไล่ไปตามห่วงโซ่
จากระดับปฏิบัติงานไปถึงผู้บริหาร บริษัทผู้ออกแบบและวิศวกร บริษัทควบคุมงาน บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าของโครงการคือ สตง. ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการอนุมัติโครงการ คณะกรรมการกำหนด TOR และงบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท ผู้มีอำนาจอนุมัติประกวดราคา คณะกรรมการคัดเลือกผู้รับเหมา คณะกรรมการตรวจรับงาน ฯลฯ
ทุกขั้นตอนมีคนเซ็น เอกสารทุกชิ้นเป็น “หลักฐาน” แทนคำพูด
จะว่าไปแล้ว ทั้งหมดนั้นผู้บริหารระดับสูงของ “สตง.” ตั้งแต่ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ หรือคณะกรรมการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ควรยกโขยงกันออกมาขอโทษ และแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ องค์กรน่าจะโฟกัสหรือทุ่มเทไปกับการสื่อสารให้ข้อมูลกับสังคม ชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงานตั้งแต่จุดประสงค์โครงการ การตั้งงบ ของบ เปิดเผยเอกสารหลักฐานการดำเนินงานต่อสาธารณะ ทำให้เป็น “แบบอย่าง” การประพฤติในการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของรัฐ
หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น
ผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะแสดงสปิริต” หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว” เสียด้วยซ้ำ ทำทุกอย่างให้เปิดเผย โปร่งใสด้วยใจจริง พร้อมกับเชื้อเชิญให้หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเข้ามาสำรวจตรวจสอบ “สตง.” ได้เต็มที่ เช่นเดียวกับที่ “สตง.” ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยราชการอื่นและผู้อื่น
แต่แนวประพฤตินั้นไม่มีในธรรมเนียมไทย!
“ดีเอสไอ” ทำได้ในระดับดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องที่มิใช่ “ข้าราชการ” หลังจากสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น อัยการก็ “สั่งฟ้อง” ศาลเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทั้งหมด 23 ราย
แบ่งเป็น นิติบุคคล 7 ราย เช่น Itlian-Thai , China Railway Engineering Corporation ผู้รับเหมาก่อสร้าง Meinhardt (Thailand), Forum Architect บริษัทออกแบบและวิศวกรรม บริษัทกิจการร่วมค้า PKW Joint Venture บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน ตลอดจนบริษัทรับเหมาช่วงอื่นๆ
ส่วนบุคคลธรรมดาที่ถูกฟ้องรวม 16 คน มีตั้งแต่นายเปรมชัย กรรณสูต ไปจนถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องของแต่ละบริษัทและวิศวกร
ข้อหากล่าวหาครอบคลุม พ.ร.บ.วิศวกร พ.ร.บ.สถาปนิก กับกฎหมายอาญา ฐานที่กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
แต่ที่สังคมยัง “คาใจ” และ “สนใจ” ทวงถามคือ ความรับผิด “สตง.”!
ตึกสูง 30 ชั้น ใช้งบประมาณแผ่นดินกว่า 2 พันล้านบาท เป็น 1 เดียวใน กทม.ที่ถล่มลงในพริบตาเหลือแต่ซาก ถ้าหากมีเรื่องทุจริตเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง การกำหนด TOR การคัดเลือกผู้รับเหมา การอนุมัติทั้งหลาย รวมทั้งอนุมัติแก้แบบ การตรวจรับงานการก่อสร้าง ทั้งหมดเป็น “งาน” ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” จะต้อง “ค้นหาความจริง” หรือหาคำตอบให้กับประเทศ
“สตง.” เป็นองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างเคร่งครัดเป็นที่เกรงขามของทุกหน่วยงานที่ใช้เงินของแผ่นดิน แต่เมื่อตึกตัวเองถล่ม กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มีคนตายเกือบร้อยศพ รัฐเสียหายมหาศาลจากการใช้งบประมาณ ถามว่าการตรวจสอบความมีธรรมาภิบาลของ สตง.ของ “ป.ป.ช.” จะยังคงมีความเข้มข้นเฉกเช่นที่ สตง.ตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่
แน่นอนว่า ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
และ “เอกสาร” นั่นเองที่จะเป็นพยานหลักฐานได้มั่นคงยิ่งกว่าคำพูดคนเป็นร้อยเป็นพันเท่า
“ดีเอสไอ” นำส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปให้ ป.ป.ช.นานพอสมควรแล้ว
เอกสารหลักฐานทั้งหลายเหล่านั้นผูกโยงให้เห็นห่วงโซ่ของความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล และแต่ละคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ผู้บริหารผู้อนุมัติโครงการ คณะกรรมการกำหนด TOR และงบประมาณ ผู้มีอำนาจอนุมัติประกวดราคา คณะกรรมการคัดเลือกผู้รับเหมา คณะกรรมการตรวจรับและควบคุมงาน ผู้อนุมัติจ่ายเงินงวด
ทุกขั้นทุกตอนมีผู้อนุมัติ ทุกเอกสารมีคนเซ็น
บัดนี้เผือกร้อนจึงอยู่ในมือ ป.ป.ช.มาเกือบ 1 ปี
คณะอนุกรรมการของ ป.ป.ช.ได้เห็นแจ้งแล้วในเอกสารหลักฐานที่ยึดโยงเป็นห่วงโซ่ว่าคดีมีมูลควรไต่สวน
ขั้นตอนต่อไปจึงจะนำเสนอให้ “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” พิจารณามีความเห็น
นาทีระทึกของข้าราชการและผู้บริหารของ “สตง.” ใกล้เข้ามาแล้ว
ข้าราชการ สตง.ที่เคารพ
ท่านลองนึกภาพดูว่า ถ้าตึก 30 ชั้นหลังนั้นสร้างเสร็จ ทุกคนได้เข้าไปนั่งทำงานในอาคารสำนักงานหลังใหม่ แล้ววันหนึ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเมียนมา ห่างออกไป 1,030 กิโลเมตร อะไรจะเกิดขึ้น !?!!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
