เสียงสะท้อน ‘พนักงานสอบสวน’ เดอะแบก ยิ่งปรับโครงสร้าง ยิ่งเละ เลื่อนไหล ของเก่าคืนมา
คอลัมน์ โล่เงิน
เสียงสะท้อนหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ไฟเขียวปรับโครงสร้างตำแหน่งข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนสอบสวน
ถือเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อให้พนักงานสอบสวน (พงส.) เติบโตในสายงานเป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ
ได้ฟื้น “แท่ง พงส.” มีระบบตำแหน่งควบหรือการปรับระดับชั้นยศได้ในตัวเอง
เป็นระบบเลื่อนไหล สามารถเติบโตเลื่อนยศตามอายุงานและผลงานในสายงานได้
เหมือนช่วงก่อน คสช.มีคำสั่ง 7/2559 ยุบแท่งทิ้ง
ตอนแรก พงส.ต่างรู้สึกดีมาก ขอบคุณผู้บังคับบัญชาที่มองเห็นการทำงานหนักของเหล่าเดอะแบกทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของ ตร.
ทำให้ทุกนายมีขวัญกำลังใจเต็มที่
แต่ภายหลังมีการประชุมชี้แจงตำแหน่งที่สามารถ “ควบปรับระดับเพิ่มลดได้ในตัวเอง” เพื่อเปิดเส้นทางความก้าวหน้า พงส.
ครอบคลุมระดับชั้นสัญญาบัตร ตั้งแต่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.), ตำรวจภูธรภาค (ภ.) 1-9, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) และ กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) รวมทั้งสิ้น 2,259 ตำแหน่ง
ให้ทุก บช.จัดทำบัญชีอาวุโสสายสอบสวนทุกนาย กำหนดให้มีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่สายสอบสวนไม่น้อยกว่า 4 ปี นับถึง 1 พฤษภาคม 2569
กำหนดตำแหน่งควบรวม ระดับรอง สว.-รอง ผกก. จำนวน 1,756 ตำแหน่ง ระดับ ผกก.-รอง ผบก.ควบรวม 493 ตำแหน่ง และพนักงานสืนสวนสอบสวนผู้เชี่ยวพิเศษ 9 ตำแหน่ง
พร้อมหลักเกณฑ์การประเมินความรู้ ความสามารถ และเงื่อนไขการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง ไม่เหมือน “ของเก่า” ที่ถูกทุบทิ้งไป
ปรากฏว่า ฟังไปฟังมา “ประเด็น” เข้าสู่ตำแหน่งและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องเพื่อฟื้นแท่งพนักงานสอบสวนให้เลื่อนไหลได้นั้น
ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่สายงานสอบสวนหลายๆ พื้นที่ต่างบ่นและไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่กับมติ ก.ตร.
การปรับโครงสร้างครั้งใหม่นี้เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน
บางคนล้อเลียนโดยอำตัวเองด้วยความน้อยใจเพื่อให้ถึงหูผู้มีอำนาจว่า
ยิ่งปรับ ยิ่งทำให้ พงส.เป็นผีกองกอย คือไม่เดินไปไหน กระโดดอยู่กับที่
ประเด็นทั้งหมดเกิดหลังจากทีมงานพัฒนาด้านบุคลากรและสวัสดิการตามแผนพัฒนางานระบบสอบสวนของ ตร. เดินสายชี้แจง พงส.ทั่วประเทศ
พงส.จับใจความได้ว่า ระบบการประเมิน การเลื่อนไหลในสายงานไม่เหมือนของเก่า
เมื่อเข้าสู่ในตำแหน่งเลื่อนไหลแล้วต้องถูกล็อกสายไม่ให้ไปไหน ยากที่จะออกนอกสายหรือหมุนออกจากตำแหน่งควบ เสมือนโซ่พันธนาการไว้ จะข้ามสายไปอยู่งานป้องกันปราบปราม หรืองานสืบสวนก็แสนยากในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะยิ่งเป็นพวกไร้เส้น ปิดประตูตายจะไต่เต้าเติบโตเป็นหัวหน้าสถานี หรือขึ้นผู้บริหาร ตร.ได้เลย
และไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะมีตำแหน่ง พงส. (สบ1 -สบ3) ทุกจังหวัดหรือทุก สน./สภ.
เพราะมีข่าวเล็ดลอดออกมาแล้วว่า มี 7 จังหวัดไม่มีการจัดสรรตำแหน่งควบ ระดับรอง สว.-รอง ผกก.
ได้แก่ อ่างทอง ภ.1, น่าน – แม่ฮ่องสอน ภ.5, อุทัยธานี ภ.6, สมุทรสงคราม ภ.7, พังงา -ระนอง ภ.8
เพราะฉะนั้น พงส.ทำงานไกลบ้านจึงสงสัยว่า จะย้ายกลับบ้านเกิดหรือจังหวัดต่างๆ ตามประสงค์ได้หรือไม่
เนื่องจากพื้นที่ที่อยากจะไปไม่มีตำแหน่งเลื่อนไหลรองรับ
และอีกคำถามหนึ่ง พงส.กลุ่มเลื่อนไหล แม้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนเก่ง สามารถเติบโตในหน้าที่การงานไปต่อได้ระดับไหน?
เพราะเท่าที่สดับรับฟัง ความไปได้สูงสุด ในแท่งตำแหน่งสูงสุด คือ พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งความสามารถของ พงส.ไม่ควรถูกปิดกั้นแค่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษหรือไม่
หรือว่าผู้บังคับบัญชาระดับบิ๊กทั้งหลาย มอง พงส.เลื่อนไหลเป็นแค่ผู้ปฏิบัติ ไม่อาจเป็นผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้
ดังนั้น แม้ว่าที่ประชุม ก.ตร.ปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งหรือเงินเพิ่มพิเศษ พงส. เทียบเคียงกับค่าตอบแทนพนักงานไต่สวน ป.ป.ช.
เป็นไปตามมาตรา 70 วรรคท้าย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ
แต่ถ้างานสอบสวนตำรวจยังไม่พัฒนา ระบบสอบสวน กฎหมาย และระเบียบยังทำให้พนักงานสอบสวนโดดเดี่ยวทำงานเพียงลำพัง ถึงมีผู้ช่วยพนักงานสอบสวน แต่หลายที่ไม่ได้ทำหน้าที่ช่วยอย่างแท้จริง
การเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ยากและล่าช้าจากหน่วยภายในและภายนอกองค์กรตำรวจ
เนื่องจากกฎหมายที่กำหนดทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่อำนาจสั่งหรือเข้าถึงข้อมูลน้อยนักและล่าช้า
อย่างคดีออนไลน์ที่มีผู้เสียหายจำนวนมากแจ้งความ แฟ้มคดีล้นมือ แต่ พงส.ขาดแคลน เพราะงานหนักต่างย้ายหนีกัน
แล้วความก้าวหน้าไม่มีเมื่อเทียบกับแท่งในสายงานอื่น พงส.จะอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนได้รวดเร็วตามยุคสมัยได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เสียงที่สะท้อนอื้ออึงตอนนี้ของเหล่า “เดอะแบก” …กลับมาเถิดวันวาน เลื่อนไหลแบบเก่าคืนมา
