| การศึกษา
ประกาศผลออกมาแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2568
ซึ่งภาพรวมคะแนนค่อนข้างตกต่ำ ค่าเฉลี่ยทุกวิชาอยู่ในเกณฑ์สอบตก!!
โดยชั้น ป.6 วิชาภาษาไทย เข้าสอบ 599,380 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 47.60 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0
ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 599,284 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 33.58 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0
คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 599,250 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 24.90 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0
และวิชาวิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 599,275 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 35.43 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0
ชั้น ม.3 วิชาภาษาไทย เข้าสอบ 552,410 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 47.60 สูงสุด 98 ต่ำสุด 0
ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 551,597 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 32.46 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0
คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 550,945 คน คะแนนเต็ม 100 คะแนน เฉลี่ย 26.81 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0
และวิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 551,639 คน คะแนนเต็ม 100 คะแน นเฉลี่ย 33.95 สูงสุด 98 ต่ำสุด 0
นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) วิเคราะห์ผลคะแนนที่ออกมาว่า แม้จะเห็นได้ชัดเจนว่าภาพรวมคะแนนลดลง แต่อยากให้รอผลผลวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาการเรียนการสอน
“ภาพรวมคะแนนลดลง แต่แนวโน้มคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งวิชาที่นักเรียนทำคะแนนได้สูงสุด ยังคงเป็นวิชาภาษาไทยเช่นเดิม ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเด็กที่ทำข้อสอบอัตนัยในวิชาภาษาไทยได้ 0 คะแนน ขณะที่วิชาอื่นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือมีทั้งกลุ่มเด็กที่ได้คะแนนเต็ม และกลุ่มเด็กที่ได้ 0 คะแนน ดังนั้น ต้องรอผลการวิเคราะห์ โดยต้องจำแนกเป็นกลุ่มโรงเรียน และลึกลงไปถึงรายบุคคล เพื่อหาคำอธิบายที่ชัดเจน”
“ส่วนที่มีกระแสว่า คะแนนต่ำสุดในรอบ 3-4 ปีนั้น คงยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ. และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. เพื่อดูรายละเอียด”
“เบื้องต้นยังไม่อยากไปโทษว่าข้อสอบยาก หรือง่ายเกินไป เพราะ สทศ. คงจะรู้ว่าข้อสอบที่ได้มาตรฐานต้องมีค่าความยากง่ายในระดับใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วย รวมทั้งดูไปถึงแรงจูงใจในการทำข้อสอบของเด็ก เพราะแม้การสอบโอเน็ตจะไม่มีผลกับตัวเด็ก แต่ก็มีผลต่อการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาครู เพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณสภาพ” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว และว่า
สิ่งที่ สพฐ.จะดำเนินการต่อจากนี้คือ วิเคราะห์ผลการประเมิน ว่าแต่ละรายวิชาการภาพรวมเป็นอย่างไร โดยแบ่งเป็นกลุ่มโรงเรียน รวมถึงดูมาตรฐานตัวชี้วัดกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำ เพื่อวางแนวทางการพัฒนาการสอน ขณะเดียวกัน จะต้องให้โรงเรียนวิเคราะห์เจาะลึกผลคะแนนเป็นรายบุคคลและรายวิชา เพราะคะแนนโอเน็ตสะท้อนคุณภาพการเรียนการสอนของครู
เมื่อได้ผลการวิเคราะห์แล้วจะได้นำมาวางแผนการจัดการเรียนการสอนต่อไป
ขณะที่ ศ.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่า ผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนตกต่ำต่อเนื่อง และมีแนวโน้มดิ่งปักลงทุกปี ทั้งที่เป็นข้อสอบระดับชาติ และเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงการศึกษา
แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ศธ. หรือ สพฐ. กลับไม่มีมาตรการที่จะช่วยยกระดับเรื่องคะแนนและพัฒนาการของเด็ก จนเหมือนเป็นเรื่องปกติที่เราต้องยอมรับผลคะแนนดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่มีการปล่อยปละละเลยเรื่องนี้จนเกินเหตุ
“ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ตามคะแนนโอเน็ตของปีนี้ มองว่ายังมีความย้อนแย้งหลายเรื่อง เช่น เราต้องการใช้คะแนนโอเน็ตในการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งการไม่บังคับสอบเป็นแนวทางที่ถูก แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กเข้าสอบโดยขาดความตั้งใจ เพราะสิ่งที่พบจากความไม่ตั้งใจของเด็กคือ ผลสอบออกมาเป็น 0”
“ขณะที่โรงเรียนที่ต้องการนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ ก็มีเด็กทำคะแนนเต็ม 100 ดังนั้น ต้องตั้งถามว่า หากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องการนำคะแนนและผลสัมฤทธิ์จากการสอบโอเน็ตไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนจริง ก็จะต้องมีวิธีการหรือแนวทางที่ทำให้เด็กตั้งใจสอบมากกว่านี้” ศ.สมพงษ์กล่าว
นักวิชาการด้านการศึกษากล่าวด้วยว่า ผลคะแนนที่ออกมาบอกได้ชัดเจน ว่าเด็กไม่ตั้งใจสอบ และผลคะแนนที่ออกมาก็ไม่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนได้
ดังนั้น อยากให้มีการทบทวนการจัดสอบโอเน็ตครั้งใหญ่ โดยปัจจุบันเด็กไทยมีการสอบจำนวนมาก แต่เรื่องที่ควรตั้งใจสอบกลับไม่ถูกบังคับ
ดังนั้น หากต้องการให้เด็กตั้งใจสอบโอเน็ต ควรไปลดการสอบอย่างอื่นลง และนำคะแนนสอบโอเน็ตไปใช้ประโยชน์มากขึ้น
โดยประโยชน์ที่เกิดขึ้นต้องเชื่อมโยงกับตัวเด็ก ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ใช่ผู้บริหารหรือครู ขณะเดียวกับต้องกลับมาสังคายนาระบบจัดสอบของ สทศ. หากยังดำเนินการเช่นปัจจุบันก็ต้องตั้งคำถามว่า เรามี สทศ.ไว้เพื่อประโยชน์อะไร
คำถามสำคัญคือ หากเราต้องการใช้โอเน็ตในการพัฒนาการเรียนการสอน ทั้งรายโรงเรียนและรายบุคคล แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เด็กตั้งใจสอบ ส่งผลให้คะแนนที่ออกมาไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แท้จริง
จนอาจเรียกได้ว่า เป็นการสอบที่ไร้ประโยชน์ สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ
เพราะหากการสอบยังไม่เชื่อมโยงกับผู้เรียน ไม่สร้างแรงจูงใจ และไม่สามารถสะท้อนคุณภาพการเรียนรู้ได้จริง โอเน็ตก็อาจไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาการศึกษา แต่กำลังกลายเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ ศธ.และ สพฐ.ต้องเร่งทบทวนและสังคายนา เพื่อให้การจัดสอบโอเน็ตเกิดความคุ้มค่า
และมีผลต่อการพัฒนาการจัดการศึกษาของประเทศอย่างแท้จริง
