‘เรย์ แมคโดนัลด์’ และ ‘อมร ศรีวงศ์’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
“เรย์ แมคโดนัลด์” (2520-2569) นักแสดง-พิธีกรลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์วัย 49 ปี เพิ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ในลักษณะที่หลายคนมองว่าเขาจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร
กระนั้นก็ตาม บางคนยังประเมินว่าเรย์อำลาภพภูมิปัจจุบันไปอย่างงดงาม โดยทิ้ง “ความทรงจำดีๆ” เอาไว้ในการรับรู้ของสาธารณชน
เรย์มีสถานะเป็นทั้ง “ดาราวัยรุ่น” ของ “อุตสาหกรรมบันเทิงกระแสหลัก” ผ่านบทบาทพิธีกรในรายการ “ทีนทอล์ก” ของแกรมมี่
ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นปากเสียงหน้าตาของ “วัฒนธรรมย่อยกระแสรอง” ผ่านการทำรายการแนวท่องเที่ยวกึ่งผจญภัยในยุค “ก่อนยูทูบเบอร์” ตลอดจนการได้รับเลือกให้ถ่ายแบบขึ้นปกของสื่อสิ่งพิมพ์ทางเลือกเมื่อต้นทศวรรษ 2540 อย่าง “นิตยสารอะเดย์ฉบับแรก”
เช่นเดียวกับสถานภาพ “นักแสดง” อันหลากหลายรุ่มรวยของเขา ซึ่งเรย์กลายเป็นหนึ่งใน “พระเอกต้นแบบ” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยุคต้นทศวรรษ 2540 (หลังต้มยำกุ้ง)
เห็นได้ชัดเจนจากผลงานการแสดงภาพยนตร์สามเรื่องแรกอันน่าจดจำของเขา

เริ่มจาก “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” (2540) หนังอินดี้ไทยโดย “เป็นเอก รัตนเรือง” ที่ได้ไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน
หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจทั้งทางด้านเนื้อหา ที่เล่าถึงชีวิตสามัญประจำวันและความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองใหญ่ ซึ่งมักใช้ชีวิตคาบเกี่ยวระหว่างโลกอาชญากรรมสีเทากับโลกปกติของคนเดินดินทั่วไป
เคล้าคลอด้วย “วัฒนธรรมย่อย” แขนงอื่นๆ ที่เป็นเอกเลือกมานำเสนอในหนังเรื่องแรกของตนเอง เช่น เพลงประกอบจากผลงานของศิลปินอย่าง “อารักษ์ อาภากาศ” หรือ “โยคีเพลย์บอย” (ชุดแรก)
ก่อนที่เรย์จะมานำแสดงใน “โอ-เนกาทีฟ รัก-ออกแบบไม่ได้” (2541) ผลงานของสตูดิโอใหญ่อย่างแกรมมี่ โดยได้ประกบคู่กับซูเปอร์สตาร์ “ทาทา ยัง”
นี่คือ “หนังวัยรุ่นไทยที่ดีมาก” เรื่องหนึ่ง ทั้งเพราะโครงเรื่องดั้งเดิมของ “ยุทธเลิศ สิปปภาค” บทภาพยนตร์ของ “วาณิช จรุงกิจอนันต์” และ “ยุทธนา มุกดาสนิท” รวมถึงการกำกับภาพยนตร์ของ “ภิญโญ รู้ธรรม” ที่ทำงานกับเรย์มาตั้งแต่ในรายการทีนทอล์ก
บทบาท “พระเอกศิลปากร” แบบเรย์ใน “รัก-ออกแบบไม่ได้” นั้นแตกต่างและมีมิติที่ลุ่มลึกขึ้นจาก “พระเอกแบบกลิ่นสีฯ” ในยุคก่อนหน้า
ขณะที่หนังเรื่อง “คนจร ฯลฯ” (2542) ของ “อรรถพร ไทยหิรัญ” คือหนังอินดี้ฟอร์มเล็กมาก ที่ได้ฉายวงแคบๆ ในเมืองไทย และไม่มีที่ทางตามเทศกาลเมืองนอก
แต่นี่กลับเป็นหนังไทยขนาดยาวเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงประเด็นคนไร้บ้านและแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มข้นจริงจัง (โดยเรย์สวมบทเป็น “คนบ้าไร้บ้าน” ในหนัง)

ช่วงโควิดระบาด ผมได้ยินชื่อ “อมร ศรีวงศ์” (2471-2555) เป็นครั้งแรก ระหว่างนั่งฟังคลับเฮาส์ห้อง “เม้าตึก” ซึ่งมีน้องๆ คนรุ่นใหม่มาพูดคุยกันถึงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยยุคต่างๆ อย่างสนุกสนาน
น้องๆ เหล่านั้นยังชี้เป้าว่า นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวตนผลงานของคุณอมรเอาไว้อย่างละเอียดเป็นระบบ ก็คือ “รศ.ดร.พินัย สิริเกียรติกุล” แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เป็นเจ้าของงานเขียน “เปิดคลังเอกสาร อมร ศรีวงศ์”
ถ้าถามว่า “อมร ศรีวงศ์” คือใคร? คำตอบหลักๆ อาจมีอยู่ 3-4 สถานะ
ข้อแรก เขาเป็น “สถาปนิกเถื่อน” ผู้ออกแบบอาคารสำคัญๆ ในสังคมไทย โดยไม่เคยผ่านการศึกษาในระบบ หรือได้รับปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์จากสถาบันใดๆ ดังนั้น ยุคทองของอมรจึงกินระยะเวลาแค่ราวสองทศวรรษจาก 2500-2520 ก่อนที่ชื่อเสียงของเขาจะค่อยๆ สูญหายจากสารบบ เพราะติดขัดกับข้อจำกัด-กฎกติกาใหม่เรื่องใบอนุญาตวิชาชีพ
ข้อถัดมา อมรเป็นผู้ออกแบบอาคารเรียนและหอพักหลายแห่ง ซึ่งมีรูปทรงและลักษณะการใช้งานที่โดดเด่นสะดุดตา ทั้งในมหาวิทยาลัยมหิดลและธรรมศาสตร์ที่กรุงเทพฯ และในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาครุ่นแรกสุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
อมรได้รับโอกาสสร้างผลงานชิ้นเอกทางด้านสถาปัตยกรรม ผ่านการสนับสนุนของเทคโนแครตด้านการศึกษาในรัฐบาลทหารอย่าง “ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข” ท่ามกลางบริบทโลกยุคสงครามเย็น ซึ่งสหรัฐอเมริกามีนโยบายให้ไทยขยายระบบการศึกษาขั้นสูงไปยังส่วนภูมิภาค
ข้อที่สาม “อมร ศรีวงศ์” คือพี่ชายแท้ๆ ของ “ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์” ปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญและอดีตคอลัมนิสต์ผู้ล่วงลับแห่งมติชนสุดสัปดาห์
ข้อสุดท้าย ช่วงไม่กี่ปีหลัง ชื่อและผลงานของอมรดูจะได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น ในฐานะหมุดหมายที่ “เคยถูกมองข้าม” ของวงการสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องยอมรับว่าผลงานของอมรที่ดูดิบ-เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดซับซ้อน นั้นมีความโมเดิร์น เท่ แปลกตา สอดคลองกับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบอาคารสไตล์ “บรูทัลลิสต์” และมีพฤติกรรมต้องถ่ายรูปสวยๆ คูลๆ ลงอินสตาแกรม
เป็นเรื่องน่าเสียดายว่า ในขณะที่คนรุ่นใหม่เพิ่งหันมาใส่ใจและทำความรู้จักกับมรดกสถาปัตยกรรมของอมร ก็กลับมีข่าวเผยแพร่ว่าทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่อมรฝากผลงานเอาไว้มากที่สุด) มีแผนรื้อถอน “หอพักอ่างแก้ว” และ “แฟลตฝายหิน” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ของสถาปนิกผู้นี้
นี่คือเรื่องราวของบุคคลสาธารณะสองคน ซึ่งมีสังขารเสื่อมสลายไปตามวันเวลา
อย่างไรก็ตาม ตัวตนและผลงานของพวกเขานั้นมีประวัติศาสตร์ว่าด้วยสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ กระทั่งการเมืองไทย แฝงเร้นมัดรวมอยู่แบบแยกไม่ขาด
จนไม่ควร “ละเลย” และ “หลงลืม”
สำหรับกรณีของ “เรย์ แมคโดนัลด์” เชื่อว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทย เพื่อนๆ ร่วมวงการ รวมทั้งหน่วยงานรัฐ เช่น หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) คงจะธำรงรักษาความทรงจำ เรื่องราว และผลงานของเขาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ที่น่าเป็นห่วงกว่า คือ แนวโน้มที่สถาบันการศึกษาบางแห่งอาจเลือกจะ “ทุบทำลาย” มรดกความทรงจำทางด้านสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ของ “อมร ศรีวงศ์”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
