bg-single

โลหิตจาง | เรื่องสั้น : นพดล พลกูล

21.08.2026

ทันทีที่ลุกขึ้น ครูลวนก็ต้องทิ้งตัวกลับลงไปอีกครั้ง ก้นกระแทกพื้น เจ็บแปลบจากบั้นเอวแล่นขึ้นไปถึงสันหลัง โลกรอบตัวหมุนติ้ว หลับตาลงแล้วนั่งแช่อยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ รอให้อาการวิงเวียนผ่อนเพลาจึงค่อยเผยอเปลือกตา แล้วเหนี่ยวร่างกับกิ่งไม้ใกล้มือ ขยับเข้าหาร่มเงา

ท่ามแดดจัดจ้าคงลุกพรวดพราดไปหน่อย นางบอกตัวเองในใจ ซดกาแฟดำถ้วยเดียวแกล้มข้าวเหนียวสังขยา แล้วออกมานั่งเตรียมดินใส่ถุงเพาะชำกล้าไม้อยู่ข้างบ้าน ตอนนั้นน้ำค้างยังชุ่มยอดหญ้า ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลย กระทั่งแดดสายสาดเปรี้ยงไม่รู้ตัว สมควรแล้วที่หน้ามืด

นั่งจิบน้ำแล้วนึกทบทวน พักหลังรู้สึกเบื่ออาหาร กินอะไรก็ไม่อร่อยลิ้น ทั้งร่างกายก็ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเคย วัยใกล้เกษียณเป็นแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่า นึกเปรียบกับสามีวัยเดียวกัน เห็นยังนั่งวงเหล้ากับเพื่อนครูได้ทุกเย็น ถึงบ้านค่อนดึกแต่ตื่นเช้าไปสอนนักเรียนทุกวันไม่เห็นมีอาการอะไร ใคร่ครวญแล้วก็ให้กังวลว่าจะเป็นสัญญาณของความป่วยไข้ ตรวจสุขภาพประจำปีหมอเคยบอกว่ามีภาวะเสี่ยงโลหิตจาง ร่างกายคงเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาต้องเยียวยากันบ้างแล้ว

ออกจากร่มเขียวเสวยชราที่แผ่กิ่งก้านคลุมไปถึงริมรั้ว ย่างเท้าเข้าหาชายคาบ้าน พลันข้อแขนถูกดึงรั้งไปข้างหลังราวโดนกระชากและให้รู้สึกเสียวแปลบ ยกขึ้นมาดู เห็นเลือดสีแดงสดซึมผ่านเนื้อผ้าขาดเป็นทางยาว ใช้ฝ่ามือกดกุมเอาไว้ให้หยุดไหล

ส่ายสายตาพบต้นเหตุเป็นลวดหนามแหลมคมกั้นแนวรั้ว นิ่งมองอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ลืมรอยแผลสดใหม่ไปชั่วขณะ แล้วก็ให้ความรู้สึกปวดหนึบลึกๆ ขึ้นมาตรงหัวใจ

สายสัมพันธ์ขาดผึงตั้งแต่วันนั้น วันที่ลวดหนามห้าเส้นถูกขึงตึงตลอดแนวเขต เส้นลวดใหม่เอี่ยมพันด้วยหนามโลหะคมกริบ พร้อมจะเรียกเลือดจากใครก็ตามที่บังอาจรุกล้ำ

ครูลวนนึกแปลกใจเมื่อป้ามอนมาตะโกนเรียกให้ไประวังแนวเขต ลูกชายกับสะใภ้ของแกกำลังช่วยกันขึงเชือกฟางอยู่ริมแดน ระหว่างทางเดินพบร่องรอยกอกล้วย ลำอ้อย และกิ่งไม้น้อยใหญ่ที่แผ่ระโยงข้ามแดนถูกฟันสับยับเยิน แสดงอารมณ์เดือดคุของคนลงมือ ปล่อยทิ้งไว้กระจัดกระจายตลอดแนว

เส้นเชือกถูกขึงค้างไว้ตั้งแต่วันนั้น บ้ากันไปใหญ่แล้ว ถึงขนาดต้องแสดงอาณาเขตกันเลยเชียวหรือ ใครจะไปขี้ฉ้อเขตแดนของมัน แต่ช่างเถอะ ไม่กี่วันเชือกนั่นก็คงผุขาดไปเอง นางบ่นบอกลูกสาวไปอย่างนั้น ไม่ฉุกใจเลยสักนิดว่าอีกไม่กี่วันต่อมา เชือกฟางเส้นนั้นจะกลายเป็นลวดหนามแข็งแรง ปิดกั้นเขตแดนที่เคยเดินข้ามไปมาหาสู่กันอย่างถาวร

ครูลวนไม่เคยรับรู้ว่าความบาดหมางก่อเค้าขึ้นตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีครอบครัวป้ามอนก็มึนตึงเฉยชา ดุ่มเดินสวนกันไม่ทักทาย ถามสองคำไม่ตอบสักคำ ถ้าเลี่ยงได้ก็ไม่ประจันหน้า มันเกิดขึ้นโดยที่นางไม่ทันได้ระแวงระวัง

คิดทบทวนก็พอเห็นเค้าลาง ตั้งแต่อีกฝ่ายไม่มานั่งคุยเล่นที่บ้าน ข้าวปลาอาหารไม่หยิบยื่นถึงกันเหมือนเคย ไปวัดรวมญาติงานบุญเดือนสิบก็แยกนั่งคนละวง หนักเข้าถึงขั้นจับจองพื้นที่ปูเสื่อนั่งกินข้าวคนละมุม ญาติพี่น้องจากต่างพื้นที่เข้ามาทักถาม ครูลวนได้แต่อ้ำอึ้งตอบไม่ถูก

นึกหามูลเหตุมีแต่ความคลุมเครือคล้ายรูปเงาในมวลหมอก ล้วนเป็นเรื่องเล็กจ้อยไม่พึงถือเป็นอารมณ์ ความไม่พอใจนั้นคงสั่งสมทีละน้อย แต่หากคำนึงในนามพี่น้องกันก็น่าจะปล่อยผ่านได้ไม่ยาก ลิ้นกับฟันกระทบกันไม่กี่วันก็หายเจ็บ หากแต่เมื่อกักเก็บไว้ให้ติดแน่นในใจ นับวันจึงยิ่งพอกพูน กลายเป็นสนิมกัดกินจนยากกะเทาะทิ้ง

ความขุ่นข้องคุกรุ่นมาถึงคราวปะทุเอาในวันที่สามีครูลวนฟันกอกล้วยทิ้งตรงริมแดน เหง้าเดิมของกล้วยน้ำว้ากอนั้นปลูกอยู่ในสวนของครูลวน นานวันมันยิ่งแทงหน่องอกงามออกไปเรื่อยๆ ล้ำเข้าไปแดนของป้ามอน ก็แค่กล้วยน้ำว้าผุดหน่อไม่เลือกพื้นที่ รับรู้ทั่วกันว่าเจ้าของที่ดินคนไหนจะตัดเครือเอาประโยชน์ หรือสับหน่อทิ้งเสียก็ไม่เป็นปัญหาอันใด เมื่อเห็นว่าเค้าลางของความขุ่นเคืองมีอยู่บ้างแล้ว แกก็เพียงไม่ต้องการให้หน่อกล้วยลุกลามไปรบกวนที่ดินข้างเคียง สามีครูลวนจึงตัดสินใจเงื้อพร้าฟันทิ้งไปหลายกอ

ลูกชายป้ามอนบังเอิญถางหญ้าอยู่แถวนั้น หยุดยืนนิ่งมองตั้งแต่แรก รอกระทั่งสามีครูลวนฟันเสร็จราบคาบ จึงก้าวฉับๆ เข้าไปหา เอะอะโวยวายว่าแกฟันกอกล้วยในที่ดินของมัน เรื่องกล้วยๆ จึงเดือดร้อนถึงผู้ใหญ่บ้านต้องเข้ามาช่วยเจรจา หมอนั่นแสดงอาการหงุดหงิดอยู่พักใหญ่ แล้วแย้มปากเรียกค่าเสียหายกอละห้าร้อย สามีครูลวนนับร่องรอยได้ทั้งหมดหกกอ แกสั่นหัวยิกๆ พลางเปรยว่าถ้าอยากได้ไปฟ้องศาลเอาก็แล้วกัน ก่อนผละจากมาพร้อมผู้ใหญ่บ้าน ทิ้งให้หมอฟาดงวงฟาดงาอยู่ลำพังอีกพักใหญ่

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ลวดหนามใหม่เอี่ยมจึงถูกขึงกั้นแนวเขต

รับรู้กันมาว่าทุ่งนาละแวกนี้เคยเป็นของพ่อนับร้อยไร่ พ่อบุกเบิกจับจองมาตั้งแต่คราวพื้นที่แถบนี้ยังอุดมไปด้วยป่าสังแก แต่ด้วยความที่เป็นนักเลงใจกว้าง ซึ่งน่าจะนับเป็นข้อเสีย ใครยากลำบากอพยพมาใหม่ขอแบ่งที่ทำกิน พ่อก็ยกให้เขาไปเปล่าๆ คนละสามไร่ห้าไร่ หนำซ้ำแกยังเป็นนักเล่นเข้าขั้นผีพนัน แทงไฮโลโปปั่นด้วยที่ดินซึ่งลงแรงมาเอง ถึงคราวแพ้ก็เสียให้เขาไปครั้งละไร่สองไร่ ที่สุดเหลือมาถึงลูกสามคนเพียงสิบกว่าไร่

ป้ามอนเป็นลูกคนกลาง น้องสุดท้องคือครูลวน ส่วนพี่ชายคนโตแยกย้ายไปสร้างครอบครัวอยู่ต่างอำเภอนานแล้ว บัดนี้บนที่ดินผืนเดิมจึงเหลือเพียงครอบครัวป้ามอนและครูลวน

พ่อมีวิธีคิดในแบบของพ่อ ลูกสามคนจึงได้สิทธิ์ในผืนดินไม่เท่ากัน พี่ชายกับป้ามอนช่วยกันออกแรงทำนา ทั้งสองคนจึงได้ส่วนแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน ขณะที่ป้ามอนต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูพ่อยามชรา สิทธิ์จึงเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ส่วนน้องเล็กอย่างครูลวนเลือกที่จะไปเรียนหนังสือในเมือง จบแล้วสอบบรรจุครูไปอยู่ต่างจังหวัด ว่างจากงานราชการจึงค่อยกลับมาให้พ่อเห็นหน้า พ่อบอกว่าในเมื่อส่งเสียให้เรียนสูงกว่าพี่น้องคนอื่นแล้ว ส่วนแบ่งจึงเหลือเพียงเศษที่ดินแปลงน้อยข้างบ้าน

ครั้งที่ครูลวนขนครอบครัวกลับจากต่างจังหวัด มาลงหลักที่บ้านเกิดได้ไม่นาน เพื่อนบ้านผู้หวังดีเคยยุให้โต้แย้งในส่วนแบ่งที่ได้รับ แต่ในเมื่อนั่นคือความยุติธรรมของพ่อ ลูกต้องยอมรับอย่างเต็มใจ ให้เท่าไรก็เอาเท่านั้น อยากมีเพิ่มค่อยสร้างทำเอาเอง

ครูลวนจำได้ว่าเคยเอ่ยปากไปแบบนั้น ทำเอาผู้หวังดีทั้งหลายหน้าชาไปตามกัน

หลังพ่อตายแล้วหลายปี ครูลวนได้เป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้นอีกแปลงจากส่วนแบ่งของพี่ชาย เขาอยู่ถิ่นอื่นไม่อยากกลับมาทำนาตามฤดูกาลอีกแล้ว ทั้งยังต้องการทุนสักก้อนไปสร้างสวนทุเรียนริมเชิงเขาละแวกบ้านเมีย ผืนนาแปลงนั้นบอกขายอยู่หลายปี แต่ไม่เห็นวี่แววว่าใครจะซื้อด้วยเป็นที่ตาบอด ตกอยู่ท่ามกลางห้อมล้อมของที่ดินแปลงอื่น ต้องอาศัยเข้าออกผ่านบ้านป้ามอนเพียงทางเดียว

แม้เงินเดือนจะไม่ค่อยชนเดือน แต่ครูลวนก็ไม่อยากให้น้ำแรงของพ่อตกไปเป็นของคนอื่น จึงกัดฟันกู้สหกรณ์มาแลกกับที่ตาบอดแปลงนั้น รอยตำหนิของสินทรัพย์ไม่ใช่ปัญหาของพี่น้อง เพราะทุกคนต่างเห็นที่ดินเป็นผืนเดียวกันทุกตารางนิ้ว ผืนดินที่ย่ำเดินกันมาตั้งแต่วัยเยาว์

หลังได้มา ครูลวนก็ทิ้งที่นาให้รกร้าง กระทั่งอีกสามปีข้างหน้าจะเกษียณอายุพร้อมสามี ตั้งใจใช้ชีวิตที่เหลือเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ปลูกผักหญ้าข้างเรือนในที่ดินแปลงเล็กส่วนแบ่งตั้งแต่แรก เงินเดือนครูพอมีเหลือลงมะพร้าวพันธุ์ชุมพร 2 ในที่ดินตาบอดเต็มทั้งแปลง สวนมะพร้าวกำลังแทงยอดเขียวไสว ถึงวันวางมือจากงานสอนคงได้เก็บเกี่ยวผลผลิต

หลับตาลงทุกคืน ความฝันของครูลวนเจิดจ้าเป็นประกาย

ป้ามอนอาศัยอยู่ในผืนดินนี้มาทั้งชีวิต ออกเรือนแล้วก็สร้างครอบครัวอยู่ตรงนี้ ทำหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่ผู้ชรากระทั่งตายจากกันไป ถึงตอนนี้ลูกชายคนสุดท้องของแกคงเดินตามรอย ในวันที่พี่สาวสองคนแยกย้ายไปอยู่ต่างอำเภอ ก็เหลือมันเพียงคนเดียวที่อยู่กับแก

ก่อนนี้มันเคยไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด ผ่านไปเทอมเดียวกลับมาพร้อมเด็กสาวคนหนึ่ง ชวนกันหลบซ่อนอยู่ในบ้านได้ไม่กี่วัน พ่อแม่ฝ่ายหญิงตามมาจนพบตัว ทั้งขู่ทั้งปลอบยังไงเด็กสาวก็ไม่ยอมกลับไปเรียนต่อ ในที่สุดพ่อแม่ยื่นคำขาดให้จัดการตามประเพณี ไม่อย่างนั้นเรื่องต้องถึงตำรวจ ป้ามอนจึงได้ลูกสะใภ้อย่างจำใจนับแต่นั้น

หลังทำพิธีผูกข้อไม้ข้อมือ ผัวหนุ่มเมียสาวพร้อมใจกันยุติชีวิตนักเรียน แล้วชวนกันใช้ชีวิตสายบันเทิงอย่างเต็มตัว มีกลุ่มเพื่อนแวะเวียนมาสุมหัว ชวนกันปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ไว้ตระเวนบิดแข่งยามดึกดื่น ปล่อยงานบ้านงานสวนให้เป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่เหมือนที่ผ่านมา

ครูลวนเฝ้ามองสิ่งที่กำลังเป็นไปในชีวิตพี่สาวอย่างนึกเวทนา ทนดูไม่ไหวก็สวมวิญญาณครูออกปากติติงไปบ้าง ด้วยเห็นว่าเป็นสัมพันธ์สายเลือดใกล้ชิด แต่หลานชายกับเมียชักสีหน้า แม้ไม่ถึงกับเอ่ยปากเถียงก็ดูออกว่าวัยรุ่นไม่พอใจ บ่นฝากมาให้เข้าหูว่าเป็นแค่ญาติมีสิทธิ์อะไรมาว่ากล่าว พ่อแม่ยังไม่ห้ามสักคำ แล้วทั้งสองผัวเมียก็สนุกกันต่อประหนึ่งเย้ยเยาะคำเตือน

ไม่นานเด็กสาวก็ท้องป่อง นั่นละทั้งสองคนจึงหยุดตระเวนราตรี ได้ช่วยงานในสวนบ้างตามแต่พ่อแม่เรียกใช้ ว่างจากงานก็ชวนเพื่อนมาต้มน้ำกระท่อมกันที่ขนำหลังบ้าน กระทั่งกลายเป็นที่ชุมนุมให้คนหนุ่มแก่นั่งสุมหัวกันพูดเรื่องชาวบ้าน เติมสีตีข่าวยุแหย่กันสนุกปากไปจนดื่นดึก ถึงตอนนี้ป้ามอนกับผัวก็เข้าร่วมวงด้วยอย่างเพลิดเพลิน

ในขนำหลังนั้นป้ามอนมีตัวตน เอ่ยอะไรสักคำก็มีคนพร้อมรับฟัง ทั้งยังแลกเปลี่ยนกันถูกคอ ไม่เหมือนคุยกับพี่น้องเรือนเคียง ครอบครัวข้าราชการ เสวนากันทีไรเหมือนถูกกดข่มสั่งสอนอยู่ตลอดเวลา ถ้อยคำของแกไม่เคยมีน้ำหนัก และตกเป็นผู้แพ้ถาวรในสายตาของคนอื่น

ป้ามอนจึงเลือกที่ขลุกจะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง

“ทําอะไรก็คิดให้มาก อย่าใช้แต่อารมณ์อย่างเดียว” ครูลวนเปรย “พี่น้องกันแท้ๆ”

“แล้วพวกนั้นคิดว่าแม่เป็นพี่น้องเหรอ” ลูกสาวเสียงแข็ง ในมือเด็ดยอดผักบุ้งอวบกรอบเพิ่งเก็บมาจากริมคูข้างบ้าน

“ช่างมันเถอะ แค่เราอย่าไปร้ายกับคนอื่นก็พอ”

“เราต่างหากที่กำลังถูกเบียดเบียน แม่ก็เป็นซะอย่างนี้ พวกนั้นเลยคิดว่าจะทำยังไงก็ได้ หัวใจคนเรามันเท่ากันที่ไหนล่ะ” เสียงกะละมังล้างผักกระทบขอบซิงก์เปรื่องปร่างตามอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัว

“ใจเย็นเถอะ เอาไว้แม่จะลองคุยดู” ครูลวนพยายามประนีประนอม น้ำเสียงหวั่นไหวบางเบา

“ไม่ต้องหรอก แม่จะไปคุยทำไม ถ้าคุยกันได้มันคงไม่ทำอย่างนี้หรอก” ลูกสาวทิ้งคำพูด ก่อนพาร่างลับหายเข้าไปในครัว

ครูลวนปิดปากเงียบ นั่งมองลอดลวดหนามขึงขวางสายตาออกไปอย่างไร้จุดหมาย อีกฝั่งรั้วเห็นหลานชายป้ามอนวัยสี่ขวบวิ่งเล่นอยู่ข้างบ้านเพียงลำพัง หนูน้อยเคยเป็นเพื่อนเล่นกับหลานชายของนางในวัยเดียวกัน ในวันแรกที่มีเชือกฟางขึงพาดเป็นแนวรั้ว เจ้าหนูพยายามลอดร่างข้ามมาวิ่งเล่นเหมือนทุกวัน วันนั้นแกกลับไปตอนพลบค่ำ นางยินเสียงร้องไห้จ้าแล้วสะอึกสะอื้นอยู่เป็นนาน เด็กชายถูกเรียวไม้ฟาดน่องโทษฐานลอดรั้วมาฝั่งนี้ วันต่อมาแกก็ยังเลียบเคียงเข้ามาพูดคุยโดยมีสายเชือกกั้นกลาง ก่อนจะค่อยๆ ห่างหายออกไป

หลังทางผ่านถูกปิด สวนมะพร้าวของครูลวนก็รกร้าง นานเดือนลูกสาวกับสามีจึงหาช่องทางเลาะไปตามตะเข็บคันนา แหวกพงหญ้าอ้อมผ่านที่ดินข้างเคียงของคนอื่นไกลออกไปเกือบครึ่งกิโล เพื่อไปเห็นว่ามีดงวัชพืชงอกงามอยู่เต็มเรือกสวน กล้วยน้ำว้าเครือยาวครึ่งเมตรสุกเน่าคาต้นเป็นอาหารของนกหนู มะพร้าวแก่หลายร้อยลูกร่วงเกลื่อนโคน บางลูกแทงหน่อลงดินชูยอดเขียวสะพรั่ง หมดปัญญาขนถ่ายเอาผลอาสินเหล่านั้นออกมา

ลูกสาวครูลวนกอบเก็บออกมาได้เพียงความเคียดแค้นชิงชัง นั่งจ้องบ้านอีกฝั่งรั้วพลางสาปแช่ง

ครูลวนหาช่วงจังหวะเหมาะลอดลวดหนามข้ามแดนเข้าไปหา หวังจับเข่าคุยลบรอยขุ่นเคืองประสาพี่น้อง แต่ป้ามอนกลับเย็บปากเงียบเหมือนเป็นใบ้ ปล่อยให้ลูกชายกับเมียปากร้ายสำรอกถ้อยคำด้วยอารมณ์คุคั่ง ราวโกรธแค้นกันมาแต่ปางก่อน ไม่เหลือเยื่อใยสัมพันธ์ของสายเลือด นางทนนิ่งฟังอยู่ได้ไม่นานก็ต้องแบกใบหน้าร้อนฉ่ากลับมาบ้าน แล้วปล่อยให้ทำนบน้ำตาพังทลายอยู่เพียงลำพัง

ลูกสาวกลับมาเย็นวันนั้นจึงได้รู้ความ ให้สะทกสะเทือนสงสารแม่ที่ลอดรั้วไปให้เขาย่ำเหยียบถึงบ้าน สามีครูลวนนิ่งฟัง บดฟันกรอดๆ เห็นสันกรามนูนเป็นก้อน แล้วพุ่งไปหาจอบพิงอยู่ข้างบ้าน จ้ำเข้าหาแนวรั้วลวดหนาม เงื้อง่าหมายใจขุดรื้อเสาคอนกรีตนั่นทิ้ง ทุกคนกรูเข้ายื้อยุดก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย วุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ กระทั่งอารมณ์เดือดค่อยเย็นลง ทิ้งไว้เพียงความหม่นมัวอึมครึมแทรกอยู่ทุกอณูของบ้านต่อมาอีกนับเดือน

“จะทำกันขนาดนั้นเลยเรอะ ชาวบ้านได้นินทากันสนุกละคราวนี้” ครูลวนพ่นลมหายใจทิ้งหนักหน่วงยืดยาว

“ถึงขั้นนี้แล้วแม่ยังจะสนใจอะไรชาวบ้าน ไอ้พวกที่วันๆ ได้แต่นินทาคนอื่น ยุให้คนทะเลาะกันแล้วนั่งหัวเราะอร่อยปาก” ลูกสาวพยายามกดข่มความรู้สึก

“สำหรับคนอื่นแกจะไม่สนใจก็ได้ แต่นี่มันพี่น้องแม่ ถ้าแม่ยังไม่ตายแกต้องเห็นหัวกันบ้าง…” เสียงของนางสั่นไหว น้ำตาแห่งความอัดอั้นเริ่มปริ่มขอบ

“แล้วแม่จะทำยังไง ทิ้งไปเลยมั้ยสวนเสินน่ะ ไม่ต้องเอามันแล้ว” ถึงที่สุดอารมณ์ก็ระเบิดพรั่งพรู

“ลองไปคุยกับเจ้าของที่ดินข้างๆ ดูมั้ย ขอแบ่งเช่าเขาแค่พอเป็นทางเดิน” นางพยายามควานหาทางออก

“ฮึ– คงได้หรอก ขนาดพี่น้องยังขอกันไม่ได้ นับประสาอะไรกับคนนอก” ลูกสาวส่ายหน้าแรงๆ แล้วผลุนผลันลุกจากไป

ครูลวนขังตัวเองไว้ในความเศร้าซึมนับแต่วันนั้น ในหัวคิดครุ่นปั่นป่วน มองหาหนทางที่จะเข้าไปถึงเรือกสวนของตัวเองโดยหลีกเลี่ยงการฟ้องร้อง ใจหนึ่งอยากพูดคุยกับป้ามอนอีกสักครั้งประสาพี่น้องร่วมสายเลือด ไม่ต้องให้ลูกๆ ทั้งสองฝ่ายเข้ามาแทรกกลาง แต่ดูแล้วคงมืดมน ลวดห้าเส้นที่ขึงขวางเขตแดน ทึบตันยิ่งกว่ากำแพงคอนกรีต ปิดกั้นจนมองไม่เห็นฝั่งตรงข้าม ลำพังขัดใจกันเองคงไม่ยากเกินเยียวยา หากไม่มีคนนอกสุมหัวกันโหมเชื้อไฟ ยิ่งคนรับฟังไม่หนักแน่น เป่าไม่กี่ครั้งก็เหลวเป็นดินน้ำมันกลางแดด

นางเคยคาดหวังให้พี่ชายคนโตทำหน้าที่แทนพ่อ เป็นกาวใจช่วยปะซ่อมรอยร้าวสักครั้ง แต่หลังจากรับรู้เรื่องบาดหมาง พี่ชายกลับเก็บคำราวคนแปลกหน้า ห่างหายไม่เหยียบย่างกลับมาอีกเลย ทั้งที่ส่วนหนึ่งของปัญหาก็มาจากผืนดินซึ่งเคยเป็นของตัวเอง

ข่าวศึกสายเลือดฟ้องร้องแย่งมรดกมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในสื่อโซเชียล ครูลวนเคยวิพากษ์อย่างเมามัน ถึงขั้นยกเป็นอุทาหรณ์สอนเด็กในห้องเรียนเสียด้วยซ้ำ นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งเรื่องจะวกกลับมาเกิดขึ้นกับตัวเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งขื่นแค้นในหัวอก

ทางออกทุกด้านทึบตัน ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเรื่องคงไม่เลวร้ายถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล ลองปล่อยให้ความนิ่งเงียบทำหน้าที่สักพัก เวลาอาจเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้น ครูลวนได้แต่หวังลึกๆ อย่างนั้น

ที่สุดแล้วถ้าหากทางออกเดียวที่จะจบปัญหาคือการฟ้องร้อง มันก็คงจำเป็น…

ขณะย่างเท้าลงจากตัวอาคาร นางรู้สึกคอสากแห้งราวกลืนเม็ดทรายลงไปสักกำมือ เดินฝ่าเปลวแดดเปรี้ยงตรงเข้าหาร่มไม้ฝั่งตรงข้าม รอลูกสาวแยกไปเอารถในลานจอดแล้วจะวนมารับ

ยืนมองย้อนกลับไป ภาพอาคารสองชั้นเต้นระริกพร่าพรายในสายตา หลังคาทรงไทยมุงกระเบื้องว่าวสีแดงอมส้ม ตัดกับตัวอาคารสีขาวสะอาด เสาใหญ่หกต้นยืนค้ำทะมึนเรียงรายอยู่ด้านหน้า รูปหล่อสัมฤทธิ์พระบิดาแห่งกฎหมายไทย นั่งกุมตำราโดดเด่นอยู่เหนือแท่นโล่งแจ้งบนลานกว้างหน้าอาคาร ครูลวนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างฝืดฝืน นึกตำหนิตัวเอง มัวแต่พะวงตื่นเต้นกับสถานการณ์ไม่คุ้นเคย ถึงขนาดน้ำดื่มสักขวดยังบกพร่องลืมตระเตรียม

หลุดมาจากความขึ้งเครียดเมื่อสองสามชั่วโมงก่อน ในห้องสี่เหลี่ยมที่บรรจุบรรยากาศชวนอึดอัดหนาแน่น ม้านั่งแถวยาวซ้ายขวาแบ่งฝักฝ่ายชัดเจน คู่กรณีต่างเมินหน้าเหมือนโกรธเคืองกันมาเนิ่นนาน ระหว่างรอเวลาต่างฝ่ายกระซิบคำแผ่วเบาระหว่างกัน ก่อนจะโต้แย้งเดือดดาลเป็นระยะ กระทั่งสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาของศาล

เลยเที่ยงไปมากแล้ว แต่ยังมีอีกหลากหลายคนทยอยเดินลงมา ก่อนแยกย้ายกันไปตามจุดหมายของตน สิ่งที่ไม่ต่างกันคือทุกใบหน้าล้วนเครียดเคร่งคล้ำหมอง ครูลวนคิดว่าหากส่องกระจกดูตัวเองยามนี้ก็คงไม่ต่างกัน เหมือนที่เขาว่านั่นละ ศาลและโรงพยาบาลหากเลือกได้คงไม่มีใครย่างกรายเหยียบเยือน

ห่างออกไปไม่ไกล คนกลุ่มนั้นเดินเลียบร่มเงาชายคาผ่านไป ครูลวนเห็นตั้งแต่พวกเขาก้าวลงจากอาคาร เคลื่อนสายตาตามไปกระทั่งก่อนจะลับเหลี่ยมตึก ป้ามอนหันมาสบตาราวรู้ตัวว่าถูกจับจ้อง แล้วแสร้งมองผ่านไปเหมือนนางเป็นแค่มวลอากาศ ใบหน้าของครูลวนร้อนวูบ และให้รู้สึกปวดตุบๆ ขึ้นมาตรงขมับราวถูกคีมบีบ

กำลังคิดอะไรเพลินๆ กระบะสี่ประตูของลูกสาวก็ปราดเข้ามาเทียบ นางเปิดประตูยัดตัวเองเข้าหาความเย็นฉ่ำภายใน ขณะเคลื่อนผ่านประตูฝั่งขาออก กลุ่มของป้ามอนยังยืนออกันอยู่ตรงลานจอดรถ สายตาคู่เดิมจับจ้องมาอีกครั้ง นางสัมผัสได้ถึงรังสีความเคืองแค้นชิงชัง

ระหว่างทางลูกสาวพาแวะร้านข้าวหมกไก่ ได้น้ำเย็นกลั้วคอแล้วตักข้าวอีกไม่กี่คำ หิวจนแสบท้องแต่ฝืนกลืนไม่ลง ต่างคนต่างก้มหน้าอยู่กับจานของตัวเอง เงียบราวนึกคำไม่ออก ประหนึ่งคำพูดถูกรีดเค้นให้หล่นเกลื่อนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั่นจนหมดแล้ว

ถึงบ้านเปลี่ยนผ้าอาบน้ำราดรดหัวเย็นฉ่ำ แล้วขังตัวเองไว้ในห้องนอน อยากอยู่เงียบๆ สักพักเพื่อใคร่ครวญอะไรเพียงลำพัง

หย่อนร่างลงบนเตียง เงยหน้ามองภาพถ่ายพ่อในกรอบไม้ติดข้างฝา ชายชราหนวดเฟิ้มพุ่งสายตาแข็งกร้าวเขม็งมองตอบ นางรู้สึกคล้ายกำลังถูกติเตียน ภาพวัยเยาว์พลันวาบขึ้นมาในห้วงนึก พี่น้องทะเลาะกันคราวใดต้องถูกพ่อเรียกไปยืนเรียงแถวแล้วพร่ำสอน กินข้าวหม้อเดียวกันสายเลือดต้องข้นเข้ม หากทะเลาะกันเองเสียแล้วจะป้องภัยภายนอกได้อย่างไร ก่อนไม้เรียวจะฟาดลงก้นอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีคำตัดสินผิดถูก

ถ้าพ่อยังอยู่ คำสอนของพ่อจะยังเหมือนเดิมอีกไหม คำถามผุดวาบขึ้นในใจ

วันนี้แยกข้าวกันคนละหม้อแล้วสายเลือดคงเจือจาง ต่างคนต่างเลือกสนิทใจกับสังคมที่สมาคมอยู่ด้วยทุกเมื่อเชื่อวัน ต่างเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าได้ประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด จากวันที่ลูกๆ มีพ่อคอยประสาน รุ่นหลานถึงขั้นต้องฟ้องร้อง รุ่นต่อไปก็คงกลายเป็นคนนอกโดยสมบูรณ์แบบ

“อย่าโกรธฉันนะพ่อ ฉันก็เล่าให้ศาลฟังไปตามความจริงนั่นแหละ ไม่ได้ใส่ร้ายใครทั้งนั้น” ครูลวนรำพึงในใจ น้ำตาเอ่อท้นบางๆ

นางลุกขึ้นเอื้อมหยิบภาพถ่ายลงมาจากผนัง พินิจอยู่นิ่งนาน ฝ่ามือหยาบค่อยๆ ลูบผงฝุ่นบนแผ่นกระจกออกไปเป็นร่องรอยจนเห็นภาพกระจ่างชัด

ภาพถ่ายชายชราสีซีเปียซีดจางลงไปมากแล้ว อีกไม่นานก็คงจะเลือนหาย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณค่าครู & คุณฆ่าครู | กวีกระวาด : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์
โลหิตจาง | เรื่องสั้น : นพดล พลกูล
เมื่อฉันเห็นคนไทยร้องไห้หมู่ | กวีกระวาด : เจียม จ้อยจับใจ
ไส้เดือนหลงทาง
ไอ้โม่งที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงคุณอนุทิน
สุญญากาศ ‘นนทบุรี’ ศึกชี้ชะตา ‘ผึ้งหลวง’ ปะทะ ‘มันสมองค่ายส้ม’ เดิมพันล้างอาถรรพ์การเมืองท้องถิ่น
ฝ่ายค้านล็อกเป้าปมร้อน ‘ฮั้ว ส.ว.-โกงสอบท้องถิ่น-TH-AI Passport’ ยื่นซักฟอก ‘รบ.อนุทิน’
‘ศูนย์กลางทางการเงิน’ เป้าหมายใหม่ของเวียดนาม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง
กกต. = ข้างบน I WANT TO BELIEVE
‘เรย์ แมคโดนัลด์’ และ ‘อมร ศรีวงศ์’ | ปราปต์ บุนปาน
“ทัศนัย-สุรชัย” ร่วมชี้แจงกรรมาธิการกฎหมายฯ 20 ส.ค. เปิดข้อมูลข้อพิรุธงานวิจัย “เมืองฮอด” พบคดีมีมติเอกฉันท์ชี้มูลวินัยร้ายแรง