คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ในช่วงเวลาประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้รับความสนใจจากคนจำนวนมากตามทัศนะของผมสองเรื่อง เรื่องแรก คือเรื่องที่ฮลุน โซโล่ นักเดินทางเพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในโลกใบนี้มาแบ่งปันให้เราได้รับความรู้ไปด้วย ซึ่งผมได้นำมาเป็นประเด็นสนทนาในที่นี้ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน
ส่วนเรื่องที่สอง เป็นเรื่องเหตุร้ายที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่จังหวัดนนทบุรี ทำให้มีทั้งครูและนักเรียนเสียชีวิตจำนวนหลายคน รวมทั้งผู้ก่อเหตุก็ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองในเหตุการณ์นั้นด้วย แถมเมื่อย้อนเหตุการณ์ไปก่อนหน้าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นที่โรงเรียน ผู้ก่อเหตุรายเดียวกันก็ได้ก่อเหตุร้ายที่บ้าน ทำให้คุณปู่และคุณย่าเสียชีวิต นับว่าเป็นเหตุที่น่าสลดใจ และเป็นประเด็นที่พูดคุยกันได้หลายแง่มุม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย สมควรจะมีการตรวจอาวุธสำหรับผู้ที่จะเข้าไปในโรงเรียนเป็นการสม่ำเสมอ ไม่เลือกว่าจะเป็นใครก็ตาม
เรื่องของการควบคุมการมีและการใช้อาวุธปืนซึ่งดูเหมือนจะเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นมาแล้วในเวลานี้
รวมถึงเรื่องการบูลลี่กันเองในระหว่างเด็กนักเรียนในโรงเรียน
และอีกเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยเป็นอันขาดคือ สภาพของสังคมไทยในปัจจุบันที่ครอบครัวของเราจำนวนไม่น้อยขาดความอบอุ่น
วิธีการสื่อสารระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยมีการสื่อสารออนไลน์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน
เรื่องอย่างนี้มีผู้จับตามองด้วยความสนใจว่าจะมีผลดีผลเสียอย่างไรเกิดขึ้นกับเด็กรุ่นใหม่ของเรา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่ผมเรียนวิชาสังคมวิทยาอยู่ในมหาวิทยาลัย เมื่อพูดถึงครอบครัวไทย ตำราบอกว่าครอบครัวของเราจากเดิมที่เป็นครอบครัวขยาย
หมายความว่าภายในครอบครัวมีสมาชิกจำนวนมากอยู่ร่วมกัน เช่น มีคุณตาคุณยายหรือคุณปู่คุณย่าเป็นหลักของบ้าน ในบ้านก็มีพ่อแม่และลุงป้าน้าอา ลงถึงชั้นลูกหลานอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก
แต่ต่อมาครอบครัวส่วนใหญ่ของเมืองไทยมีขนาดเล็กลง กลายสภาพเป็นครอบครัวเดี่ยวมีสมาชิกที่ประกอบด้วยพ่อแม่ลูกเพียงเท่านั้น
ผมอ่านตำราสังคมวิทยาแบบนี้แล้วเข้าใจซึมซาบเลยทีเดียว เพราะผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยเช่นนั้น
เมื่อตอนที่ผมเด็กอายุน้อย ผมและน้องชายอยู่กับพ่อแม่ในเรือนหลังหนึ่ง ซึ่งปลูกในที่ดินแปลงใหญ่ย่านซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน
ในที่ดินนั้นมีบ้านหลายหลัง บ้านหลังใหญ่ที่สุดเป็นเรือนที่พักอาศัยของคุณตาและคุณยาย และน้าของผมอีกสองคน
นอกจากนั้น ยังมีบ้านของคุณลุงแท้พร้อมครอบครัว บ้านของคุณป้าขวัญพร้อมครอบครัว
แถมด้วยเรือนบริวารซึ่งมีทั้งบริเวณที่เป็นครัวและบริเวณที่พักอาศัยของบริวารทั้งหลายด้วย
ไกลออกไปอีกหน่อยในที่ดินแปลงเดียวกัน เป็นบ้านของลุงอ้อยและป้าบุญมาพร้อมลูกสี่คนซึ่งเป็นบริวารของครอบครัวเรา
รวมความว่าภายในพื้นที่แห่งนี้มีผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ประมาณ 30 คนเห็นจะได้
ถ้าจะให้หนักข้อยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ก็ต้องยกตัวอย่างว่าแม่ผมเกิดและมีชีวิตวัยเด็กอยู่ที่บ้านคลองสาน ซึ่งผู้เป็นประธานของบ้านได้แก่คุณปู่ของแม่ ครอบครัวของแม่อยู่ที่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แล้ว
แม่เล่าให้ฟังว่าตอนที่แม่เป็นเด็กนั้น บ้านคลองสานมีสมาชิกอยู่ทั้งหมดน่าจะไม่น้อยกว่า 50 คน
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องโกหกสำหรับคนสมัยนี้เป็นอย่างยิ่ง
จากบ้านซอยอารีย์ที่มีสมาชิก 30 คนและเป็นชีวิตวัยเด็กของผมที่อบอุ่นมาก เพียงแค่ลูกพี่ลูกน้องของผมก็มีไม่น้อยกว่าสิบคนวิ่งไปวิ่งมาเป็นที่ครึกครื้นแล้ว
อยู่มาวันหนึ่งผมก็ย้ายบ้านจากซอยอารีย์มาอยู่ที่สุขุมวิทซอย 41 หรือซอยบ้านกล้วยใต้
คราวนี้ครอบครัวของผมลดขนาดลงเหลือนิดเดียว คือมีพ่อแม่ ผม และน้องชาย โดยมีเปลื้อง ผู้เป็นพี่เลี้ยงของผมและน้องชายช่วยทำงานสารพัดอย่างในบ้านของเรา
สมัยนั้นยังไม่มีไลน์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ การสื่อสารระหว่างผมกับพ่อแม่เป็นการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา คือพูดกันต่อหน้า ไม่ต้องผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อะไร
เวลาพูดก็มองหน้ากันด้วย เห็นได้ทีเดียวว่าคู่สนทนารู้สึกอะไรอยู่ในขณะนั้น เพราะความรู้สึกของคนเราสามารถแสดงออกทางสีหน้าและแววตาได้โดยอัตโนมัติ
ถ้าไม่มีเหตุพิเศษ เช่น พ่อเดินทางไปราชการต่างจังหวัด ครอบครัวผมพบหน้าพร้อมกันทุกวัน กินข้าวมื้อเช้าและมื้อเย็นด้วยกัน
เวลานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารทุกมื้อ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะนั่งเงียบเป็นพระเตมีย์ใบ้ อย่างไรเสียก็ต้องหามาพูดคุยหรือมาเล่าสู่กันฟัง
โอกาสนี้เองเป็นจังหวะที่ผมได้รู้ว่าพ่อแม่คิดอะไร
และในทางกลับกันพ่อแม่ก็ได้รู้ด้วยว่าผมและน้องชายคิดอะไร
เป็นไปได้มากที่บทสนทนาเช่นนี้มีอิทธิพลช่วยกล่อมเกลาวิธีคิดและวิธีมองโลกของผมให้มีตัวตนอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
บนโต๊ะอาหาร เมื่อผมคุยกับพ่อแม่ถึงหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ที่ตัวเองมีความสนใจ พ่อแม่ก็หาทางสนับสนุนให้ผมได้อ่านหนังสือเพิ่มเติมขึ้นโดยไปซื้อหนังสือที่พ่อแม่ได้คัดกรองแล้วว่าเหมาะกับจริตและความสนใจของผมให้ผมได้มีไว้ในครอบครอง
เรียกได้ว่าผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวเดี่ยวที่มีความอบอุ่นและมีคุณภาพใช้ได้ดีเลยทีเดียว
ประโยคก่อนหน้านี้ ถ้าท่านผู้ใดจะหมั่นไส้ผู้เขียน กรุณาหมั่นไส้พอสังเขปนะครับ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป เป็นห่วงนะครับ
จากครอบครัวขยายที่ผมคุ้นเคยสมัยเป็นเด็กเล็กขยับมาสู่ครอบครัวเดี่ยวที่ผมเติบโตขึ้นมาตอนวัยรุ่นและแรกทำงาน
เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทยทุกวันนี้เราจะพบว่า ครอบครัวของไทยเราเปลี่ยนแปลงไปมาก
ผมไม่มีสถิติทางวิชาการมากเพียงพอที่จะสนับสนุนได้ว่า ตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นสักเท่าไร แต่แน่นอนว่าเด็กที่เป็นลูกหลานของเราจำนวนไม่น้อยเติบโตขึ้นมากับปู่ย่าหรือตายาย ไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่อย่างคนรุ่นผม
อาจจะเป็นเพราะว่าพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่นต่างที่
และอีกจำนวนไม่น้อยที่พ่อแม่แยกทางกัน ต่างคนต่างไปมีชีวิตใหม่ของตัวเองและไม่เป็นการสะดวกจะหอบหิ้วลูกไปอยู่กับครอบครัวใหม่ของตน จึงจำเป็นต้องฝากลูกไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก
เมื่อเราพูดถึง “ช่องว่างระหว่างวัย” ซึ่งเป็นของที่เกิดมีขึ้นตามปกติเมื่อคนที่อายุต่างกันมากต้องอยู่ด้วยกัน ต้องพูดคุยกัน ถึงแม้คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายจะมีความรักให้ผู้ที่เป็นหลานเต็มเปี่ยมหัวใจ
แต่ช่องว่างระหว่างวัยนี้ก็อาจเกิดมีขึ้นได้เป็นธรรมดา
ไม่ง่ายเลยที่จะให้คุณปู่มีความสนใจในเรื่องเดียวกับคุณหลาน และไม่ง่ายเลยที่คุณหลานจะเข้าใจได้ว่าคุณปู่เกิดและเติบโตมาในสังคมแบบใด
ส่วนผู้ที่เป็นพ่อแม่ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทาง เมื่อมีความห่วงใยในตัวลูกที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง การติดต่อสื่อสารของยุคสมัยนี้ที่มีทั้งระบบ LINE และโทรศัพท์มือถือ อาจทำให้หลายคนอุ่นใจว่า พ่อแม่ลูกยังมีการสื่อสารถึงกันอยู่เสมอ
แต่แน่ใจหรือครับว่า การสื่อสารถึงกันอยู่เสมอนั้น เป็นการสื่อสารที่มีคุณภาพ
ส่วนตัวผมเองเวลาที่มีเรื่องสลักสำคัญต้องเจรจากับใครก็ตาม ผมหลีกเลี่ยงเป็นที่สุดที่จะใช้วิธีโทรศัพท์หากันหรือส่ง LINE ถึงกัน เพราะผมรู้สึกว่าการสื่อสารแบบนั้นมีความแห้งแล้งมาก ผมไม่สามารถสังเกตใบหน้าหรือแววตาของคู่สนทนาได้ว่ารู้สึกอย่างไร
ในทางกลับกัน คู่สนทนาของผมก็ไม่สามารถเห็นใบหน้าและแววตาของผมได้ว่าผมรู้สึกอย่างไรเช่นกัน
ถ้าเป็นการพูดคุยเฮฮากันจะใช้วิธีการสื่อสารแบบไหนก็ได้ทั้งนั้นครับ เพราะคนเราเมื่ออารมณ์ดีเสียแล้วเรื่องก็ไม่ลุกลามกลายไปเป็นอย่างอื่นได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องซีเรียส การสื่อสารทางไกลอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย และอยู่ดีๆ ก็อาจตัดบทสนทนาให้จบลงห้วนๆ เมื่อไหร่ก็ได้
แค่กดปุ่มระหว่างโทรศัพท์มือถือลง หรืออ่านข้อความที่คู่สนทนาฝ่ายตรงข้ามส่งมาใน LINE แต่เรานิ่งเสียไม่ตอบว่าอะไร แบบนี้คู่สนทนาหรือผู้รับสารฝ่ายตรงข้ามอาจจะแปลความอะไรไปได้อีกมากมาย และกว่าจะรู้สึกตัวว่าเกิดความเข้าใจผิด เกิดความเสียใจ หรือเกิดความหมองใจขึ้น ก็สายเสียแล้วที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนดี
ประเด็นที่ปรารภพูดคุยขึ้นมาในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งโดยเฉพาะ
และแน่ใจว่าไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี
เพียงแต่ผมนำประเด็นเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นข้อฉุกใจได้คิดเมื่อมองภาพกว้างออกไปให้เห็นสภาพของครอบครัวไทยในปัจจุบัน ว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จริงหรือไม่
และเราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ให้ดีที่สุดอย่างไรได้บ้าง
ถ้ามีอาจารย์ท่านใดเขียนหนังสือสังคมวิทยาเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวไทยยุคปัจจุบัน พิมพ์แล้วช่วยส่งข่าวมาบ้างนะครับ จะได้รีบไปหามาอ่านประเทืองสติปัญญาของตัวเอง
เผื่อจะเข้าใจสังคมไทยมากขึ้นอย่างไรเล่าครับ
