E-DUANG
ผลสรุปจากการประชุม”ญัตติด่วน”ตลอดทั้งวันพุธที่ 25 มีนาคมตรงกันต่อปัญหาอันเนื่องแต่”วิกฤตน้ำมัน”
ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคประชาชน
แต่ปมอันแหลมคมและซับซ้อนเป็นอย่างมากก็คือ ความเห็นว่าตัว”ปัญหา”อันเป็นตัวแห่ง”ทุกข์”นั้นอยู่ตรงไหน
เมื่อมองเห็น”ต่าง”กัน “วิธีการ”ในการบริหารจัดการก็ต่างกัน
วิธีการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เหมือนกับวิธีการของ นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร
มุมมอง นายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ ต่างจาก นายศุภโชค ไชยสัจ
ในความต่างของมุมมอง ในความต่างของวิธีการจัดการกับปัญหาได้นำไปสู่บทสรุป”ร่วม”ที่เหมือนกับเป็นอย่างเดียว แต่ด้วย น้ำเสียงอันแตกต่างกัน
นั่นก็คือ ความรู้สึกที่รวมศูนย์ไปยัง”ความเชื่อมั่น”
ปัญหาของฝ่ายค้าน ปัญหาของพรรคประชาชน อยู่ที่ความรู้สึกว่า ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ต่อนายกรัฐมนตรี ต่อคณะ กรรมการศบก.
ปัญหาของรัฐบาล ปัญหาของพรรคภูมิใจไทย อยู่ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของตน
เพราะไม่เชื่อมั่นจึงนำไปสู่การตื่นตระหนก
คำถามก็คือ ภาวะแห่งการตื่นตระหนกของสังคมมีมูลฐานมาจากอะไร
หากไม่เข้าใจในประเด็นนี้ก็ยากยิ่งจะจัดการปัญหาได้
ความหมายก็คือ ไม่เข้าใจ”ปัญหา” ไม่ตระหนักว่าตัว”ทุกข์”อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมดำเนินมาอย่างไร
รูปธรรมเฉพาะหน้าที่เด่นชัดเป็นอย่างมากนอกเหนือจากการไปเข้าคิวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาไม่ว่าเหนือไม่ว่าใต้ และที่แหลมคมอย่างยิ่งคือความรู้สึกต่อการอภิปรายของ”ว่าที่”รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพลังงาน
ทุกปรากฏการณ์ดำเนินไปตามความเป็นจริงอันผ่านการพิสูจน์มาแล้วในทางการเมือง
นั่นคือ เมื่อท่าน”พูด”คนจะฟัง แต่เมื่อท่านลงมือ”ทำ”คนจะเชื่อมั่นและศรัทธา
ถามว่าความศรัทธาเชื่อมั่นปรากฏแล้วหรือไม่
ความเคยชินหนึ่งในทางการเมือง นั่นก็คือ ความเคยชินที่เห็นว่าเมื่อเป็นเรื่องดีก็เอาเข้าตัว เมื่อเป็นเรื่องชั่ว เลวร้ายก็โยนให้เป็นของคนอื่น พรรคอื่น
แต่ ณ เบื้องหน้าปัญหา”น้ำมัน”มีความรู้สึก”ร่วม”หรือไม่ในทางสังคม
ตอบได้เลยว่ามีและตรงกัน
ไม่ว่าน้ำเสียงจากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าน้ำเสียงจากพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์เห็นในปัญหา เห็นในตัวทุกข์เหมือนกัน
ความแตกต่างในเรื่อง”รายละเอียด”และปัจจัยอันเป็น”ตัว การ”ก่อปัญหาและสร้างความทุกข์ต่างหากที่ต่างกัน
และทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและก่อให้ไม่สามารถมั่นใจต่อรัฐบาล ต่อพรรคภูมิใจไทยได้
ปัจจัยแห่ง”ความเชื่อมั่น”นี้เองจะเป็นตัวชี้”อนาคต”
