bg-single

Alexander Calder ศิลปินผู้ปฏิวัติวงการศิลปะ ด้วยการใส่การเคลื่อนไหวเข้าไปในประติมากรรม

07.04.2026

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในตอนนี้ เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินสมัยใหม่ระดับโลกคนสำคัญ ให้เราได้ทำความรู้จักกันอีกคน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (Alexander Calder) ศิลปินอเมริกัน ผู้ปฏิวัติวงการประติมากรรมด้วยการนำ “การเคลื่อนไหว” เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยการเริ่มจากการแสดงผลงาน Cirque Calder ของเขา ต่อมาพัฒนาเป็นผลงานที่ใช้มอเตอร์ และในที่สุดก็เป็นผลงานแขวนที่เรียกว่า “โมบาย” (mobiles)

นอกจากโมบายเชิงนามธรรมแล้ว คาลเดอร์ยังสร้างประติมากรรมแบบนิ่งที่เรียกว่า “สเตบิลส์” (stabiles) อีกทั้งยังสร้างผลงานจิตรกรรม เครื่องประดับ ฉากละคร และเครื่องแต่งกายอีกด้วย

ศิลปินจำนวนมากได้สร้างภาพวาดเส้นบนกระดาษ แต่คาลเดอร์เป็นคนแรกที่นำลวดมาใช้สร้าง “ภาพวาดเส้น” ในรูปแบบสามมิติของคน สัตว์ และวัตถุต่างๆ “ภาพวาดในอากาศ” เหล่านี้ได้นำเส้นเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญของประติมากรรมในตัวมันเอง

คาลเดอร์ได้เปลี่ยนจากการสร้างประติมากรรมลวดแบบเส้นที่เป็นรูปทรงเหมือนจริง ไปสู่รูปแบบนามธรรมที่เคลื่อนไหวได้ โดยการสร้าง “โมบาย” ชิ้นแรก ผลงานเหล่านี้ประกอบด้วยเส้นลวดที่หมุนได้และถ่วงสมดุลด้วยแผ่นโลหะบางๆ ทำให้ลักษณะโดยรวมของชิ้นงานถูกจัดเรียงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในอากาศ โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของอากาศที่พัดผ่านชิ้นส่วนต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

London (maquette) (1962) ขอบคุณภาพจาก https://shorturl.at/KXe2c

คาลเดอร์เกิดที่เมืองลอว์นตัน ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีพ่อแม่เป็นศิลปิน เขาได้ศึกษาด้านจิตรกรรมที่สถาบัน Art Students League ในนิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปยังปารีส ในปี 1926

ที่นั่นเขาได้รับชื่อเสียงจากผลงาน Cirque Calder ซึ่งเป็นงานศิลปะหลายชิ้นที่มีวัตถุขนาดเล็กทำด้วยมือจำนวนมากประกอบกัน และเขานำไปแสดงต่อหน้าศิลปินเพื่อนร่วมวงการและเพื่อนฝูง ด้วยผลงานชุดรูปคนที่ทำจากลวดดัดเป็นรูปทรง คาลเดอร์ใช้ “เส้น” เพื่อสร้างรูปทรงให้ลอยตัว ยกขึ้น และปลดปล่อยประติมากรรมออกจากฐานตั้งแบบดั้งเดิม ทำให้เกิดความรู้สึกของปริมาตรโดยไม่ต้องมีมวลจริงรองรับ

ในปี 1930 คาลเดอร์ได้ไปเยี่ยมสตูดิโอ พีต มองเดรียน (Piet Mondrian) ศิลปินชาวดัตช์ ในปารีส ซึ่งจัดสภาพแวดล้อมการทำงานเหมือนเป็นพื้นที่นามธรรม และการเยี่ยมครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในงานของคาลเดอร์ จากการทำงานศิลปะที่สังเกตสิ่งต่างๆ ในโลกภายนอก ไปสู่ศิลปะที่สร้างโลกขึ้นมาเองภายในตัว เขาเริ่มพัฒนาผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ โมบาย (mobiles) ประติมากรรมนามธรรมที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งตั้งชื่อตามศิลปินชาวอเมริกัน-ฝรั่งเศสผู้เป็นเพื่อนของเขา มาร์แซล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)

ด้วยรูปแบบศิลปะใหม่นี้ เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับการทำงานประติมากรรม โดยคาลเดอร์ปฏิเสธความเข้าใจแบบดั้งเดิมที่ว่า ประติมากรรมต้องอยู่กับที่ หนักแน่น และมีมวลหนาแน่น เขาเปิดทางให้เกิดแนวคิดเรื่องปริมาตร การเคลื่อนไหว และการใช้พื้นที่ในงานศิลปะ

ประติมากรรมโมบายชิ้นแรกๆ ของคาลเดอร์ บางชิ้นใช้มอเตอร์ขับเคลื่อน และจัดแสดงบนแท่นหรือติดตั้งบนผนัง ขณะที่บางชิ้นเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตามกระแสลมหรือการสัมผัสของผู้ชม โดยถูกแขวนจากเพดานหรือวางลงบนพื้น

คาลเดอร์ยังคงสำรวจความเป็นไปได้ของภาษาในเชิงทัศนศิลป์เชิงนามธรรมนี้ตลอดอาชีพของเขา โดยทำงานเป็นหลักระหว่างสตูดิโอที่เมืองร็อกส์เบอรี ในสหรัฐอเมริกา และเมืองซาเช ในฝรั่งเศส ในที่สุดเขาได้เปลี่ยนความสนใจไปสู่การสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่และงานสาธารณะ

งานของคาลเดอร์ทุกชิ้นมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ของผู้ชมเป็นสำคัญ เพื่อให้ผลงานแสดงออกอย่างเต็มที่ ผลงานเหล่านี้ประกอบด้วยรูปแบบที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีรูปแบบใดที่ถือเป็นขั้นสุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไป หรือดังที่คาลเดอร์เขียนไว้ว่า “ด้วยความคุ้นเคย” (familiarization) รูปแบบบางส่วนของผลงานก็จะปรากฏขึ้น ในลักษณะนี้ ผู้ชมจึงเป็นผู้สมบูรณ์กระบวนการรับรู้ที่ศิลปินเริ่มต้นไว้

“เพราะไม่มีใครหวังที่จะมีความแม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบได้ เขาไม่สามารถมองเห็นหรือแม้แต่คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากทุกมุมมองที่เป็นไปได้พร้อมกัน ในขณะที่เขาทำสิ่งสมบูรณ์แบบด้านหน้า ด้านข้าง หรือด้านหลังอาจอ่อนแอ จากนั้นในขณะที่เขาเสริมความแข็งแกร่งให้กับด้านอื่นๆ เขาก็อาจทำให้ด้านที่ดีที่สุดแต่เดิมอ่อนแอลงไปด้วย เรื่องนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อที่จะทำงานให้เสร็จ เขาต้องประมาณค่าให้ได้”

ด้วยผลงาน Cirque Calder ช่วงแรกๆ คาลเดอร์ได้นำความเคลื่อนไหวและความบังเอิญเข้ามาในงานศิลปะ และแนะนำแนวคิดที่ว่า ศิลปินสามารถเป็นผู้แสดงได้เท่าๆ กับการเป็นผู้สร้างงานศิลปะ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นหลัง อย่างเคลย์ส โอเดนเบิร์ก (Claes Oldenburg) กับการทำงานศิลปะการแสดงสด Ray Gun Theater (1962) ซึ่งมีศิลปินอย่างแคโรลี ชนีมานน์ (Carolee Schneemann), ลูคัส ซามาราส (Lucas Samaras), เออวินด์ ฟาห์ลสตรอม (Oyvind Fahlstrom), ทอม เวสเซลมันน์ (Tom Wesselmann), ริชาร์ด อาร์ชเวเกอร์ (Richard Artschwager) และเรด กรูมส์ (Red Grooms) เข้าร่วมแสดงด้วย และงานแสดงศิลปะแสดงสดชวนหัว The Burning Building (1960) และงานประติมากรรมจัดวางเชิงจักรกลขนาดมหึมาของคาลเดอร์อย่าง Ruckus Manhattan (1975)

อิทธิพลของเส้นสายที่กว้างและพลิ้วไหวในผลงานศิลปะโมบายของคาลเดอร์ ส่งแรงบันดาลใจไปสู่งานของศิลปินแอ็บสแตรกต์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ เช่น ฟรานซ์ ไคลน์ (Franz Kline), วิลเลิม เดอ โกนิง (Willem de Kooning) และผลงานศิลปะในยุคหลังของแจ็กสัน พอลล็อก (Jackson Pollock)

ผลงานศิลปะโมบายของคาลเดอร์ได้นำเสนอองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวและการจัดองค์ประกอบโดยบังเอิญอย่างจงใจเข้าสู่การทำงานประติมากรรม และเปิดทางให้เกิดการทดลองงานศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) ของจอร์จ ริคกีย์ (George Rickey) รวมถึงงานดนตรีและการเต้นรำเชิงทดลองที่สร้างจากกระบวนการใช้ความบังเอิญอย่างจงใจของจอห์น เคจ (John Cage) และเมิร์ซ คันนิ่งแฮม (Merce Cunningham) อีกด้วย

Mercury fountain (1937) ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ผลงานของอเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ที่เราเคยได้ไปชมมากับตาตัวเอง คือ Mercury fountain (1937) ประติมากรรมจัดวางรูปโมบายผสมน้ำตกจำลอง แต่สิ่งที่ไหลอยู่ภายในน้ำตกจำลองที่ว่านั้นไม่ใช่น้ำ หากแต่เป็นปรอทเหลว

งานชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องจัดแสดงอยู่ในห้องกระจกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ไอพิษของปรอทสัมผัสผู้ชม

ผลงานชิ้นนี้มีที่มาจากการที่คาลเดอร์เป็นศิลปินต่างชาติคนเดียวที่ได้รับการว่าจ้างให้สร้างผลงานจัดแสดงใน Spanish Republic’s Pavilion ที่นิทรรศการนานาชาติที่ปารีสในปี 1937 (ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ปิกัสโซแสดงผลงานชิ้นเอกของเขาอย่าง Guernica (1937) อีกด้วย ถ้าสังเกตป้ายแขวนด้านหลังผลงาน จะเห็นภาพคาลเดอร์โพสท่าถ่ายภาพคู่กับผลงานชิ้นนี้ที่แสดงอยู่ด้านหน้าภาพ Guernica อีกด้วย)

คาลเดอร์สร้างผลงานประติมากรรมจัดวางชิ้นนี้เพื่อขับเน้นถึงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงสงครามกลางเมืองของสเปน ระหว่างปี 1936 – 1939 ในช่วงเวลานั้น เหมืองปรอทที่เมืองอัลมาเดน (Almad?n) ซึ่งผลิตปรอทส่งออกนับเป็น 60% ของอุตสาหกรรมปรอทของโลก ถูกกองทัพรัฐบาลขวาจัดของนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก โจมตีอย่างหนัก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมตกต่ำจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งประเทศ (เพราะปรอทเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก)

ตัวประติมากรรมนี้จะถ่ายเทปรอทให้ไหลขึ้นลงไปมาอย่างไม่รู้จบ ถ้าสังเกตด้านบนประติมากรรมจะมีคำว่า “Almad?n” ทำจากลวดทองแดงดัดแขวนห้อยอยู่ด้วย

ผลงานศิลปะที่สวยงามแต่เปี่ยมด้วยอันตรายชิ้นนี้ ถือเป็นหนึ่งในงานศิลปะชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกเลยก็ว่าได้

ผลงานชิ้นนี้คาลเดอร์มอบให้เป็นของขวัญแก่พิพิธภัณฑ์ Foundation of Joan Mir? ที่บาร์เซโลนา รวมถึงผลงานอีกชิ้นอย่าง 4 wings (1972) ประติมากรรมโลหะขนาดใหญ่หน้าตาคล้ายกลีบดอกไม้สีแดงสดที่ตั้งอยู่บนสนามหญ้าหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกด้วย

ภาพพิมพ์ของคาลเดอร์ใน QUU Hotel Chiang Mai ขอบคุณภาพจาก QUU Hotel Chiang Mai

ข่าวดีเล็กๆ สำหรับมิตรรักแฟนศิลปะชาวไทย เพราะเราสามารถชมผลงานภาพพิมพ์ของคาลเดอร์ได้ ถ้าคุณได้มีโอกาสพักในห้องพักหนึ่งที่โรงแรมที่มีคอนเซ็ปต์ “หอศิลป์ที่เข้าพักได้” อย่าง QUU Hotel Chiang Mai ในตำบลศรีภูมิ จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณฝั่งคูเมืองด้านนอก ห่างจากประตูช้างเผือกประมาณไม่ถึง 1 กม. และห่างจากอนุสาวรีย์สามกษัตริย์โดยใช้เวลาเดิน 12 นาที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook QUU HOTEL Chiang Mai

ขอบคุณข้อมูลจาก https://shorturl.at/V0VYK , https://shorturl.at/zGL6M



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี