ธงทอง จันทรางศุ | คิดยาวๆ ที่ ‘เสม็ด’ เรื่อง ‘ลูก’ แรงงานต่างด้าว
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ผมไม่ได้ไปเที่ยวเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง มานานร่วม 20 ปีแล้วเห็นจะได้ เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วผมจัดตารางชีวิตของตัวเองให้ข้ามฝั่งจากเพไปที่เกาะเสม็ดและไปค้างอยู่บนเกาะหนึ่งคืน
ทุกอย่างที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปมาก ขึ้นต้นตั้งแต่การเดินทางข้ามจากแผ่นดินใหญ่ไปเกาะเดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบายขึ้นมาก ผมนั่งเรือสปีดโบ๊ตที่ใช้เพียงแค่ 15 นาทีก็ไปเหยียบไปยืนอยู่บนเกาะแล้วแบบสบายใจเฉิบ ต่างจากเดิมที่ต้องนั่งเรือโล้ไปเกือบ 1 ชั่วโมง
แค่เริ่มต้นเดินทางแล้วได้เห็นอย่างนี้ก็ตื่นเต้นครับ
เมื่อไปอยู่บนเกาะแล้วผมได้พบว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีจำนวนมากจนถึงมากที่สุด
วันที่ผมไปเกาะเสม็ดนั้นเป็นวันธรรมดากลางสัปดาห์ กล่าวคือ ไปวันพุธแล้วกลับวันพฤหัสบดี คนไทยคงมัวแต่ทำงานกันอยู่กระมัง ตอนบ่าย 5 โมงเย็นที่ผมไปเดินเล่นริมหาดทรายชายทะเลจึงเห็นแต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศล้วนๆ และส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่งมากกว่านักท่องเที่ยวจากประเทศทางตะวันออกที่มีหน้าตาคล้ายเรา
เมื่อมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากอย่างนี้ ธุรกิจต่างๆ ก็พลอยงอกงามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร บริการอำนวยความสะดวกต่างๆ เรื่อยไปจนถึงคลินิกรักษาโรคขนาดเล็กสำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วย ร้านรับสักร่างกายเป็นลวดลายตามความต้องการ ร้านหมอนวด ฯลฯ
ผมสอบถามดูจากผู้รู้ได้ความว่า ประชากรตามทะเบียนบ้านที่อยู่บนเกาะเสม็ดมีจำนวนประมาณ 1,000 คนเห็นจะได้ แต่มีประชากรแฝงมากกว่าคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นแน่ ประชากรแฝงที่ว่านี้คือคนที่มาทำงานเป็นผู้รับจ้างในกิจการต่างๆ
และแน่นอนว่า ส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งหนึ่งไม่ใช่คนไทย หากแต่เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศใกล้เคียงหรือเป็นเพื่อนบ้านกับเรา ทั้งพม่า ลาว และเขมร
ผมชวนผู้รู้คุยต่อไปว่า ทำไมคนไทยถึงมาทำงานบริการหรือรับจ้างที่นี่น้อยนักเมื่อเปรียบจำนวนกับ “คนต่างด้าว” อย่างที่ว่า ผมได้รับคำตอบว่าคนไทยเกี่ยงงานหรือเลือกงานมากกว่าคนต่างด้าว
ข้อนี้ฟังหูไว้หูก่อนก็แล้วกันนะครับ จริงเท็จอย่างไรต้องทำการวิจัยกันต่อไปให้ลึกซึ้ง
เอาเถิด ทำไมคนไทยถึงไม่ชอบมาทำงานที่เกาะเสม็ดนั้นก็ยกเป็นประเด็นค้างไว้ก่อน เรามาพูดถึงคนต่างด้าวที่มาทำงานอยู่ที่นี่เป็นจำนวนหลายพันคนต่อไปดีกว่า
ผู้ใช้แรงงานเหล่านี้เมื่อมาอยู่เป็นเวลานาน เช่น ผมได้พบแรงงานชาวเขมรสามีภริยาคู่หนึ่ง ทั้งสองอยู่บนเกาะมานานกว่าสิบปีแล้ว แต่แรกก็ต่างคนต่างมาแล้วมาพบรักสร้างครอบครัวกันที่นี่ เวลานี้มีลูกสองคน
กล่าวเฉพาะลูกคนโตก็อายุประมาณ 12 ปีแล้ว กำลังจะเรียนจบชั้นประถมปีที่หกจากโรงเรียนเกาะแก้วพิศดาร ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะนี้ และที่มีชื่อไพเราะดังกล่าวก็เพราะได้รับพระราชทานนามโรงเรียนจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่เคยเสด็จฯ มาเยี่ยมประชาชนบนเกาะแห่งนี้ถึงสองครั้ง
เด็กนักเรียนรายนี้ผลการเรียนเฉลี่ยได้คะแนนสูงถึง 3.9 เมื่อจบชั้นประถมปีที่หกในเดือนนี้แล้ว เปิดภาคเรียนเดือนพฤษภาคมที่จะถึงพ่อแม่ได้วางแผนไว้ว่าจะให้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่หนึ่งที่โรงเรียนทางฝั่งเพเพื่อหาวิชาความรู้ใส่ตัวต่อไป
จากการพูดคุยกันกับคุณครูทั้งที่โรงเรียนเกาะแก้วพิศดาร และโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองระยองชื่อโรงเรียนวัดเกาะกลอย ที่ผมได้แวะไปเยี่ยมเยียนพูดคุยก่อนข้ามไปเกาะเสม็ด คุณครูหลายท่านมีข้อสังเกตเหมือนกันว่าเด็กนักเรียนที่เป็นลูกต่างด้าว ไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็ตามจะมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนแบบเอาจริงเอาจังมากกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กไทย
พ่อแม่ของเด็กก็ใส่ใจในการสนับสนุนให้ลูกได้เรียนหนังสือและร่วมมือกับโรงเรียนเป็นอย่างดี
ตัวอย่างเช่นเมื่อนัดประชุมผู้ปกครอง พ่อแม่ของเด็กต่างด้าวทุกคนไม่เคยขาดประชุมเลย นัดประชุม 8 โมงครึ่งก็มาคอยกันตั้งแต่ 7 โมงครึ่งแล้ว ทุกคนพยายามแสวงหาโอกาสให้ลูกได้เล่าเรียนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ผมและคุณครูร่วมกันวิเคราะห์ว่า สำหรับลูกต่างด้าวเหล่านั้น การเรียนหนังสือหรือการได้รับการศึกษาที่ดีเพียงพอจะเป็นกุญแจเปิดประตูไปสู่อนาคตและความมั่นคงของชีวิตในวันข้างหน้า ทั้งพ่อและตัวเด็กเองจึงขวนขวายหมั่นเพียรมากเป็นพิเศษ
ส่วนข้างเด็กไทยเรา เด็กจำนวนหนึ่งเห็นว่าที่นี่เป็นบ้านของเรา อนาคตเป็น “ของตาย” ทุกอย่างสบายไปหมด พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้อยู่กับลูกในพื้นที่ เด็กจึงเติบโตขึ้นมาโดยขาดความอบอุ่นในครอบครัว
แถมยังมีอบายมุขนานาประการล่อใจอยู่ตรงหน้าประตูบ้านระหว่างทางเดินไปโรงเรียนอีกด้วย โอกาสที่ใจจะเพริดไปทางนั้นจึงมีอยู่มาก
ในขณะที่ลูกต่างด้าวทั้งหลายถูกคุมเข้มโดยพ่อแม่และเงินทองก็มิได้มีเหลือเฟือพอไปใช้จ่ายกับอบายมุขด้วย
นอกจากสิ่งที่ได้พบเห็นและพูดคุยกันบนเกาะเสม็ดแล้ว ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อมองภาพรวมทั้งประเทศแล้วและได้เห็นว่ามีแรงงานต่างด้าวในความหมายแบบนี้อยู่ในเมืองไทยของเราเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 คน
ถามว่า เรานึกหรือว่าในที่สุดแล้วทุกคนจะเดินทางกลับไปอยู่บ้านเขา ในเมื่อข้อเท็จจริงก็เห็นอยู่ตำตาว่า มีความเป็นไปได้สูงมากหรือสูงยิ่งที่คนเหล่านี้ในที่สุดแล้วก็จะตกค้างอยู่ในเมืองไทยของเรา
และไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเข้าเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา
ยิ่งพูดถึงเด็กที่เกิดในเมืองไทย เรียนหนังสือไทย มีเพื่อนเป็นคนไทย พูดภาษาที่เป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมของตัวเองไม่ได้แล้ว จะให้กลับไปอยู่เมืองพม่า เมืองลาว เมืองเขมร ก็ไม่รู้จะอยู่ได้อย่างไร
เป็นไปได้ใช่ไหมครับว่า ในที่สุดแล้วเราก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ตลอดไป
สารภาพกันตามตรงว่า ที่ผมไปเกาะเสม็ดหรือไปจังหวัดระยองคราวนี้เพื่อไปพูดคุยประเด็นเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับลูกของแรงงานต่างด้าว
โดยใช้กรณีของจังหวัดระยองตัวอย่าง
ทั้งที่โรงเรียนวัดเกาะกลอยและโรงเรียนเกาะแก้วพิศดารมีสัดส่วนจำนวนนักเรียนไทยประมาณร้อยละ 60 และมีเด็กต่างด้าวร้อยละ 40
เด็กเหล่านี้กินข้าวหม้อเดียวกัน มีคุณครูเดียวกัน ตอนเช้าก็เข้าแถวเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติไทย สวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยพร้อมกัน เรียนเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกัน
ทำอะไรก็เหมือนกัน และทำด้วยกันหมดทุกรายการโดยไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร
เพื่อนนักเรียนที่เรียนหนังสือแล้วนั่งโต๊ะติดกันก็จะเป็นเพื่อนกันไปตลอดชีวิต
จากการพูดคุยกันกับหลายฝ่ายและหลายความเห็น ผมพบว่า ประเด็นเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับลูกแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยขณะนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีความเห็นแยกเป็นสองทาง
ทางที่หนึ่ง อาจเรียกว่าเป็นความคิดทางฝ่ายรักชาติแบบอนุรักษนิยมก็เห็นจะได้ ฝ่ายนี้อธิบายว่า ลำพังเด็กไทยเราที่มีจำนวนมาก รัฐไทยก็ไม่สามารถจัดการการศึกษาได้ทั่วถึงเต็มอิ่มในทุกแง่มุมอยู่แล้ว ทำไมเราถึงต้องแบ่งทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดไปเลี้ยงดูเด็กต่างด้าวต่างภาษาอีก
เราน่าจะมีนโยบายที่กีดกั้นหรือเลือกปฏิบัติให้ต่างกันระหว่างลูกหลานของเรากับลูกแรงงานต่างด้าว อีกหน่อยคนเหล่านี้ก็กลับบ้านเขาไปแล้ว เราจะลงทุนลงรอนไปทำไม
ในขณะที่ความคิดอีกฝ่ายหนึ่งก็รักชาติเหมือนกันแต่มีมุมมองที่แตกต่างไป ฝ่ายนี้มีความคิดอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ถ้าไม่ปฏิเสธความจริงแล้วเราคงต้องยอมรับว่า มีโอกาสหรือเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้สูงมากที่ลูกแรงงานต่างด้าวเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไทยและกลายเป็นคนไทยไปในที่สุด
เหมือนอย่างที่คนไทยทุกวันนี้ รวมทั้งตัวผมเองด้วย มีรากเหง้ามาจากหลายเชื้อชาติผสมกัน
แต่ข้อสำคัญคือ เมื่อเขาอยู่บนแผ่นดินนี้แล้ว เราก็ต้องบ่มเพาะและปลูกฝังให้เขาเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนที่ดีของบ้านเราให้จงได้
การศึกษาเป็นเครื่องอุดหนุนสำคัญให้เกิดผลดังกล่าวขึ้น การลงทุนเพื่อการศึกษาแบบเสมอหน้ากันจึงคุ้มค่าในระยะยาวเป็นแน่
ในสังคมประชาธิปไตย เรื่องอย่างนี้ย่อมมีความเห็นต่างกันได้เป็นธรรมดา แต่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในทางกำหนดนโยบายก็ต้องคิดให้ทะลุและวางแนวปฏิบัติให้ดีที่สุดสำหรับอนาคตของเมืองไทย
และผมก็ดีใจที่ได้รู้ว่า แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับลูกแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยทุกวันนี้ เราเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนหนังสือเต็มที่
จนปรากฏภาพอย่างที่ผมได้เห็นบนเกาะเสม็ดหรือที่อำเภอเมืองระยองอย่างที่เล่าสู่กันฟังมาแล้วข้างต้น
ลองนึกดูก็แล้วกันครับว่า ถ้าเราตั้งข้อรังเกียจไม่ยอมให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือ ถามว่าเขาจะไปไหนหรือครับ
ถ้าเขายังวนเวียนอยู่บนแผ่นดินไทยแบบไม่มีความรู้และเป็นประชากรที่ด้อยคุณภาพ เด็กเหล่านี้ก็จะเติบโตขึ้นเป็นขโมยขโจร ติดยาบ้า หรือสร้างปัญหาอีกนานาสารพัน
การแก้ปัญหาในอนาคตเหล่านั้นเสียสตางค์มากกว่าการให้เด็กเรียนหนังสือในวันนี้มากมายครับ
รักชาตินั้นเราก็รักด้วยกันทุกคนนะครับ แต่ตามความเห็นส่วนตัวของผม ความรักชาตินั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและมองอะไรให้ยาวไกลสักหน่อย
ลองตรองดูก็แล้วกันครับว่าเราจะทำอย่างไรกันดีสำหรับโจทย์ที่มีความซับซ้อนแบบนี้
คงไม่ต้องถึงกับลงประชามติว่าจะเลือกแนวทางไหนหรอกนะครับ
เกรงใจ กกต.จัง ไม่อยากให้ท่านเหนื่อย อยากให้ท่านมีความสุขมากๆ กินอิ่มนอนหลับแบบทุกวันนี้เรื่อยๆ ไปน่ะครับ ฮา!
