ธงทอง จันทรางศุ | เปลี่ยน ‘ฉลาด’ เพื่อ ‘ฆ่ากัน’ เป็น ‘ฉลาด’ เพื่อ ‘ช่วยกัน’ วิมานในอากาศ
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
สองวันที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นพร้อมกับรับรู้ความเปลี่ยนแปลงอีกเรื่องหนึ่งของโลกปัจจุบัน ว่ามนุษย์เราสามารถแผลงศรไปได้ไกลถึง 4,000 กิโลเมตรแล้ว
ใช่ครับ ผมหมายถึงเรื่องที่อิหร่านสามารถยิงขีปนาวุธวิ่งข้ามฟากฟ้าไปได้ไกลถึงในราว 4,000 กิโลเมตร จากฐานยิงในประเทศอิหร่านวิ่งไปไกลจนถึงเกาะดิเอโก้การ์เซียซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอังกฤษอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย
ถึงแม้จรวดของอิหร่านจะถูกสกัดกั้นเมื่อใกล้จะถึงที่หมายปลายทาง และไม่สามารถทำอันตรายให้กับเป้าหมายได้มากมายอะไรนัก แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็น่าตื่นเต้นตกใจอยู่ไม่ใช่น้อย
เพราะนั่นหมายความว่า สงครามระหว่างอิหร่านข้างหนึ่ง กับอเมริกาและอิสราเอลอีกข้างหนึ่ง มีความเป็นไปได้มากที่จะขยายวงและพื้นที่ของการสู้รบกันออกไปไกลเกินกว่าเพียงแค่ดินแดนตะวันออกกลางอย่างที่เราเข้าใจกันมาแต่เดิมเสียแล้ว จรวดหรือขีปนาวุธที่ว่านั้นสามารถล่วงล้ำเข้าไปจนถึงดินแดนบางส่วนของยุโรปเสียด้วยซ้ำ
โชคดีที่เมืองไทยอยู่ไกลรัศมี 4,000 กิโลเมตร เราจึงรอดปลอดภัยอยู่
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่มีข่าวเรื่องขีปนาวุธพิสัยไกล 4,000 กิโลเมตรเกิดขึ้น ผมได้มีโอกาสได้คุยกับนายทหารอาวุโสท่านหนึ่ง ท่านเมตตายกประเด็นพูดคุยที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า การรบทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน
ตำราเรียนทางทหารและการสู้รบคงจะต้องปฏิวัติเขียนใหม่กันเลยทีเดียว
เมื่อพูดกันอย่างนี้ทำให้ผมนึกถึงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว เรื่อง “การสงครามป้อมค่ายประชิด”
ทรงแถลงความเป็นไปของการสงครามเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่าเขารบฆ่าฟันกันอย่างไร ทั้งจากการอ่านหนังสือเล่มสำคัญดังกล่าว และจากการดูภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง
ทำให้ผมเห็นว่าการสู้รบสมัยนั้นอาศัยความใจกล้าของทหารเป็นอย่างยิ่ง เพราะใช้ยุทธวิธีขุดสนามเพลาะแล้วตรึงแนวระวังป้องกันเอาไว้
เมื่อตัดสินใจจะรุกคืบเข้าไป สมมุติว่าเป็นกองทัพของฝ่ายอังกฤษ นายทหารที่ส่วนใหญ่มักส่วนใหญ่เป็นลูกผู้ลากมากดีต้องวิ่งนำหน้าพร้อมกับปืนพกหนึ่งกระบอก แล้วมีพลทหารซึ่งมีปืนยาวติดดาบปลายปืนเป็นอาวุธวิ่งตามเข้าไป
มีความเป็นไปได้มากที่นายทหารผู้ดีที่วิ่งนำหน้าจะตายก่อน เพราะเป็นเป้าหมายดีเหลือเกินสำหรับฝ่ายตรงข้ามเล็งกระสุนปืนมามอบให้ พออยู่ในระยะประชิดก็รบกันแบบตะลุมบอน โดยใช้พานท้ายปืนฟาดหน้ากันบ้าง หรือใช้ดาบปลายปืนทิ่มแทงกันมั่ง
สู้กันแบบนี้ไม่นานก็หมดแรงและรู้แพ้รู้ชนะกัน
ยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การใช้อาวุธที่สามารถทำลายล้างในระยะไกลไม่ว่าปืนใหญ่ รถถัง หรือเครื่องบินยังพัฒนาไปได้ไม่ไกลนัก
ถัดมาอีกไม่ช้านานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น เพราะมนุษย์ไม่รู้จักเบื่อที่จะรบกันเสียที
คราวนี้การรบมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น นอกจากกำลังพลพื้นราบที่ยกพวกเข้าตีกันแล้ว ยังมีการใช้อาวุธหนักนำร่องหรือเข้าสนับสนุน
ตำราการทหารที่เขียนขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่โรงเรียนนายร้อยเมืองไทยได้ใช้เรียนหนังสือกันอยู่อีกนานปีก็เขียนอธิบายวิธีการรบแบบนี้ทั้งสิ้น
ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ ถึงแม้ผมจะไม่เคยไปรบทัพจับศึกกับใคร แต่ลูกพี่ลูกน้องของผมที่อายุมากกว่าผมไม่กี่ปีหลายคนก็ได้เข้าสนามรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาแล้วทั้งสิ้น
ผมจึงได้ยิน “เขาเล่าว่า” บ่อยครั้งที่รบกัน นอกจากการใช้กองกำลังภาคพื้นดินแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่และเครื่องบิน
เป็นต้นว่า ยิงปืนใหญ่ถล่มตำบลที่เป็นที่ตั้งของฝ่ายข้าศึกเสียก่อน บางครั้งก็ใช้เครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ช่วยทิ้งระเบิดหรือยิงสนับสนุน จนเป็นที่วางใจว่าฝ่ายตรงข้ามอ่อนกำลังลงแล้วจึงเป็นโอกาสที่ทหารราบจะเข้าตี
ทำแบบนี้แล้วโอกาสที่จะได้ชัยชนะก็มีมากเป็นธรรมดา
การรบทำนองนี้ยังเป็นของที่คนไทยเพิ่งได้ยินมาสดๆ ร้อนๆ ในเหตุปะทะและมีการใช้กำลังชายแดนระหว่างไทยกับเขมรเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คงพอจำกันได้นะครับว่า เมื่อเหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นได้มีการขนรถถังและปืนใหญ่ไปวางกำลังอยู่ตามแนวชายแดนไทยของเราเป็นจำนวนมาก
และผมแน่ใจว่าไม่ได้ไปวางเล่นไว้เฉยๆ แต่ได้ใช้งานจริงคือยิงถล่มไปยังเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามเสียก่อนแล้วทหารราบบุกตามเข้าไปเพื่อยึดครองพื้นที่
นี่เป็นการรบที่ถูกต้องตามตำรา สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลยทีเดียว
แต่ก็มีพัฒนาการเสริมเข้าไปบ้างนะครับ เช่นที่เราได้ยินข่าวเรื่องโดรนพลีชีพซึ่งเป็นอาวุธสมัยใหม่ซึ่งประเทศไทยและเขมรต่างมีอาวุธนี้อยู่ในมือ การรบระหว่างรัสเซียกับยูเครนในภาคพื้นทวีปยุโรปก็ใช้โดรนเป็นอาวุธมากอยู่เหมือนกัน
ประสิทธิภาพและการทำงานของโดรนที่ใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการสอดแนมและการรบโดยตรง เป็นเรื่องที่เราจะต้องเขียนเติมเข้าไปเป็นบทใหม่ในตำราเรียนวิชาทหารของเราเสียแล้ว
ยังไม่ทันที่เราจะคุ้นเคยกันกับโดรน และเขียนตำราเล่มใหม่ได้แล้วเสร็จเรียบร้อย การรบในดินแดนตะวันออกกลางก็พลิกโฉมการรบไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ตั้งแต่เริ่มรบเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏว่ามีการใช้ทหารราบหรือทหารภาคพื้นดินของอเมริกาหรืออิสราเอลบุกเข้าไปในดินแดนของอิหร่านเลย
ผู้รู้ท่านเดิมบอกกับผมว่า ดินแดนของอิหร่านนั้นมีความเหมาะสมที่จะเป็นชัยภูมิของเจ้าของประเทศมาก เพราะมีภูเขาสูงล้อมรอบจนทำให้พื้นที่ตรงกลางเหมือนแอ่งกระทะ ผู้ที่จะบุกเข้าไปจนถึงใจกลางประเทศได้ต้องฟันฝ่าภูเขาสูงและต้องรบกับเจ้าของประเทศซึ่งมีความชำนาญพื้นที่มากกว่า
ในประวัติศาสตร์อิหร่าน กองทัพของฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งเป็นผู้รุกรานจึงเสียเปรียบกองทัพอิหร่านผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินอยู่เสมอ และเรื่องราวก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นอาณาจักรเปอร์เซียแล้ว
จนถึงวันที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ การสู้รบระหว่างสองฝ่ายก็ใช้วิธีรบกันในระยะไกล กล่าวคือ ใช้โดรนหรือจรวดขีปนาวุธเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
การทำลายล้างนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงแค่เป้าหมายทางการทหารเท่านั้น หากแต่ขยายวงกว้างไปจนถึงเป้าหมายอื่นๆ รวมทั้งเป้าหมายทางพลเรือน เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแถวนั้นด้วย
การรบทางไกลแบบที่ผู้สั่งการนั่งอยู่ในทำเนียบขาวหรือนั่งอยู่ในห้องหลบภัยที่มีความมั่นคงแบบพิลึกกึกกือในกรุงเทลอาวีฟฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ในกรุงเตหะราน เป็นการรบที่คนสั่งการตายยากมากหรือไม่มีโอกาสตายเลย
ทหารราบที่เคยเป็น “ราชินีแห่งสนามรบ” ก็ไม่รู้ว่าจะเอาปืนสั้นปืนยาวหรือดาบปลายปืนที่อยู่ในมือไปยิงไปแทงใครได้ เพราะไม่เห็นใบหน้าศัตรูเลยแม้แต่คนเดียว กว่าจะรู้ตัว จรวดที่ยิงมาจากฐานยิงไกลแสนไกลก็มาลอยคว้างอยู่บนศีรษะแล้ว
จรวดที่ว่า พัฒนาไปจนมีระยะทำการไกลถึง 4,000 กิโลเมตรแล้ว มหัศจรรย์จริง
ผมซึ่งมีความรู้ทางการทหารอยู่ในระดับนักศึกษาวิชาทหารปีที่สามเมื่อ 50 ปีมาแล้ว ไม่มีอะไรที่จะแสดงความเห็นเพิ่มเติมได้นอกจากความหวั่นใจว่า มนุษย์นี้ช่างฉลาดเหลือเกินในการใช้สมองและทรัพยากรต่างๆ ค้นคิดอาวุธเข้าประหัตประหารกัน
อาวุธที่ใช้ในการรบครั้งนี้ทำให้ผมผู้เป็นแฟนดูโขนเรื่องรามเกียรติ์อยู่เสมอ อดเสียมิได้ที่จะนึกถึงพระแสงศรของพระรามที่แผลงครั้งไรก็สามารถทำลายล้างกองทัพของทศกัณฐ์ได้คราวนั้น
ปีนี้ผมอายุ 70 กว่าเข้าไปแล้ว ได้ยินว่าอายุเฉลี่ยของคนสมัยนี้ยังมีเวลาอีกยาวนานกว่าผมจะตาย มนุษย์เราจะฉลาดมากกว่าทุกวันนี้ในการฆ่ากันไปถึงไหนผมก็ไม่รู้ได้
ได้แต่บ่นเสียดายว่า ถ้ามนุษยชาติสามารถนำสติปัญญา เงินทอง ความขยันหมั่นเพียร และความตั้งใจจริงที่ได้ทุ่มเทไปในการสร้างอาวุธมาประหัตประหารกัน แปรเปลี่ยนไปเป็นการใช้จ่ายเพื่อกิจการที่เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์
เช่น ค้นคิดวิธีการหรือเครื่องมือในการรักษาโรคได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมมุติว่าเป็นมะเร็งตรงไหนก็ตาม กินยาวิเศษที่คิดค้นขึ้นมาได้ใหม่แล้ว สามสิบวันก็หายขาดจากโรคมะเร็ง หรือนำไปใช้ในการศึกษา ทำให้เกิดสถานศึกษาและวิธีการเรียนการสอน การเข้าถึงภูมิปัญญาความรู้ได้แบบเปิดกว้าง ทำให้เด็กและเยาวชนของทุกประเทศมีโอกาสเติบโตขึ้นอย่างงดงามและมีคุณค่า จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ
เขียนหนังสือมาถึงบรรทัดนี้แล้วก็ย้อนกลับมาตั้งสติแล้วบอกกับตัวเองว่า ย่อหน้าก่อนนี้เป็นการสร้างวิมานในอากาศทั้งเพ
ตราบใดที่ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศยังมีความสำคัญกว่าความเป็นมนุษย์ ตราบใดผู้นำของแต่ละประเทศยังอยู่ในกรอบความคิดแบบดั้งเดิม คือประเทศของเราต้องอยู่เหนือประเทศอื่น โลกของเราก็ยังต้องรบกันต่อไปแบบไม่มีจุดสิ้นสุด
สงสารตัวเองจังเลย
