พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (3)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ถึงแม้อะไรที่เรียกว่า “พระสยามเทวาธิราช” นั้น จะถูกสถาปนาขึ้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ก็ไม่มีหลักฐานของการเผยแพร่รูปของเทวดาอารักษ์ผู้ปกปักรักษาประเทศสยามองค์นี้ ในสมัยรัชกาลที่ 4 มากนัก นอกจากที่จะมีการอัญเชิญมาทำพิธีบวงสรวงสังเวยในงานพระราชกุศลเลี้ยงตรุษจีน ที่บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังเป็นประจำทุกปีเท่านั้น
ดังนั้น รูปพระสยามเทวาธิราชในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้ จึงควรจะเป็นสิ่งที่ถูกจำกัดอยู่ภายในศูนย์กลางของวงอำนาจทางการเมืองการปกครอง ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คือพระบรมมหาราชวัง เพียงอย่างเดียวนั่นเอง
และถึงแม้ไพร่ฟ้าบางคนอาจจะพอรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระสยามเทวาธิราชกันบ้าง แต่ก็คงจะมีเพียงน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้สักการะ หรือพบเห็นรูปเทวดาประจำสยามประเทศ ที่ถูกประดิษฐานเอาไว้แต่เพียงในพระบรมมหาราชวังเท่านั้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว พระสยามเทวาธิราชอันเป็นรูปจำแลงของความเป็นสยาม จึงเป็นการส่งสารในการยืนยันสิทธิธรรมในการปกครองของกษัตริย์ ผ่านเครื่องทรง และเครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่างพระขรรค์ ที่ทรงเอาไว้ในพระหัตถ์ของรูปอารักษ์ของประเทศสยามนี้ อยู่จำกัดในวงแคบๆ ของชนชั้นนำสยามยุคนั้นซึ่งกำลังคุกรุ่นไปด้วยการช่วงชิงอำนาจของการเมืองภายในประเทศ
มากกว่าที่จะเป็นการส่งสารต่อไพร่ฟ้าประชาชนโดยทั่วไปทั้งหมดในประเทศสยาม

ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การส่งสารดังกล่าวยังปฏิบัติการผ่านวิธีการแบบจารีตดั้งเดิมคือ “พระราชพิธี” ผ่านการบวงสรวงสังเวยในงานพระราชกุศลเลี้ยงตรุษจีน อันเป็นการแสดงนัยยะของความศักดิ์สิทธิ์ของเทวดาอารักษ์ของประเทศที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นใหม่นั้น หลังจากที่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้ชื่อประเทศว่า “สยาม” อย่างเป็นทางการไม่นานนัก
ลักษณะอย่างนี้แตกต่างจากลักษณะที่ชาวตะวันตกปฏิบัติต่อเทพหรือเทพี ผู้เป็นบุคลาธิษฐานของชาติตนเอง
แน่นอนว่า ชาวเมืองเอเธนส์ (Athens) ในยุคคลาสสิกนั้น มีการจัดงานเทศกาลขึ้นเพื่อเซ่นสรวงพระแม่ประจำเมืองของตนเองอย่างเทพีอะธีนา (Athena) เช่นเดียวกับที่ชาวโรม จัดเทศกาลบูชา เทพมาร์ส (Mars) เทพเจ้าผู้เป็นพ่อเมืองของศูนย์กลางแห่งโรมัน เป็นประจำในช่วงปีใหม่ตามปฏิทินของพวกเขา ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะไม่ต่างอะไรนักกับการบวงสรวงสังเวยพระสยามเทวาธิราชในตรุษจีน (ซึ่งก็คือช่วงปีใหม่เหมือนกัน เพียงแต่เป็นปีใหม่ตามปฏิทินแบบจีน) แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชนชาวยุโรปนิยมกระทำกันในยุคอาณานิคมหรอกนะครับ
เพราะชาติตะวันตกในยุคนี้นิยมที่จะใช้รูปเทพและเทพีในยุคนี้ในความหมายเชิงสัญลักษณ์ ที่แสดงแทนความเป็นชาติของตนเอง มากกว่าที่จะยกให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองบ้านเมือง ตามความหมายอย่างเก่า
ดังนั้น แม้ว่าการสร้างร่างจำแลงของความเป็นชาติออกมาในรูปของเทพหรือเทพีประจำชาติ จะเป็นสิ่งที่นิยมกันในช่วงยุคสมัยนั้น แต่การที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาเทวดาผู้เป็นอารักษ์ประจำประเทศสยาม จึงมีความเชื่อในทำนองผีสางเทวดาปะปนอยู่ด้วยแน่ ดังจะเห็นได้จากวิธีการที่รัชกาลที่ 4 ทรงปฏิบัติกับพระสยามเทวาธิราช ในทำนองที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ยืนยันสิทธิธรรมในการปกครองของพระองค์นี่เอง

พระสยามเทวาธิราชดูจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายกันในวงกว้างมากยิ่งขึ้นในรัชสมัยต่อมา เมื่อรูปของพระสยามเทวาธิราชไม่ได้ถูกสงวนเก็บเอาไว้แต่เพียงในรั้วกำแพงของพระบรมมหาราชวังเพียงถ่ายเดียวเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว
ตัวอย่างก็คือ เมื่อคราวที่มีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 100 ปี เมื่อเรือน พ.ศ.2425 นั้น รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญดุษฎีมาลา” สำหรับพระราชทานแก่บรรดาผู้มีความชอบ โดยได้มีการอัญเชิญรูปพระสยามเทวาธิราชมาไว้ในเหรียญด้วย
เหรียญดุษฎีมาลาดังกล่าวมีรูปทรงกลมรีอย่างรูปไข่ ตรงกลางเหรียญด้านหนึ่งประดิษฐานรูปรัชกาลที่ 5 ผินพระพักตร์ไปทางซ้ายของเหรียญ มีอักษรตามขอบเบื้องบนว่า “จุฬาลังกรณว์หัส์สปรมราชาธิราชิโน” ขอบเบื้องล่างเป็นช่อชัยพฤกษ์ไขว้กัน
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ เป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ ยืนพิงโล่ตราแผ่นดิน พระหัตถ์ขวาทรงพวงมาลัย และทำท่าทางเหมือนจะสวมตรงชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน โดยในโล่ล้อมรอบด้วยชัยพฤกษ์นั้นเว้นพื้นที่ไว้สำหรับจารึกชื่อของผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลานั่นเอง
ใต้แท่นทรงยืนของพระสยามเทวาธิราช มีข้อความ “1244” บอกปีจุลศักราชที่สร้าง และมีอักษรตามขอบว่า “สยามิน์ทปรมราชตุฏธิป์ปเวทนํอิทํ” ที่ริมขอบเหรียญจารึกอักษรว่า “สัพ์เพสํ สํฆภูตานํ สามัค์คีวุฏ์ฒิสาธิกา” ด้านบนเหรียญมีพระขรรค์ชัยศรีกับธารพระกรเทวรูปไขว้กัน มีห่วงยึดกับเหรียญและติดกับแผ่นโลหะจารึกว่า “ทรงยินดี”
ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญนี้ ไม่มีประกาศนียบัตร เพราะจารึกชื่อผู้ได้รับลงไปในเหรียญแล้ว”
แน่นอนว่า การนำรูปของเทพหรือเทพีผู้เป็นบุคลาธิษฐานของชาติมาประดับไว้บนเหรียญตรา เป็นสิ่งที่ปรากฏมาก่อนในโลกตะวันตกหลากหลายประเทศ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยสักเท่าไรนักในสังคมสยามยุคโน้นหรอกนะครับ
ดังนั้น การนำรูปของพระสยามเทวาธิราชไปประดับเอาไว้ในเหรียญที่ระลึกเหล่านี้ ย่อมทำให้ทั้งรูปลักษณ์ และความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาอารักษ์ของประเทศสยามองค์นี้แพร่กระจายออกไปในสังคมวงกว้างขึ้น
ในขณะเดียวกันก็เห็นได้ถึงวิธีการที่รัชกาลที่ 5 ทรงใช้กับพระสยามเทวาธิราช ที่ไม่ได้ทรงปฏิบัติในฐานะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะสื่อสารได้โดยผ่านพิธีกรรมเพียงอย่างเดียว
แต่ยังทรงเลือกใช้เทวดาอารักษ์ของประเทศสยามองค์นี้ ในความหมายของร่างจำแลงของความเป็นชาติ ตามอย่างที่โลกตะวันตกในยุคสมัยนั้นนิยมกันอยู่
ซึ่งก็เห็นได้ถึงมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างพระองค์กับพระราชบิดาของพระองค์ คือรัชกาลที่ 4 อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การที่รูปของพระสยามเทวาธิราชนี้ถูกประทับอยู่บนเหรียญที่ระลึกการครบรอบ 100 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็คือ 100 ปีของราชวงศ์จักรีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อในฝั่งของเหรียญนั้นประดับไว้ด้วยรูปของรัชกาลที่ 5 เหรียญดุษฎีมาลานี้จึงได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงถึงกันของชาติสยาม และราชวงศ์ของผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามที่มีเทวดาอารักษ์องค์นี้คุ้มครอง พร้อมกับยืนยันถึงสิทธิธรรมในการปกครองประเทศไปด้วยในพร้อมกันนั่นเอง

นอกจากนี้ ในเรือน พ.ศ.2431 รัชกาลที่ 5 ยังทรงได้สร้างเหรียญราชอิสริยาภรณ์ที่มีการอัญเชิญรูปพระสยามเทวาธิราชมาไว้ในเหรียญขึ้นอีกชุดหนึ่ง เพื่อเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ไปราชการสงครามปราบฮ่อเมื่อ พ.ศ.2427 หรือที่เรียกกันทั่วไปภายหลังว่า “เหรียญปราบฮ่อ”
เหรียญปราบฮ่อนี้เป็นเหรียญเงินรูปกลม ด้านหนึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 หันพระพักตร์ไปทางซ้าย มีพวงมาลัยรองรับ เบื้องบนเป็นแถวอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความ “จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช”
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเหรียญเป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงคอช้าง ถือพระแสงของ้าว มีควาญนั่งอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง รองรับด้วยกลุ่มแพรแถบ เบื้องบนของรูปนั้นมีอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความมีจุลศักราชที่ทำสงครามกับฮ่อครั้งต่างๆ
การเชื่อมโยงรูปของ “พระสยามเทวาธิราช” เข้ากับเหตุการณ์ในคราว “สงครามปราบฮ่อ” นี้ ย่อมเป็นการสร้างความชัดเจนให้กับพระสยามเทวาธิราช ในฐานะร่างจำแลงของความเป็นชาติสยามให้เด่นชัดขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมา
เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นชาติในแง่มุมที่ประชาชนทั่วไปจับต้องได้อย่างเรื่องของการสงคราม และความสงบมั่นคงของชาติ (ถึงแม้ว่า จะเป็นจินตกรรมของความเป็นชาติหนึ่งเดียวกัน ในดินแดนที่ไกลลิบจากศูนย์กลางของประเทศอย่างกรุงเทพฯ แถมยังไม่ได้อยู่ในอาณาเขตประเทศปัจจุบันด้วยซ้ำ จนชาวกรุงฯ ในยุคนั้นคงจะนำภาพของสมรภูมิในทุ่งเชียงคำของเขตลาวพวน มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรเลยก็เถอะ) ของพวกตนนั่นเอง
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปด้วยว่า ในช่วงระหว่างที่รัชกาลที่ 5 ครองราชย์อยู่นั้น พระองค์ได้ทรงปฏิรูปประเทศสยาม ให้มีความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ อย่างที่นานาอารยประเทศยอมรับ
ไม่ว่าจะเป็นการปักปันเขตแดน จนทำให้ประเทศสยามได้มาซึ่งดินแดน ตามเขตแดนที่ระบุเอาไว้ในแผนที่อย่างที่ไม่เคยมีมา
การยกเลิกไพร่ทาส อันเป็นระบบการจัดการประชากร ที่ใช้กันมาแต่โบราณของสยาม และก็มีปัญหาเรื่องการจัดการอำนาจของมูลนายที่สะสมไพร่มาโดยตลอด จนนำมาซึ่งการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางคือกษัตริย์ จนเกิดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นต้น
ในการนี้เอง บุคลาธิษฐานของความเป็นชาติย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้าใจว่าชาติคืออะไร หรือมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ตามอย่างที่ผู้ถืออำนาจในชาติอยากให้เป็นด้วยแน่ ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งหลายที่คุ้นเคยอยู่กับกับรัฐจารีตของอุษาคเนย์โบราณ กำลังต้องเปลี่ยนผ่านเข้าไปอยู่ในประเทศที่เป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ที่บางทีแม้แต่ชนชั้นนำบางคนในยุคนั้น ก็อาจจะไม่เข้าใจกับรัฐในรูปแบบใหม่นี้ดีนัก
รูปของเทวดาอารักษ์ผู้ปกปักประเทศสยามที่กำลังจะรีโนเวตตัวเองขึ้นใหม่ในครั้งนั้น ย่อมสร้างจินตนาการรางๆ ให้กับรัฐที่มีเทวดาถือพระขรรค์ และทรงเครื่องอย่างกษัตริย์คอยปกปักรักษาพวกเขา ให้พ้นจากอำนาจของชาติเจ้าอาณานิคมได้ดีในระดับหนึ่งเลยแน่
แต่รัชกาลที่ 5 เองก็ไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อพระสยามเทวาธิราช ในฐานะร่างจำแลงของประเทศ ตามอย่างโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ เพราะพระองค์ก็ทรงปฏิบัติต่อเทวดาอารักษ์องค์นี้ในมุมของความศักดิ์สิทธิ์ด้วย แถมยังดูเหมือนว่า พระองค์จะเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเทพผู้ปกปักรักษาสยามองค์นี้ให้มีความหมายชัดเจน เสียยิ่งกว่าที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงเคยกระทำไว้อีกต่างหาก (มีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
