พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (1)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
พระสยามเทวาธิราช คือรูปของเทวดาที่ปกปักรักษาแผ่นดินสยาม ที่สืบเนื่องต่อมาจนกลายเป็นประเทศไทย
ตัวประติมากรรมหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งองค์ ทรงมงกุฎและเครื่องต้นแบบกษัตริย์ มีรูปทรงต้น ยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายจีบนิ้วมือยกพระหัตถ์เสมอพระอุระ งดงามได้สัดส่วน
โดยแต่ดั้งเดิมนั้น ได้มีการสร้างเรือนแก้วที่ทำด้วยไม้จันทน์แบบวิมานเก๋งจีน แกะสลักปิดทอง มีคำจารึกที่เบื้องผนังหลังเป็นอักษรภาษาจีน แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ที่สิงสถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช” ไว้สำหรับประดิษฐานด้วย
และถึงแม้ว่า จะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวไทย แต่อะไรที่เรียกว่า “พระสยามเทวาธิราช” นี้ กลับมีประวัติความเป็นมาที่ค่อนข้างจะคลุมเครือ
เพราะนอกจากจะไม่มีประกาศการสถาปนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชาติ “สยาม” องค์นี้อย่างเป็นทางการแล้ว ผมก็ยังค้นหาหลักฐานทางตรงที่เกี่ยวกับประวัติ หรือวัตถุประสงค์ของการสร้างเทวดาประจำชาติสยามองค์นี้ไม่พบเลยสักชิ้นอีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปด้วยว่า พระสยามเทวาธิราชนั้นได้ถูกสถาปนาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง โดยข้อมูลบางแหล่งก็ระบุชัดลงไปอีกด้วยว่า เทวดาผู้ปกปักรักษากรุงสยามองค์นี้ ได้ถูกสถาปนาขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2402-2403 (แต่ก็ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่แน่ชัดอีกอยู่ดีนั่นแหละ ว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องหรือไม่อยู่นั่นเอง)
แหล่งข้อมูลที่มักจะถูกอ้างถึงกันบ่อยครั้ง ในงานค้นคว้าที่เกี่ยวของกับประวัติของพระสยามเทวาธิราชนั้นก็คือ บทความชิ้นหนึ่งของ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล (พ.ศ.2438-2533) ที่มีชื่อว่า “พระสยามเทวาธิราช” ซึ่งได้อ้างถึงประวัติศาสตร์ของไทยว่า กรุงศรีอยุธยาเคยเสียกรุงถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกได้สมเด็จพระนเรศวรมากอบกู้ ส่วนอีกครั้งก็คือสมเด็จพระเจ้าตากสิน
จากนั้นจึงค่อยกล่าวถึงการเข้ามาคุกคามของลัทธิล่าอาณานิคม จากโลกตะวันตก ซึ่งสรุปตบท้ายลงที่พระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 4 ซึ่งสามารถนำพาสยามพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อคราวที่เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (John Bowring, พ.ศ.2335-2415) ได้เดินทางเข้ามาที่กรุงสยาม จนทำให้สยามกลายเป็นชาติเดียวในภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่ไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก
ท่านหญิงพูนฯ ได้กล่าวต่อไปในทำนองที่ว่า ด้วยปูมหลังของสยามประเทศไทยที่ได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นานาอย่างนี้เอง ที่ทำให้รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริที่จะจัดสร้างรูปเทวดาอารักษ์ประจำประเทศสยามขึ้นมา ดังความที่ว่า
“เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิดๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ 1) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด 8 นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม ‘พระสยามเทวาธิราช’ แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้”
ถึงแม้ว่า ท่านหญิงพูนฯ จะเป็นพระธิดาของผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” อย่าง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งก็คือพระโอรสในรัชกาลที่ 4 อันแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดกับข้อมูล
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏอยู่นั้น จะถูกต้องและเป็นจริงไปเสียหมด
ตัวอย่างเช่น บางแหล่งข้อมูลได้ระบุว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น ได้ประดิษฐานรูปพระสยามเทวาธิราชเอาไว้ใน “พระที่นั่งทรงธรรม” (ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่า คือพระที่นั่งองค์เดียวกันกับองค์ซึ่งมีประวัติว่า รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อรับช้างเผือกเอกที่คล้องมาได้ แต่ช้างได้ล้มลงเสียก่อน จึงได้รื้อเอาไปไว้ที่วัดราชประดิษฐ์ และถูกใช้เป็นศาลาการเปรียญของวัดมาจนทุกวันนี้) ก่อนที่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้โปรดให้ไปประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ที่มาของข้อมูลการประดิษฐานพระสยามเทวราธิราชไว้ที่พระที่นั่งทรงธรรมนี้ ก็คลุมเครือเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานด้วยว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้จัดให้มี “พระราชพิธีบวงสรวง” หรือ “การสังเวยพระสยามเทวาธิราช” ขึ้น เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ และแสดงความเคารพถึงผู้ช่วยดูแลบ้านเมืองให้ร่มเย็น ในตอนแรกมีการอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปตั้งสังเวยในงานพระราชกุศลเลี้ยงตรุษจีน มีการสักการะประจำวัน แต่เน้นเครื่องสังเวยแบบเล็กๆ น้อยๆ คล้ายเครื่องเซ่น ซึ่งเดิมจะจัดกันเป็นการใหญ่โต โดยมีการนำพระสยามเทวาธิราช และเทวรูปกับเจว็ดมุก จากหอแก้วพระภูมิไปประดิษฐานที่บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
แต่ต่อมาธรรมเนียมนี้ซบเซาลง จึงเหลือเพียงการสังเวยพระสยามเทวาธิราช ณ พระที่นั่งทรงธรรมเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า แต่เดิมคงจะมีการประดิษฐานพระสยามเทวาธิราชเอาไว้ในพระที่นั่งทรงธรรม ดังนั้น เมื่อมีการย่นย่อพระราชพิธีลงจึงได้เลือกที่จะจัดพิธีสังเวยขึ้นที่ประดิษฐานพระสยามเทวาธิราชนั่นเอง
ดังนั้น ข้อมูลที่ท่านหญิงพูนฯ ได้ระบุไว้ในข้อเขียนเรื่อง “พระสยามเทวาธิราช” นั้น จึงอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อข้อเขียนชิ้นนี้ไม่ได้มีลักษณะในเชิงของการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเขียนเชิงเล่าเรื่องที่รับฟังมาแบบปากต่อปากในรั้วในวังเสียมากกว่า
และผมก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่เรื่องของสถานที่ประดิษฐานแต่แรกเริ่มของพระสยามเทวาธิราช อย่างที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นเท่านั้นนะครับ แต่ยังอยากชี้ชวนให้ลองสำรวจถึงความเป็นไปได้อย่างอื่น ในการกำเนิดขึ้นของเทวดาอารักษ์ของประเทศสยามองค์นี้ นอกเหนือจากความเชื่อที่ว่า รัชกาลที่ 4 จะมีพระราชดำริว่า ประเทศสยามนั้นมีเทพยดาคอยพิทักษ์รักษาอยู่ อย่างที่ท่านหญิงพูนฯ ได้อ้างเอาไว้

แน่นอนความเชื่อที่ว่า พระสยามเทวาธิราชเป็นเทพยดาที่คอยพิทักษ์รักษาประเทศสยามนั้น เป็นชุดความเชื่อที่มีอยู่ในสมัยที่ท่านหญิงพูนฯ ได้มีชีวิตอยู่แล้ว หลักฐานสำคัญก็คือข้อความที่ปรากฏอยู่ใน “ประกาศสังเวยเทวดาตรุศจีน” (โปรดอย่าลืมว่า การสังเวยพระสยามเทวาธิราชในสมัยแรกเริ่มนั้น กระทำกันในงานพระราชกุศลเลี้ยงตรุษจีน) ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงพระสยามเทวาธิราชเอาไว้ว่า
“พระสยามเทวาธิราช มีอำนาจได้อภิบาล การบริรักษ์บำรุง กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยานี้ เป็นอธิบดีนาม ในสยามรัฐิกเทพยสยสฐาน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
และก็เป็นด้วยบรรยากาศอย่างนี้เอง การที่ท่านหญิงพูนฯ จะมีความคิดเห็นไปในทำนองที่ว่า รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริว่า ประเทศสยามนั้นมีเทวดาอารักษ์คอยปกป้องประเทศอยู่นั้น ก็จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกนะครับ
สิ่งที่น่าแปลกใจมากกว่าก็คือ การที่ประกาศสังเวยเทวดาในสมัยรัชกาลที่ 4 เท่าที่กรมศิลปากรได้ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาทั้งหมดนั้น กลับไม่พบข้อความที่อ้างถึงพระสยามเทวาธิราชเลยแม้แต่แห่งเดียว (แน่นอนที่เป็นไปได้ด้วยว่า มีประกาศสังเวยเทวดาบางชิ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เอ่ยพระสยามเทวาธิราชไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมา) ทั้งที่ก็มีพระราชพิธีการสังเวยพระสยามเทวาธิราชในช่วงตรุษจีนอยู่แล้วต่างหาก
ควรสังเกตด้วยว่า ในช่วงเวลาหลังการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริงในเมื่อเรือน พ.ศ.2399 นั้น เป็นช่วงเวลาชาติมหาอำนาจของยุโรปได้มีการใช้รูปภาพของเทพ-เทพีผู้เป็นบุคลาธิษฐานของชาติตนเอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงถึงเจตจำนงของชาติตนเองอยู่บ่อยครั้ง (ดูใน ข้อเขียนเรื่อง แนวคิดเรื่อง “แผ่นดินแม่” มาตุภูมิ มาจากไหน? ของผู้เขียน ตีพิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวีนที่ 20-26 กุมภาพันธ์ 2569)
ในช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายก้าวหน้าในฝรั่งเศสมักจะแสดงออกถึงเจตจำนงที่จะเป็นสาธารณรัฐ ด้วยภาพของเทพีมารีแอนน์ (Marianne) ซึ่งเป็นไปได้ที่นักปราชญ์อย่างรัชกาลที่ 4 จะทรงรู้จักผ่านสังฆราชปัลเลอกัวซ์ (พ.ศ.2348-2405) บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นมิตรสหายคนสนิทของพระองค์
ในขณะที่อังกฤษ ในยุคของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2380-2444) ก็ทรงนิยมชมชอบที่จะให้เรือของสหราชอาณาจักรมีรูปของเทพีบริตาเนีย (Britania) ผู้เป็นพระแม่ของชนชาวอังกฤษ ประทับอยู่ที่หัวเรือ พร้อมกับได้เพิ่มเติมให้พระนางได้ทรงไว้ซึ่ง “ตรีศูล” อันเป็นสัญลักษณ์ความเป็น “จ้าวสมุทร” ของเทพเจ้ากรีกอย่าง โพไซดอน (Poseidon, โรมันเรียก เนปจูน [Neptune]) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเกรียงไกรของกองทัพเรือแห่งสหราชอาณาจักร ในยุคสมัยของพระองค์
และก็เป็นสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียนี่แหละที่ส่งเซอร์ จอห์น เบาว์ริง มาเจรจากับรัชกาลที่ 4 ถึงประเทศสยาม
เอาเข้าจริงแล้ว การมีเทพ หรือเทพี ผู้เป็นบุคลาธิษฐานของประเทศในช่วงยุคอาณานิคมที่รัชกาลที่ 4 มีพระชนม์ชีพอยู่นั้น จึงไม่ได้มีอยู่เฉพาะแค่มุมของความเชื่อเรื่อง “ผีสางเทวดา” เพียงถ่ายเดียว แต่กลับมีมุมที่เป็นเทรนด์ของความศิวิไลซ์ จากชาติมหาอำนาจโลกตะวันตกอยู่ด้วยเช่นกัน
ควรสังเกตด้วยว่า “พระสยามเทวาธิราช” นั้น มีลักษณะของความเป็นเทพยดา ที่ปกปักคุ้มครองรัฐชาติสยาม ซึ่งเป็นสิ่งเกิดใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 มากกว่าที่จะเป็น “ผีบรรพชน” ที่ปกปักรักษาเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นการเฉพาะอย่าง “พระหลักเมือง” หรือ “พระเสื้อเมือง” “พระทรงเมือง” ที่มีแยกขาดจากกันในแต่ละชุมชนเมือง ลักษณะเช่นนี้จึงใกล้เคียงกับเทพ หรือเทพี อันเป็นบุคลาธิษฐานของประเทศ ในโลกตะวันตกมากกว่า
ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากด้วยว่า แนวคิดในการสถาปนา “พระสยามเทวาธิราช” ขึ้นมา เป็นเทวดาผู้คุ้มครองประเทศสยามของรัชกาลที่ 4 นั้น จะมีภาพลักษณ์ความเป็นสมัยใหม่ของชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นแรงบันดาลใจสำคัญอยู่ด้วย (มีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
