bg-single

พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (2)

30.03.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ถึงแม้ว่าการสร้างรูปเทพหรือเทพีประจำชาติจะเป็นสิ่งที่นิยมกันอยู่ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการแสดงออกถึงคุณลักษณะ หรือเจตจำนงของชาติตนเอง จะเป็นสิ่งที่นิยมอยู่ในกลุ่มชาติมหาอำนาจตะวันตก ช่วงยุคอาณานิคม

จนอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนา “พระสยามเทวาธิราช” ขึ้นตามสมัยนิยมก็ตาม

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงสถาปนาเทวดาอารักษ์ประจำประเทศสยามขึ้นนั้น ก็ควรมีปัจจัยในส่วนของความเชื่อส่วนพระองค์ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะเมื่อมีหลักฐานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่า รัชกาลที่ 4 เองก็ทรงเชื่อเรื่องเกี่ยวกับเทวดาอารักษ์อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

ตัวอย่างที่สำคัญอยู่ในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งของพระองค์เอง ที่ได้ถูกอ้างถึงเอาไว้ในหนังสือ “พระเจ้ากรุงสยาม” ของปราชญ์ผู้ล่วงลับอย่าง อ.สมบัติ พลายน้อย เจ้าของนามปากกา ส.พลายน้อย (พ.ศ. 2472-2565)

โดยเป็นเรื่องที่เล่าถึงการเสด็จฯ ทอดพระเนตรนา ณ ท้องสนามหลวง พร้อมกับพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งหลาย ซึ่งเมื่อเสด็จกลับก็ได้เกิดอุบัติเหตุรถม้าพลิกคว่ำลง แต่เคราะห์ดีที่ม้าลากรถไม่ตื่นตกใจจนวิ่งลากรถไปต่อ จึงทำให้ทุกพระองค์ปลอดภัย หรือได้รับบาดเจ็บก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยทรงกล่าวถึงเหตุที่ทำให้พระองค์ และพระราชโอรส พระราชธิดาทรงไม่ได้รับบาดเจ็บว่า เกิดจากเทวดาอารักษ์ช่วยคุ้มครอง ดังความที่ว่า

“จะว่ามีเหตุทั้งนี้เพราะบุญท่านผู้อื่นทับ ผีสางเทวดา ของท่านผู้อื่นมาตัดบังเหียนม้าเสีย บุญของข้าก็ยังได้อยู่ ผีสางเทวดาที่ยังรักข้าอยู่ก็ช่วยข้า ม้าจึงไม่วิ่งไป รถจึงไม่ได้ทับข้าแลลูกให้เป็นอันตรายฤๅเจ็บมาจนเสียราชการ…ข้าขอบใจเทวดาอารักษ์หนักหนาทีเดียว”

เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงอ้างถึงสาเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริในการสถาปนาพระสยามเทวาธิราชขึ้นมา ดังที่ผมได้เล่าเอาไว้แล้วในตอนก่อนหน้านี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่กล่าวออกมาโดยไม่ได้มีเค้าเงื่อนของความจริงหรอกนะครับ

เพียงแต่ว่า ในข้อเขียนเรื่อง “พระสยามเทวาธิราช” ของท่านหญิงพูนฯ นั้น ได้กล่าวถึงเฉพาะมูลเหตุที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาพระสยามเทวาธิราชขึ้นมาเฉพาะแค่มุมทางด้านความเชื่อของพระองค์เพียงถ่ายเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งเลยว่ามีปัจจัยอื่นๆ ที่ได้ทำให้พระองค์มีพระราชดำริในการสร้างรูปอารักษ์ของสยามประเทศองค์นี้อยู่อีกให้เพียบ

ควรทราบด้วยว่า นักวิชาการหลายท่านเคยแสดงความเห็นเอาไว้ในทิศทางใกล้เคียงกันว่า นอกเหนือจากความเชื่อส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 4 แล้ว มูลเหตุที่ทำให้พระองค์มีพระราชดำริที่จะสถาปนาพระสยามเทวาธิราชขึ้นมานั้น ควรที่จะเกี่ยวข้องอยู่กับอะไรที่เรียกว่า “การเมือง”

ไม่ว่าจะเป็น “การเมืองภายใน” และ “การเมืองระหว่างประเทศ” ในช่วงสมัยดังกล่าว

ในกรณีของ “การเมืองภายใน” นั้น ต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ในช่วงก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะเสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งอำนาจในการบริหารบ้านเมืองส่วนใหญ่อยู่ในการควบคุมของขุนนางตระกูลใหญ่อย่างตระกูล “บุนนาค”

ขุนนางตระกูลบุนนาคนี้เองที่ได้สนับสนุนรัชกาลที่ 3 ให้ขึ้นครองราชย์ ก่อนรัชทายาทตามโบราณราชประเพณีในรัชกาลที่ 2 อย่างเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ รัชกาลที่ 4) โดยในช่วงสมัยของรัชกาลที่ 3 นั้น ได้เกิดการค้ากับจีน-ตะวันตกอย่างคึกคัก เศรษฐกิจขยายตัว ขุนนางตระกูลบุนนาคจึงมีอำนาจสูงมาก ดำรงตำแหน่งสำคัญในการบริหารบ้านเมืองอย่างมากมาย

แต่ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต พระองค์เจ้าอรรณพ (พ.ศ.2363-2409) ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์กลับไม่ได้ขึ้นครองราชย์ต่อตามอย่างที่พระราชบิดาได้ทรงคาดหวังเอาไว้ เพราะขุนนางตระกูลบุนนาคได้หันไปเลือกสนับสนุนเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ตลอดช่วงสมัยที่รัชกาลที่ 3 ครองราชย์อยู่

ว่ากันว่า เหตุเป็นเพราะบรรดาขุนนางตระกูลบุนนาคนั้นมองว่า เจ้าฟ้ามงกุฎทรงครองสมณเพศนาน ไม่มีทหารไพร่พลเป็นฐานอำนาจเหมือนพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ โอกาสที่จะมาลดทอนอำนาจทางการเมืองของตระกูลคงจะเป็นไปได้ยาก

พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง //ภาพจาก FB พิกุลบรรณศาลา

แต่รัชกาลที่ 4 นั้นทรงเข้าใจ “การเมืองภายใน” นี้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงทรงวางกุศโลบายหลายอย่างในการลิดรอนอำนาจของขุนนางตระกูลดังกล่าว เช่น การส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองได้

รวมถึงมักจะอธิบายกันต่อไปด้วยว่า การสถาปนาพระสยามเทวาธิราชขึ้นมานั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกับสถานการณ์วุ่นวายของการเมืองภายในสยามเองนี้ด้วยเช่นกัน

เพราะ “พระสยามเทวาธิราช” นั้น ได้ถูกถือเป็นสัญลักษณ์ของการสร้าง “อำนาจ” ขึ้นมาใหม่ให้รวมศูนย์อยู่เพียงที่เดียว ซึ่งก็คือองค์รัชกาลที่ 4 เองนั่นแหละครับ

ในขณะที่ “การเมืองระหว่างประเทศ” นั้น ย่อมหมายถึงภัยที่เกิดจากลัทธิอาณานิคม ซึ่งเข้ามาพร้อมกับชาติมหาอำนาจจากโลกตะวันตกในสมัยนั้น ซึ่งทำให้สยามต้องพยายามปรับตัวให้มีความ “ศิวิไลซ์” เพื่อแสดงความเป็นอารยะของชาติสยาม

ซึ่งก็ทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศสยามให้มีความทันสมัยในหลายด้าน พร้อมกับได้เริ่มต้นการปรับเปลี่ยนสยามให้กลายเป็น “รัฐชาติสมัยใหม่” ขึ้นมา

ในกรณีนี้ “พระสยามเทวาธิราช” จึงไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงสิทธิธรรมในการปกครองของพระองค์ต่อกลุ่มอำนาจภายในประเทศสยามเท่านั้น เพราะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พระองค์เช่นนี้ ย่อมแสดงถึงสิทธิอันชอบธรรมในการปกครองสยามของพระองค์ ต่อนานาอารยประเทศไปในพร้อมกันนั้นด้วย

“พระสยามเทวาธิราช” ภาพซ้าย : พระสยามเทวาธิราช สมัยรัชกาลที่ ๔, ภาพขวา : พระป้าย สมัยรัชกาลที่ ๕ พระพักตร์เหมือน รัชกาลที่ ๔ (สร้างคล้ายพระสยามเทวาธิราช) ภาพจาก FB โบราณนานมา

แต่ผมอยากจะย้ำเอาไว้อีกสักครั้งด้วยว่า หากจะพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า การนำรูปเทพ-เทพีขึ้นเพื่อเป็นบุคลาธิษฐานของประเทศนั้น กำลังเป็นที่นิยมของชาติมหาอำนาจตะวันตกในช่วงสมัยนั้น “พระสยามเทวาธิราช” เองก็ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความทันสมัย ในฐานะรูปจำแลงของความเป็นรัฐชาติสยาม ไม่ต่างอะไรไปจากเทพีบริตาเนีย (Britannia) ของอังกฤษ หรือเทพีมารีแอนน์ (Marianne) แห่งฝรั่งเศส

“ตรีศูล” อันเป็นอาวุธประจำกายของเทพเจ้าแห่งมหาสมุทรโพไซดอน ที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียโปรดให้ใส่เพิ่มเติมไว้ในรูปของเทพีบริตาเนียในยุคสมัยของพระองค์ เพื่อยืนยันถึงความเกรียงไกรของราชนาวีแห่งสหราชอาณาจักร ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความสื่อความถึงความภาคภูมิใจในความเป็นอังกฤษ

ไม่ต่างอะไรกับ “หมวกฟรีเจียน” (Phrygian cap) บนพระเศียรของเทพีมารีแอนน์ ผู้เป็นร่างจำแลงแห่งเจตจำนงแห่งความเป็นสาธารณรัฐของชาวฝรั่งเศส

เพราะหมวกฟรีเจียน ซึ่งก็คือหมวกทรงกรวย ที่ทำจากผ้าสักหลาด ปลายยอดของหมวกแหลมโค้งลงมาทางด้านหน้า และมักจะมีสีแดงนี้ ก็คือสิ่งที่ในวัฒนธรรมโรมันได้ใช้สวมใส่ให้กับ “ทาส” ที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็น “อิสระ” แล้ว

ดังนั้น เมื่อเทพีมารีแอนน์ได้สวมใส่หมวกดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงเจตจำนงในการเป็นสาธารณรัฐของฝรั่งเศส ภายหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ เมื่อ ค.ศ.1789 (พ.ศ. 2332) ได้เป็นอย่างดี

เทพีบริตาเนีย (Britannia) ของอังกฤษ

“พระขรรค์” และ “มงกุฎ” รวมไปถึงเครื่องทรงอย่างกษัตริย์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรูปของ “พระสยามเทวาธิราช” ทำหน้าที่ไม่ต่างกันนัก เพราะถึงแม้ว่า “เทวดา” อย่างไทยนั้น ก็มักจะทรงเครื่องกันในรูปแบบทำนองนี้อยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏอยู่ในรูปของเทวดาอารักษ์ประจำประเทศสยามแล้ว ก็ชวนให้อดที่จะขบคิดจนลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าปกติไม่ได้

เพราะทั้ง “พระขรรค์” และ “มงกุฎ” นั้น ต่างก็เป็นสัญลักษณ์สำคัญของความเป็น “กษัตริย์” ในวัฒนธรรมไทย ดังปรากฏอยู่ในกลุ่มเครื่อง “เบญจราชกกุธภัณฑ์” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็คือ “พระแสงขรรค์ไชยศรี” และ “พระมหาพิชัยมงกุฎ” ที่มีความโดดเด่นมากกว่าเครื่องราชกกุธภัณฑ์อีก 3 อย่างที่เหลือ (ธารพระกร, พัดวาลวิชนี และฉลองพระบาทเชิงงอน) อย่างเห็นได้ชัด

ในกรณีนี้ รูปพระสยามเทวาธิราชจึงเป็นการแสดงความเป็น “สยาม” ที่กลุ่มอำนาจขั้วรัชกาลที่ 4 จินตกรรมถึง ผ่านรูปสัญลักษณ์ของความเป็น “กษัตริย์” ผ่านทาง “พระขรรค์” ที่ทรงไว้ในพระหัตถ์

และ “มงกุฎ” ที่ประดับอยู่บนเศียรของพระสยามเทวาธิราช ไม่ต่างอะไรกับ “ตรีศูล” ในพระหัตถ์ของเทพีบริตาเนีย หรือหมวก “ฟรีเจียน” บนเศียรของเทพีมารีแอนน์ เลยสักนิด

อย่างไรก็ตาม ความเป็นอังกฤษถูกแสดงผ่านเทพีบริตาเนีย ผ่านเรือใหญ่น้อยของสหราชอาณาจักรที่ประทับรูปพระแม่นางนี้ไว้ที่หัวเรือ ที่แล่นผ่านดินแดนต่างๆ ของโลก ในขณะที่เจตจำนงในความเป็นสาธารณรัฐของฝรั่งเศส ก็ถูกแสดงผ่านภาพของเทพีมารีแอนน์ที่ปรากฏอยู่บนสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ อยู่เนืองๆ

แต่เรากลับไม่มีหลักฐานของการเผยแพร่รูปพระสยามเทวาธิราช ในสมัยรัชกาลที่ 4 มากนัก นอกจากที่จะมีการอัญเชิญมาทำพิธีบวงสรวงสังเวยในงานพระราชกุศลเลี้ยงตรุษจีน ที่บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังเป็นประจำทุกปีเพียงเท่านั้น

แถมต่อมาในภายหลังธรรมเนียมนี้ซบเซาลง จึงเหลือเพียงการสังเวยพระสยามเทวาธิราช ณ พระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งควรจะเป็นที่ประดิษฐานเดิมในสมัยรัชกาลที่ 4 อีกต่างหาก

ดังนั้น หากจะเปรียบเทียบในกรณีนี้ รูปพระสยามเทวาธิราชในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้ คงจะเป็นสิ่งที่ถูกจำกัดอยู่ภายในศูนย์กลางของวงอำนาจทางการเมืองการปกครอง ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คือพระบรมมหาราชวังเพียงเท่านั้น

ทั้งยังมีลักษณะเชิงพิธีกรรม และความศักดิ์สิทธิ์ แตกต่างไปจากรูปเทพ-เทพีประจำชาติของมหาอำนาจตะวันตกในยุคเดียวกัน ที่มีฐานะในเชิงบุคลาธิษฐานของชาติ มากกว่าที่จะถูกใช้ในเชิงความเชื่อ หรือพิธีกรรม

อย่างไรก็ตาม ลักษณะอย่างนี้ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปในรัชสมัยถัดมา (มีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’