คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

ช่วงนี้กำลังมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและสัปดาห์หนังสือนานาชาติ มิตรสหายบางคนก็เลยอยากให้แนะนำหนังสือสักเล่ม

            คำตอบของผมคือชี้เป้าไปที่ “เกิดใหม่ในกองเพลิง” รวมเรื่องสั้นจีนสมัยใหม่ 9 เรื่องจากฝีมือของ 9 นักเขียน ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 เนื่องในวาระโอกาสครบรอบหนึ่งศตวรรษของ “เหตุการณ์ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919”

            อันเป็นชัยชนะของขบวนการเรียกร้องทางวัฒนธรรมใหม่ในกรุงปักกิ่งและต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติ

            นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์จีนที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคเก่าเข้าสู่สมัยใหม่

            เกิดใหม่ในกองเพลิงเป็นอุปลักษณ์ (Metaphor) ที่อาศัย “นกเฟิ่งหวง” ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานจีนมาผสมกับนกฟีนิกซ์ในตำนานของชาวตะวันตกที่สามารถถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้อีกในกองไฟ

            นกเฟิ่งหวงที่ฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งเป็นอุปมาเปรียบเทียบกับชาติจีนที่แม้จมอยู่ท่ามกลางวิกฤตยาวนาน แต่ก็สามารถเกิดใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง

            สะท้อนให้เห็นการปรับตัวอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพื่อก้าวไปข้างหน้าและสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

หนังสือนี้จัดพิมพ์โดยความร่วมมือจากศูนย์จีนศึกษาและศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักพิมพ์มติชน ขนาดความหนา 375 หน้า ราคาปก 380 บาท มี รศ.ดร.ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ เป็นบรรณาธิการและเป็นหนึ่งในคณะผู้แปลด้วย

            สำหรับรายชื่อเรื่องสั้นทั้ง 9 ได้แก่ “เซียวเซียว” ของเสิ่นฉงเหวิน, “ทายาท” ของเยี่ยเซิ่งเถา, “ทวนปลิดวิญญาณ” ของเหลาเส่อ, “โศกศัลย์อยู่เพียงผู้เดียว” ของปิงซิน, “จม” ของอวี้ต๋าฟู, “หมา” ของปาจิน, “ความวิปโยคของร้านค้าตระกูลหลิน” ของเหมาตุ้น, “ของบำรุงของกวนกวน” ของอู๋จู่เซียง และ “บันทึกประจำวันของนาวสาวโซเฟีย” ของติงหลิง

            แต่ละเรื่องมีผู้แปลที่แตกต่างกัน ทั้งหมดล้วนเป็นนักวิชาการภาษาจีนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ

เรื่องที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในเล่มคือ “ทวนปลิดวิญญาณ” ของเหลาเส่อ แปลโดยณิชา โชควิญญู เป็นเรื่องราวของจอมยุทธ์จำนวนหนึ่งซึ่งตกอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย อันทำให้คุณค่าเดิมที่เคยยึดถืออยู่เสื่อมค่าลงจนแทบหมดความหมาย

            ตัวเอกของเรื่องคือ “ซาจื่อหลง” เป็นเจ้าของสำนักคุ้มกันภัยที่เคยยิ่งใหญ่ในปฐพี แต่ถึงเพลานี้กลับกลายเป็นโรงเตี๊ยมไปแล้ว

            ซาจื่อหลงมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่ปัจจุบันกระจัดกระจายกันไปทำมาหากินเพื่อเอาชีวิตรอด

            เนื่องจากสำนักคุ้มกันภัยแบบเดิมที่ต้องอาศัยวรยุทธ์นั้นแทบไม่มีพิษสงอีกต่อไป เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้เกิดอาวุธสมัยใหม่ขึ้น ปืนเข้ามาแทนที่หอกดาบ ทักษะการยิงปืนเข้ามาแทนที่ศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิม

            โดยเหลาเส่อพรรณนาเรื่องราวว่า

            “พอมีรถไฟแล้วน่ะ ก็แล่นทะลุทะลวงไปทั่วทุกสุสานจนฮวงจุ้ยเสียไปหมด ธงสำนักคุ้มภัยสีแดงเข้มล้อมเต็มไปด้วยพู่งาม ดาบเหล็กในฝักหนังฉลามสีเขียว อาชาชั้นเลิศที่ผูกกระพรวนเสียงสดใส ภูมิปัญญาและคำหยาบตลอดจนวีรกรรมและชื่อเสียงสมญานามในวงนักเลง หรือแม้แต่วิทยายุทธ์และอาชีพการงานของซาจื่อหลง ล้วนเป็นเสมือนความฝันในคืนวาน ทุกวันนี้มีแต่รถไฟ ปืนยิงเร็ว การค้า และความรุนแรง ได้ยินมาว่าถึงกับมีคนคิดประหารองค์จักรพรรดิด้วย!”

            ซาจื่อหลงมีสมญาว่า “เทพทวนซาจื่อหลง” ผู้มีวิชา “ทวนห้าพยัคฆ์ปลิดวิญญาณ” อันเลื่องชื่อ

            ในสมัยรุ่งเรืองนั้นเขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นปรมาจารย์ทวนผู้ไร้เทียมทานหาคู่ต่อกรมิได้

            ทว่า เรื่องราวเหล่านั้นกำลังกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานกันสนุกปาก ส่วนร่างกายของซาจื่อหลงก็เริ่มเสื่อมจากการไม่ได้ใช้งาน

            ทั่วทั้งแผ่นดินจีนกำลังถูกรุกคืบเข้ามาโดยชาติตะวันตกที่พรั่งพร้อมไปด้วยวิทยาการสมัยใหม่ สยายปีกเข้ากัดกินดินแดนมังกร ในขณะที่ชาวจีนยังคงง่วนอยู่กับความเชื่อดั้งเดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ ดังความตอนหนึ่งว่า

            “เหล่าผู้คนที่ยังครึ่งหลับครึ่งตื่น กำลังขยี้ตางัวเงีย อธิษฐานอ้อนวอนบรรพบุรุษและเทวดาฟ้าดินอยู่ แต่ไม่นานก็สูญเสียแผ่นดิน อิสรภาพ และอธิปไตยไป ด้านนอกประตูมีคนยืนออกันอยู่ด้วยสีหน้าต่างๆ กัน ปากกระบอกปืนยังร้อนผ่าว หอกยาว ศรพิษ และโล่หนาลวดลายวิจิตรของพวกเขาจะยังมีประโยชน์อันใดอีกเล่า เพราะแม้แต่บรรพชนตลอดจนเทพยดาที่เหล่าบรรพชนเลื่อมใสต่างก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงหมดแล้ว แผ่นดินจีนธงมังกรก็หมดสิ้นซึ่งเสน่ห์แห่งความลี้ลับอีกต่อไป”

ชะตากรรมของเหล่าชาวยุทธ์ทั้งหลายก็ระส่ำระสายไม่ต่างจากสถานการณ์โดยรวมของชาติ

            บางคนก็หันไปหยิบจับอาชีพอื่น

            บางคนอาศัยทักษะฝีมือที่ฝึกปรือมาสำหรับใช้ในการแสดงโชว์

            หนึ่งในผู้ที่ใช้วรยุทธ์ติดตัวไปแสวงหารายได้ใหม่ๆ และรักษาคุณค่าเดิมที่ตนมีเอาไว้ก็คือ “หวังซานเซิ่ง” ศิษย์เอกของซาจื่อหลงนั่นเอง

            เขาเปิดลานประลองยุทธ์ขึ้นที่ศาลเจ้า วาดลวดลายอวดสายตาผู้ที่ผ่านไปมา

            แต่ลีลาท่าทางของเขาก็เรียกเงินได้ไม่มากนัก เขาท้าประลองกับผู้คนที่สนใจจะวัดฝีมือกับเขา โดยอวดอ้างถึงความยิ่งใหญ่ของซาจื่อหลงซึ่งเป็นอาจารย์ของตัวเอง

            ในที่สุดก็มีเฒ่าชราผู้หนึ่งแซ่ “ซุน” ก็ก้าวออกมารับคำท้า เมื่อพิจารณาจากสภาพภายนอกแล้วชายชราผู้นี้ดูไม่น่าเกรงขามเท่าใดนัก ซ้ำยังมีทีท่าไม่แข็งแรงจนเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากผู้ชมที่รายล้อมอยู่

            ทว่า เมื่อเริ่มประลองกำลังกัน ผู้เฒ่าแซ่ซุนก็ใช้กระบองสามท่อนต่อกรกับทวนของหวังซานเซิ่งได้อย่างร้ายกาจ

            เพียงอึดใจเดียวก็สามารถกำราบหวังซานเซิ่งลงได้ ด้วยการปัดทวนของหวังซานเซิ่งร่วงลงพื้นถึงสองครั้ง

            การต่อสู้จึงยุติลงเมื่อหวังซานเซิ่งยอมรับว่าตนมิใช่คู่ต่อกรของชายชราแซ่ซุน

แต่แทนที่เรื่องจะจบลงตรงนี้

            หวังซานเซิ่งกลับพาผู้เฒ่าแซ่ซุนกลับไปที่โรงเตี๊ยมของซาจื่อหลงตามความประสงค์ของคนทั้งสอง โดยหวังซานเซิ่งรู้สึกเสียหน้าจากความพ่ายแพ้ที่เพิ่งได้รับ เขาต้องการให้อาจารย์ช่วยสั่งสอนผู้เฒ่าซุนเพื่อลบล้างความอัปยศและกู้ชื่อเสียงของสำนักกลับมา

            ส่วนผู้เฒ่าซุนเองก็ใฝ่ฝันจะได้ดวลฝีมือกับเทพทวนซาจื่อหลงมาช้านานแล้ว ถึงครานี้ก็มีโอกาสได้สัมฤทธิ์ความมุ่งหมายเสียที

            ทว่า พอถึงโรงเตี๊ยม ซาจื่อหลงกลับไม่ได้ตอบรับคำท้าจากผู้เฒ่าซุน แม้ผู้เฒ่าจะวาดลีลาให้ประจักษ์แก่สายตาก็ตาม

            ซาจื่อหลงกล่าวชมเชยฝีมือของผู้เฒ่าซุนแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะต่อสู้ด้วย พลางใช้ให้หวังซานเซิ่งไปตามลูกศิษย์ลูกหาคนอื่นๆ เพื่อเตรียมการเลี้ยงอาหารผู้เฒ่าซุนแทน

            เมื่อการประลองไม่เกิดขึ้น ผู้เฒ่าซุนจึงร้องขอให้ซาจื่อหลงช่วยถ่ายทอดวิชาทวนห้าพยัคฆ์ปลิดวิญญาณให้

            แต่ก็ไม่เป็นผล ซาจื่อหลงยืนกรานปฏิเสธพร้อมกับกล่าวว่าวิชานี้จะตายไปจากโลกพร้อมกับตัวเขา

            ทำไมซาจื่อหลงจึงตัดสินใจเช่นนั้น ผู้เฒ่าซุนทำอะไรต่อไป และหวังซานเซิ่งมีพฤติการณ์เยี่ยงไรอีก เรื่องราวนี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างไรกับเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919 ผมขอป้ายยาแต่เพียงเท่านี้

            และแนะนำให้ผู้อ่านที่สนใจลองไปค้นหาคำตอบนี้ด้วยตัวเองจะเป็นการดีที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ในก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง
เมื่อฉันเห็นคนไทยร้องไห้หมู่ | กวีกระวาด : เจียม จ้อยจับใจ