เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นวันเกิดของคณะผมพอดี คุณฟ้ารุ่งสนใจเรื่องราวของเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มาก โดยเฉพาะเรื่องราวของผู้นำนักศึกษาที่พยายามไปขอพบท่านนายกฯ ในเช้าวันนั้น แต่ไม่ได้พบ และถูกจับกุมในเวลาต่อมา
แม้เราจะนั่งคุยกันนาน แต่ก็ยังมีประเด็นสุดท้ายที่ยังตกค้างกันอยู่ เนื่องจากฟ้าฝนดูจะไม่เป็นใจเท่าใดนัก เพราะยิ่งคุย อากาศดูจะยิ่งมืดลง จนสุดท้าย ต้องตัดสินใจยุติการคุยในวันนั้น และต่างแยกย้ายกันรีบกลับบ้าน รวมทั้งน้องช่างภาพที่น่ารัก ที่มาช่วยถ่ายภาพของงานนี้อย่างดี
ดังที่กล่าวแล้วว่า เหมือนเรายังคงมีประเด็นค้างคากัน ผมจึงขอตอบเธอผ่านโน้ตสั้นๆ แม้คำตอบอาจดูเป็นวิชาการสักนิด แต่ก็อยากให้เห็นภาพของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในมุมที่เราย้อนกลับไปดูในเชิงมหภาค ดังต่อไปนี้
คุณฟ้ารุ่งถามผมว่า ในฐานะคนที่ร่วมชีวิตในเหตุการณ์การล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์นี้เดินทางผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมจะมองเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาฯ อย่างไร
ผมคิดว่าในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลย หรืออาจกล่าวได้ว่า 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งใน “หลักกิโลเมตร” ที่สำคัญบนเส้นทางของประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ และเป็นหลักกิโลที่เชื่อมกับเหตุการณ์อีก 2 หลักที่สำคัญ
หลักกิโลแรก “ก่อน 6 ตุลาฯ” คือ การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และผลพวงของความเปลี่ยนแปลงนี้ ไปจบลงช่วงแรกด้วยการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ส่วนหลักกิโล “หลัง 6 ตุลาฯ” คือ ผลสืบเนื่องจากการล้อมปราบและการจับกุมคุมขังที่เกิดในวันนั้น กลายเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.)
สงครามปฏิวัติไทยจึงทำท่าจะขยายตัวในช่วงแรกหลังปี 2519 แต่ด้วยผลของปัญหาความขัดแย้งในเวทีระหว่างประเทศ สงครามนี้กลับมีอาการถดถอยอย่างคาดไม่ถึง และจบลงด้วยการประกาศชัยชนะของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2526 … สงครามปฏิวัติไทยปิดฉากลงอย่างรวดเร็วจริงๆ
ดังนั้น การพิจารณาสถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงมีความเกี่ยวโยงที่แยกไม่ได้จาก 2 เหตุการณ์ดังกล่าว หรือทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นหลักกิโลที่เชื่อมต่อกัน ทั้งในบริบทของตัวเหตุการณ์ และประเด็นปัญหาที่ผูกต่อกันมาทั้งในทางการเมืองและความมั่นคง
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นหลักเวลาสำคัญของ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยม ที่มีความหมายโดยตรงถึงการสิ้นสุดของระบอบทหาร ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย พร้อมกับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย หรืออาจกล่าวได้ว่า 14 ตุลาฯ คือ “หลักกิโลของเสรีนิยม” ในสังคมไทย
แต่สภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความผันผวนทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะการสิ้นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาที่นิยมตะวันตกในอินโดจีน ที่นำไปสู่การกำเนิดของรัฐสังคมนิยม อันเป็นปัจจัยที่สร้างความหวาดกลัวทางการเมืองให้แก่กลุ่มการเมืองปีกขวา และผู้มีอำนาจในสังคมไทย
เมื่อความกลัวถูกพัฒนาให้กลายเป็น “ความเกลียดชัง” ทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดสุดโต่งในลักษณะของ “การทำลายล้าง” ผู้ที่เห็นต่าง และสภาวะเช่นนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการปราบปรามขนาดใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาฯ และทำให้ 6 ตุลาฯ เป็น “ภาพแทน” ของความรุนแรงทางการเมืองในยุคสมัยใหม่
การล้อมปราบในเช้าวันนั้น ตามมาด้วยการรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน จึงทำให้ 6 ตุลาฯ ได้กลายเป็น “หลักกิโลของอำนาจนิยม” ที่ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมุดหมายเวลาเช่นนี้ในอีกด้านคือ “หลักกิโลของสงครามปฏิวัติ” ที่พานิสิต นักศึกษา และประชาชนส่วนหนึ่งใช้เส้นทางนี้ เดินทางเข้าสู่สนามรบในชนบทไทย
แต่สุดท้ายแล้ว สงครามปฏิวัติไทยก็ได้ปิดฉากลงจริงๆ จึงทำให้ ตุลาฯ 2526 เป็น “หลักกิโลของการยุติสงคราม” หรืออาจกล่าวได้ว่า การสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติคือ การสิ้นสุดของ “ยุคแห่งเดือนตุลาฯ” ในตัวเอง
ดังนั้น เหตุการณ์ 3 ตุลาฯ ที่ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนไขทั้งการเมืองภายนอกและภายในของไทย จึงทำให้เหตุการณ์ทั้ง 3 ตุลาฯ เป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญของการเมืองไทย และยังมีนัยสำคัญอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงไทยในเวลาต่อมาอีกด้วย
นับจากปี 2526 เป็นต้นไป ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสงบในทางการเมือง เพราะสงครามภายในได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หรือในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมกันนั้น การเมืองไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ก็คลี่คลายตัวออกจากความเป็นอำนาจนิยม และมีภาพสะท้อนถึงปัจจัยเสรีนิยมที่มีบทบาทมากขึ้น และเข้าแทนที่ “ระบอบอำนาจนิยมของเดือนตุลาฯ”
ดังที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่การเมืองไม่ตกอยู่ภายใต้ระบอบทหารเต็มรูปแบบเก่า แม้จะมีผู้นำทหารเป็นรัฐบาลก็ตาม ซึ่งการเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ ก็เป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย เพราะ “ผู้นำทหารสายปฏิรูป” ในยุคหลัง 6 ตุลาฯ ไม่ต้องการการปกครองในรูปแบบเก่า อันจะกลายเป็นเงื่อนไขของสงครามคอมมิวนิสต์ในตัวเอง
การคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในวาระครบรอบ 50 ปี จึงเป็นความน่าสนใจที่ชวนให้ต้องพิจารณาทั้งในมิติการเมือง และความมั่นคง ตลอดรวมถึงผลกระทบต่อโลกทัศน์ของทุกกลุ่มและทุกฝ่ายในขณะนั้นด้วย
ในอีกส่วนหนึ่ง เราอาจจะนึกไม่ถึงผลกระทบขนาดใหญ่ที่มีนัยกับ “การสงครามของรัฐไทย” ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นำไปสู่สงคราม แต่ในทำนองเดียวกัน 6 ตุลาฯ ก็นำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเช่นกันด้วย
แน่นอนว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในตัวเอง เป็นหมุดหมายของเส้นเวลาทางการเมืองที่เป็น “หลักกิโลเมตร” สำคัญ หรือเป็นดัง “หินก้อนใหญ่” ก้อนหนึ่งที่วาง เพื่อบอกเวลาของสังคมการเมืองไทย ซึ่งหลายคนในปัจจุบันที่เคยเดินผ่านหลักหินนี้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หรือ “ฝ่ายกระทำ” ต่างได้ออกเดินทางจากไปในภพหน้ากันบ้างแล้ว
เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทย ไม่ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยที่เคยเดินทางผ่านหลักหินดังกล่าวนั้น จะผ่านไปเป็นจนหมดจำนวนแล้วก็ตาม แต่แน่นอนว่า หลักกิโลทางการเมืองเช่นนี้ ก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และจะยังทำหน้าที่ที่บ่งบอกถึง “จุดเปลี่ยน” ที่เหตุการณ์นั้นๆ ได้สร้างผลสะเทือนให้กับสังคมการเมืองไทยต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เป็นเช่นนั้น และจะยังทำหน้าที่เช่นนั้นต่อไปไม่ว่าจะเป็นในวาระครบรอบกี่ปีก็ตาม และไม่ว่าผู้ร่วมในเหตุการณ์จะเหลืออีกกี่ผู้กี่นามก็ตาม !
ปล.: ขอรำลึกและคารวะต่อจิตใจเพื่อนๆ จากทุกที่และทุกสถาบันที่เสียสละ ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียในเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ หรือในฐานที่มั่นในชนบทที่ใดก็ตาม//
