bg-single

50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข

21.08.2026

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นวันเกิดของคณะผมพอดี คุณฟ้ารุ่งสนใจเรื่องราวของเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มาก โดยเฉพาะเรื่องราวของผู้นำนักศึกษาที่พยายามไปขอพบท่านนายกฯ ในเช้าวันนั้น แต่ไม่ได้พบ และถูกจับกุมในเวลาต่อมา

    แม้เราจะนั่งคุยกันนาน แต่ก็ยังมีประเด็นสุดท้ายที่ยังตกค้างกันอยู่ เนื่องจากฟ้าฝนดูจะไม่เป็นใจเท่าใดนัก เพราะยิ่งคุย อากาศดูจะยิ่งมืดลง จนสุดท้าย ต้องตัดสินใจยุติการคุยในวันนั้น และต่างแยกย้ายกันรีบกลับบ้าน รวมทั้งน้องช่างภาพที่น่ารัก ที่มาช่วยถ่ายภาพของงานนี้อย่างดี

     ดังที่กล่าวแล้วว่า เหมือนเรายังคงมีประเด็นค้างคากัน ผมจึงขอตอบเธอผ่านโน้ตสั้นๆ แม้คำตอบอาจดูเป็นวิชาการสักนิด แต่ก็อยากให้เห็นภาพของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในมุมที่เราย้อนกลับไปดูในเชิงมหภาค ดังต่อไปนี้

คุณฟ้ารุ่งถามผมว่า ในฐานะคนที่ร่วมชีวิตในเหตุการณ์การล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์นี้เดินทางผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมจะมองเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาฯ อย่างไร

ผมคิดว่าในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลย หรืออาจกล่าวได้ว่า 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งใน “หลักกิโลเมตร” ที่สำคัญบนเส้นทางของประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ และเป็นหลักกิโลที่เชื่อมกับเหตุการณ์อีก 2 หลักที่สำคัญ

      หลักกิโลแรก “ก่อน 6 ตุลาฯ” คือ การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และผลพวงของความเปลี่ยนแปลงนี้ ไปจบลงช่วงแรกด้วยการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

      ส่วนหลักกิโล “หลัง 6 ตุลาฯ” คือ ผลสืบเนื่องจากการล้อมปราบและการจับกุมคุมขังที่เกิดในวันนั้น กลายเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.)

      สงครามปฏิวัติไทยจึงทำท่าจะขยายตัวในช่วงแรกหลังปี 2519 แต่ด้วยผลของปัญหาความขัดแย้งในเวทีระหว่างประเทศ สงครามนี้กลับมีอาการถดถอยอย่างคาดไม่ถึง และจบลงด้วยการประกาศชัยชนะของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2526 … สงครามปฏิวัติไทยปิดฉากลงอย่างรวดเร็วจริงๆ

       ดังนั้น การพิจารณาสถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงมีความเกี่ยวโยงที่แยกไม่ได้จาก 2 เหตุการณ์ดังกล่าว หรือทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นหลักกิโลที่เชื่อมต่อกัน ทั้งในบริบทของตัวเหตุการณ์ และประเด็นปัญหาที่ผูกต่อกันมาทั้งในทางการเมืองและความมั่นคง

       ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นหลักเวลาสำคัญของ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยม ที่มีความหมายโดยตรงถึงการสิ้นสุดของระบอบทหาร ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย พร้อมกับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย หรืออาจกล่าวได้ว่า 14 ตุลาฯ คือ “หลักกิโลของเสรีนิยม” ในสังคมไทย

      แต่สภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความผันผวนทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะการสิ้นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาที่นิยมตะวันตกในอินโดจีน ที่นำไปสู่การกำเนิดของรัฐสังคมนิยม อันเป็นปัจจัยที่สร้างความหวาดกลัวทางการเมืองให้แก่กลุ่มการเมืองปีกขวา และผู้มีอำนาจในสังคมไทย

       เมื่อความกลัวถูกพัฒนาให้กลายเป็น “ความเกลียดชัง” ทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดสุดโต่งในลักษณะของ “การทำลายล้าง” ผู้ที่เห็นต่าง และสภาวะเช่นนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการปราบปรามขนาดใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาฯ และทำให้ 6 ตุลาฯ เป็น “ภาพแทน” ของความรุนแรงทางการเมืองในยุคสมัยใหม่

       การล้อมปราบในเช้าวันนั้น ตามมาด้วยการรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน จึงทำให้ 6 ตุลาฯ ได้กลายเป็น “หลักกิโลของอำนาจนิยม” ที่ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมุดหมายเวลาเช่นนี้ในอีกด้านคือ “หลักกิโลของสงครามปฏิวัติ” ที่พานิสิต นักศึกษา และประชาชนส่วนหนึ่งใช้เส้นทางนี้ เดินทางเข้าสู่สนามรบในชนบทไทย

       แต่สุดท้ายแล้ว สงครามปฏิวัติไทยก็ได้ปิดฉากลงจริงๆ จึงทำให้ ตุลาฯ 2526 เป็น “หลักกิโลของการยุติสงคราม” หรืออาจกล่าวได้ว่า การสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติคือ การสิ้นสุดของ “ยุคแห่งเดือนตุลาฯ” ในตัวเอง

      ดังนั้น เหตุการณ์ 3 ตุลาฯ ที่ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนไขทั้งการเมืองภายนอกและภายในของไทย จึงทำให้เหตุการณ์ทั้ง 3 ตุลาฯ เป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญของการเมืองไทย และยังมีนัยสำคัญอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงไทยในเวลาต่อมาอีกด้วย

       นับจากปี 2526 เป็นต้นไป ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสงบในทางการเมือง เพราะสงครามภายในได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หรือในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมกันนั้น การเมืองไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ก็คลี่คลายตัวออกจากความเป็นอำนาจนิยม และมีภาพสะท้อนถึงปัจจัยเสรีนิยมที่มีบทบาทมากขึ้น และเข้าแทนที่ “ระบอบอำนาจนิยมของเดือนตุลาฯ”

       ดังที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่การเมืองไม่ตกอยู่ภายใต้ระบอบทหารเต็มรูปแบบเก่า แม้จะมีผู้นำทหารเป็นรัฐบาลก็ตาม ซึ่งการเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ ก็เป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย เพราะ “ผู้นำทหารสายปฏิรูป” ในยุคหลัง 6 ตุลาฯ ไม่ต้องการการปกครองในรูปแบบเก่า อันจะกลายเป็นเงื่อนไขของสงครามคอมมิวนิสต์ในตัวเอง

การคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในวาระครบรอบ 50 ปี จึงเป็นความน่าสนใจที่ชวนให้ต้องพิจารณาทั้งในมิติการเมือง และความมั่นคง ตลอดรวมถึงผลกระทบต่อโลกทัศน์ของทุกกลุ่มและทุกฝ่ายในขณะนั้นด้วย

       ในอีกส่วนหนึ่ง เราอาจจะนึกไม่ถึงผลกระทบขนาดใหญ่ที่มีนัยกับ “การสงครามของรัฐไทย” ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นำไปสู่สงคราม แต่ในทำนองเดียวกัน 6 ตุลาฯ ก็นำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเช่นกันด้วย

       แน่นอนว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในตัวเอง เป็นหมุดหมายของเส้นเวลาทางการเมืองที่เป็น “หลักกิโลเมตร” สำคัญ หรือเป็นดัง “หินก้อนใหญ่” ก้อนหนึ่งที่วาง เพื่อบอกเวลาของสังคมการเมืองไทย ซึ่งหลายคนในปัจจุบันที่เคยเดินผ่านหลักหินนี้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หรือ “ฝ่ายกระทำ” ต่างได้ออกเดินทางจากไปในภพหน้ากันบ้างแล้ว

      เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทย ไม่ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยที่เคยเดินทางผ่านหลักหินดังกล่าวนั้น จะผ่านไปเป็นจนหมดจำนวนแล้วก็ตาม แต่แน่นอนว่า หลักกิโลทางการเมืองเช่นนี้ ก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และจะยังทำหน้าที่ที่บ่งบอกถึง “จุดเปลี่ยน” ที่เหตุการณ์นั้นๆ ได้สร้างผลสะเทือนให้กับสังคมการเมืองไทยต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

      เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เป็นเช่นนั้น และจะยังทำหน้าที่เช่นนั้นต่อไปไม่ว่าจะเป็นในวาระครบรอบกี่ปีก็ตาม และไม่ว่าผู้ร่วมในเหตุการณ์จะเหลืออีกกี่ผู้กี่นามก็ตาม !

ปล.: ขอรำลึกและคารวะต่อจิตใจเพื่อนๆ จากทุกที่และทุกสถาบันที่เสียสละ ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียในเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ หรือในฐานที่มั่นในชนบทที่ใดก็ตาม//



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง