พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ นายกสมาคมพนักงานสอบสวนคนใหม่ เคลียร์ ‘ปม’ ยิ่งปรับ ยิ่งเละ
คอลัมน์ โล่เงิน
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ขับเคลื่อนตามมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ ไฟเขียวกำหนดตำแหน่งสายงานสืบสวนสอบสวนเป็นตำแหน่งควบ สามารถปรับระดับเพิ่มหรือลดได้ในตัวเอง เปิดทางเลื่อนตำแหน่งในสายงานเดียวกัน เพื่อให้ยืดหยุ่น สอดคล้องภารกิจและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเจ้าหน้าที่
รวมถึงได้คลอดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ ความสามารถ และเงื่อนไขการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น โดยให้เลื่อนไหลถึงระดับรองผู้บังคับการ
เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 62 วรรค 3
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ครอบคลุมตำแหน่งระดับชั้นสัญญาบัตร ตั้งแต่ บช.น. ภ.1-9 บช.ก. บช.ปส. และ บช.สอท.รวมทั้งสิ้น 2,409 ตำแหน่ง
ทีมงานพัฒนาด้านบุคลากรและสวัสดิการตามแผนพัฒนางานระบบสอบสวนของ ตร. เดินสายชี้แจงพนักงานสอบสวน (พงส.) ทั่วประเทศ
มีหลายประเด็นที่ พงส.สอบสวนคาใจ เช่น อยากให้มีการเลื่อนไหลแบบเก่า ที่มีแท่ง พงส.เฉพาะ ก่อนมีคำสั่ง คสช. ที่ 7/2559 ยุบทิ้งไป
และมี 7 จังหวัดไม่มีการจัดสรรตำแหน่งควบระดับรอง สว.-รอง ผกก. ได้แก่ อ่างทอง ภ.1, น่าน – แม่ฮ่องสอน ภ.5, อุทัยธานี ภ.6, สมุทรสงคราม ภ.7, พังงา -ระนอง ภ.8 ทำให้อาจย้ายไม่ได้
จนมีการติด #ยิ่งปรับยิ่งเละ ในโลกโซเชียล… นี่คือบางส่วนที่ พงส.ได้สะท้อนมา
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ นายกสมาคมพนักงานสอบสวนคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม และยังสวมหมวกประธานอนุ ก.ตร.เกี่ยวกับการพัฒนางานสืบสวนสอบสวนด้วย ได้ไขปมให้ฟังว่า การกำหนดตำแหน่งควบที่ผ่านมติ ก.ตร.ในครั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน การกำหนดตำแหน่งในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวนให้มีตำแหน่งควบ 2 ระดับ
คือที่สถานีตำรวจหรือส่วนราชการ ระดับกองกำกับการที่มีอำนาจสอบสวนเป็นตำแหน่งควบระดับ “รองสารวัตรถึงรองผู้กำกับการ”
และส่วนราชการ ระดับกองบังคับการ ตำรวจนครบาลหรือตำรวจภูธรจังหวัด หรือส่วนระดับกองบังคับการที่มีอำนาจสอบสวนเป็นตำแหน่งควบระดับ “ผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ”
เหตุที่กฎหมายบัญญัติให้กำหนดตำแหน่งควบเป็น 2 ระดับ ไม่เป็นตำแหน่งควบแบบเดิมที่เป็นระบบเดียวคือ “รองสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ” เพราะในสถานีตำรวจและกองกำกับการมีผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งสูงสุดคือ “ผู้กำกับการ”
จึงกำหนดให้ควบจาก “รองสารวัตรถึงรองผู้กำกับการ”
เพราะถ้ากำหนดให้ถึง “ผู้กำกับการ” จะทำให้มีตำแหน่งเท่ากับผู้บังคับบัญชาที่เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจหรือกองกำกับการ
ทั้งนี้ เคยมีประเด็นเรื่องการปกครองบังคับบัญชาบางสถานีตำรวจหรือกองกำกับการ
ส่วนตำแหน่งควบระดับ “ผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ” อยู่กองบังคับการหรือตำรวจภูธรจังหวัดมีผู้บังคับการเป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งไม่มีปัญหาในการปกครองบังคับบัญชา
นายกสมาคมพนักงานสอบสวนคนใหม่ระบุต่อว่า การกำหนดตำแหน่งในปีนี้ กองอัตรากำลังสำนักงานกำลังพลวิเคราะห์ปริมาณงานจากจำนวนคดีที่บันทึกไว้ในระบบสารสนเทศสถานีตำรวจ (CRIMES) เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผลการวิเคราะห์จากปริมาณงานดังกล่าวเป็นเหตุให้การกำหนดตำแหน่งควบมีไม่ครบทุกสถานีตำรวจหรือตำรวจภูธรจังหวัด แต่จำนวนคดียังมีบันทึกไว้ในรายงานประจำวันอิเล็กทรอนิกส์ (PDAR) และคดีออนไลน์บันทึกไว้ในระบบ TPO ทางกองอัตรากำลังจะได้นำปริมาณคดีที่บันทึกไว้ใน PDAR และใน TPO มารวมเพื่อการวิเคราะห์ตำแหน่งควบในโอกาสต่อไป อาจจะทำให้มีตำแหน่งควบเพิ่มมากขึ้น ทั้งในสถานีตำรวจและตำรวจภูธรจังหวัด

ส่วนกรณีไม่กำหนด พงส.ให้เป็นตำแหน่งควบทุกตำแหน่ง เพราะเดิมเคยมีการกำหนดให้ พงส.ทุกตำแหน่งเป็นตำแหน่งควบมาแล้ว
แต่มีบางส่วนเห็นว่า เมื่ออยู่ในตำแหน่งควบแล้วย้ายออกนอกสายงานสอบสวนไม่ได้ ต้องเป็น พงส.ตลอดไป บางคนต้องการย้ายออกนอกสายงานสอบสวนไปเป็นอยู่สายงานป้องกันปราบปราม สืบสวน จราจร อำนวยการหัวหน้าสถานี หรือหัวหน้าหน่วยงานอื่น แต่ย้ายออกได้ยาก
เหตุที่ย้ายออกยาก เพราะถ้าย้ายออกไปแล้วจะทำให้ตำแหน่งในสายงานอื่นๆ ถูกจำกัดการแต่งตั้ง ไม่สามารถแต่งตั้งหมุนเวียนได้อย่างปกติ เช่น พนักงานตำแหน่งระดับสารวัตรออกไปเป็นสารวัตรป้องกันปราบปราม รองสารวัตรป้องกันปราบปรามจะขึ้นสารวัตรป้องกันปราบปรามไม่ได้ และจะมาขึ้นสารวัตรสอบสวนในตำแหน่งของพนักงานสอบสวนระดับสารวัตรที่ย้ายไปไม่ได้
เพราะผู้ที่จะมาเป็นพนักงานสอบสวนระดับสารวัตร ต้องย้ายมาจากผู้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับสารวัตรเท่านั้น
ยิ่งถ้าเป็นตำแหน่งสูงขึ้น เช่น ย้ายพนักงานสอบสวนระดับตำแหน่งผู้กำกับการออกไปเป็นตำแหน่งผู้กำกับการนอกสายงานสอบสวน จะทำให้ผู้อยู่ในตำแหน่งนอกสายงานสอบสวนไม่มีโอกาสได้ตำแหน่งสูงขึ้น 2 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งสารวัตรและรองผู้กำกับการ เพราะจะแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งรองสารวัตรและรองผู้กำกับการนอกสายงานสอบสวนเข้ามาในสายงานสอบสวน ซึ่งเป็นตำแหน่งควบไม่ได้
ขณะนั้น มีประเด็นการร้องเรียนฟ้องร้องจาก พงส.ที่ต้องการย้ายออกนอกสายงานสอบสวนไปสายงานอื่นไม่ได้ ตำแหน่ง พงส.ที่เป็นตำแหน่งควบทุกตำแหน่งจึงถูกยกเลิกไป
ตามกฎหมายปัจจุบัน ตำแหน่ง พงส.จึงมี 2 ระบบ คือ ระบบตำแหน่งทั่วไป สามารถแต่งตั้งโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนกับตำแหน่งสายงานสอบสวน หรือสายงานอื่นในระดับเดียวกัน หรือได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในสายงานสอบสวนและสายงานอื่นได้ กับระบบตำแหน่งควบดังกล่าวแล้วข้างต้น
เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ให้พนักงานแต่ละระดับตำแหน่ง “รองสารวัตรถึงผู้กำกับการ” สมัครใจเข้าสู่ตำแหน่งควบตามที่กำหนดไว้ได้ ถ้า พงส.คนใดไม่สมัครใจจะอยู่ในตำแหน่ง พงส.ระบบทั่วไป
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาไขปัญหาเดิม สำหรับผู้ที่ไม่สมัครใจ หวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเดิมที่ใช้ระบบเดียว และไม่ได้สอบถามความสมัครใจทั้งระบบทั่วไปอย่างเดียว และระบบตำแหน่งควบอย่างเดียวได้
จากการแจกแจงของนายกสมาคมพนักงานสอบสวนคนใหม่ ที่ ‘เดอะแบก’ ลงฉันทมติเลือกกันมา อาจคลายกังวลการปรับโครงสร้าง พงส.ครั้งนี้ลงได้บ้าง
