bg-single

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักปฏิวัติสู่รัฐมนตรีเศรษฐการ (9)

15.04.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากนักปฏิวัติสู่รัฐมนตรีเศรษฐการ (9)

ที่ปรึกษาชาวตะวันตกต่อต้านโครงการของพระสารสาสน์ฯ

การคัดค้านโครงการของพระสารสาสน์ฯ เริ่มต้นอีกเป็นระลอกที่สอง เมื่อบรรดาเหล่าที่ปรึกษาชาวยุโรปร้องเรียนร่างโครงการเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ ข้อร้องเรียนเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมขอให้พระสารสาสน์ฯ ชี้แจง ท่ามกลางคำถามมากมายที่มีต่อบทบาทและความคิดของเขา

ต่อมา วันที่ 9 สิงหาคม 2477 เขาทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีสองเรื่อง เรื่องแรก เขาขอหารือต่อพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี โดยเขาให้เหตุผลว่า เกรงว่าจะถูกเข้าใจผิดในบทบาท โดยจะเขาขอเชิญผู้แทนฯ เพื่อไต่ถามความต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจ

เนื่องจากขณะนั้นมีประชุมสภาผู้แทนฯ วิสามัญจึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้รู้ความเป็นไปในจังหวัดต่างๆ เช่น สินค้าและการค้าในชนบท เขาจะเชิญผู้แทนฯ มาไต่ถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจครั้งละ 4-5 คนที่กระทรวงหรือที่บ้าน แต่เกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดจึงขอหารือ (หจช.(2)สร. 0201.22/10 เรื่องรัฐมนตรีเศรษฐการเชิญผู้แทนราษฎรเพื่อไต่ถามข้อความต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องแก่เศรษฐกิจ)

การทำบันทึกโดยให้เหตุผลเช่นนี้นั้นสะท้อนให้เห็นว่า พระสารสาสน์ฯ น่าจะตระหนักถึงกระแสการถูกโจมตี และเรื่องที่สองคือ กระทรวงเศรษฐการขอตั้งงบประมาณพิเศษหรือเงินทุนเพื่อแก้ไขความตกต่ำแห่งเศรษฐกิจ จำนวน 3 ล้านบาท โดยเขาให้เหตุผลว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจขณะนี้ “ร้อนใจเป็นไฟลุก เพราะวัวหายจะล้อมคอกนั้นไม่เป็นของพึงปรารถนา” หากรัฐบาลไม่ทำสิ่งใด “ความข้นแค้นจะทำให้ราษฎรเป็นคนหูเบา เชื่อการปลุกปั่นจากพวกที่เอาความเฉื่อยชาของรัฐบาลเป็นไพ่ตัวเก็ง” ด้วยเหตุนี้ เขา “วิงวอน” ขอตั้งงบประมาณพิเศษ 3 ล้านบาท

และข้อหารืองบประมาณโครงการเศรษฐกิจที่เขาเรียกร้องให้ ครม.อนุมัติเป็นการตั้งงบจะเป็นแบบรัฐบาลฝรั่งเศสที่เรียกว่า “Budget Annex” และ “Budget Industrial” ต่อมา รัฐมนตรีกระทรวงการคลังรายงานความเห็นตรงถึงนายกฯ ว่า กระทรวงเศรษฐการดำเนินการไม่ถูกขั้นตอนการเสนองบประมาณ และได้แนบบันทึกความเห็นของเจมส์ แบกซ์เตอร์ ที่ปรึกษากระทรวง ซึ่งคัดค้านมาด้วย เขาเห็นว่ากระทรวงเศรษฐกิจตั้งงบประมาณมาไม่เหมือนของฝรั่งเศส แต่รัฐมนตรีประสงค์ที่จะสร้างรัฐอุตสาหกรรมที่รัฐเป็นเจ้าของ (State Owned) โดยสาระสำคัญคือ แบกซ์เตอร์ไม่เห็นด้วยที่สยามจะมีรัฐพาณิชย์ (State Enterprises) (หจช.(2)สร. 0201.22/11 เรื่องกระทรวงเศรษฐการขอตั้งงบประมาณพิเศษหรือเงินทุนเพื่อแก้ไขความตกต่ำแห่งเศรษฐกิจ)

ภาพเปรียบเทียบจักรวรรดินิยมอังกฤษยึดครองดินแดนต่างๆ มากมาย

เร่งรัดรัฐบาลตัดสินใจ

ในวันรุ่งขึ้น (10 สิงหาคม 2477) พระสารสาสน์ฯ ทำบันทึกถึงนายกฯ เรื่องให้เร่งตัดสินใจในโครงการเศรษฐกิจ เขาย้ำว่า “การเศรษฐกิจมีสิ่งที่เร่งร้อนต้องทำอยู่อีกมาก เพราะรัฐบาลใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลเก่า ไม่เหมือนกับการบริหารอื่นๆ”

นอกจากนี้เขา “ขอวิงวอนว่า เมื่อไว้ใจมอบหมายให้ทำงานแก้ไขเศรษฐกิจของชาติแล้ว ขอได้โปรดตัดภาระอื่นๆ ที่จะเป็นตุ้มถ่วงการดำเนินการ และขอให้ถือว่าการเศรษฐกิจเป็นเรื่องด่วนและด่วนจี๋” เขาตัดพ้อว่า การปรับปรุง Production Consumption และ Distribution นั้น เขาได้เสนอโครงการมาหลายโครงการมา 4 เดือนแล้ว แต่ ครม.ยังไม่ยอมรับให้ดำเนินการทำอะไรลงไปสักอย่างเดียว มัวแต่เถียงกันในเรื่องปลีกย่อยที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ไฟแนนซ์

เขาเห็นว่า การทำเช่นนี้นั้นเป็นความคิดที่เสมือนพายเรือในอ่างโดยมุ่งหวังที่จะถ่วงโครงการของเขาไว้เพื่อไม่ให้ทำ เขาเสนอว่า ครม.ต้องเร่งตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการหรือไม่ โดยพิจารณาจากสาระมิใช่เอาเรื่องปลีกย่อยมาถกเถียงกัน และหากรับโครงการของเขา ขอให้ตั้งกรรมการวิสามัญขึ้นพิจารณาซึ่งประกอบขึ้นจากผู้แทนราษฎรที่มีความรู้ และให้กรรมการฯ ชุดนี้พิจารณาความเหมาะสม เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจสุดท้าย เขาเห็นว่า หากรัฐบาลยังประวิงการดำเนินการจะทำประเทศให้หนีอิทธิพลของปรปักษ์แห่งความเจริญไปไม่พ้น “ลงท้ายรัฐบาลก็ตกนรก” (หจช.(2)สร. 0201.22/9 เรื่องโครงการณ์เศรษฐกิจของพระสารสาสน์พลขันธ์)

ประวิงเวลาตัดสินใจ

เรย์มอน สตีเวน ที่ปรึกษาชาวตะวันตก และพระสารสาสน์ฯ รมต.เศรษฐการ

สิ่งที่พระสารสาสน์ฯ คาดการณ์ในการประวิงการดำเนินโครงการเศรษฐกิจจากคณะรัฐมนตรีตามที่กระทรวงเศรษฐการเสนอนั้นเป็นจริง ในการประชุมมีวาระเรื่องการขอตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำเข้าที่ประชุมมอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังพิจารณาว่า การตั้งงบแบบที่เสนอมานั้นสมควรหรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งถัดไป มีวาระเรื่องกระทรวงเศรษฐการเสนอโครงการหอซื้อขาย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงสอบถามความเห็นหอการค้าต่างๆ ก่อนแล้วให้รายงานเข้ามายังคณะรัฐมนตรี ความร้อนใจในการประวิงเวลาการดำเนินการนั้นเขาได้ทำบันทึกถึงนายกฯ เพื่อทวงถามการตั้งกรรมการพิจารณาโครงการเศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยผู้แทนราษฎร (หจช.(2)สร. 0201.22/9 เรื่องโครงการณ์เศรษฐกิจของพระสารสาสน์พลขันธ์)

นายปรีดี พนมยงค์ และพระยาพหลพลพยุหเสนา

ท่ามกลางความเงียบในการตอบสนองสิ่งที่พระสารสาสน์ฯ เสนอ เขาพยายามสร้างความเข้าใจใหม่ต่อนายกฯ ด้วยการส่ง “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” ให้คณะรัฐมนตรีอ่าน โดยให้เหตุผลว่า โครงการนี้เคยเสนอเข้าประชุมมีแต่แผนภาพ ไม่มีคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร ภายหลังได้ขยายภาพให้แจ่มชัดขึ้นในส่วนที่อาจเคลือบคลุมสงสัย

ต่อมา เขาทำบันทึกคำชี้แจงขนาดยาวต่อข้อกล่าวหาของที่ปรึกษาชาวยุโรป 3 คนว่า ข้อกล่าวเหล่านั้นหาไม่มีสาระและไม่มีแก่นสาร เป็นการแกล้งกล่าวหาเขาโดย “เกลียดชังลัทธิที่ข้าพเจ้าถือ” (แสดงว่าพระสารสาสน์ฯ รู้ว่าตนยึดลัทธิใดอยู่-ผู้เขียน) เขาเห็นว่า การกล่าวหาเช่นนี้เจตนาให้รัฐบาลขาดความไว้วางใจในตัวเขาเพื่อประโยชน์ของพวกยุโรปและพรรคพวก เขาย้ำว่า “สยามจะไม่เป็นสนามล่าสัตว์ให้แก่ธนบดีชาวต่างชาติต่อไปแล้ว”

เขาร้องขอให้นายกฯ พิจารณาคำชี้แจงที่ทำมาอย่างเป็นกลางและเป็นยุติธรรม ให้น้ำหนักชาวยุโรปเป็นแค่เพียงที่ปรึกษามิใช่ผู้บงการ ขอวิงวอนให้ปกป้องคนดี และที่สำคัญคือเขา “ขอให้รักษาสิทธิการตัดสินใจรัฐมนตรีประเทศเอกราช” สุดท้ายเขาขอให้พระยาพหลฯ ฟังคนให้มากๆ และยึดเสียงข้างมากในการตัดสินใจและ “ขอให้ไว้ใจในตัวข้าพเจ้า” (หจช.(2)สร. 0201.22/9 เรื่องโครงการณ์เศรษฐกิจของพระสารสาสน์พลขันธ์)

การพยายามสานต่อโครงการเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมนั้น วันที่ 8 กันยายน 2477 เขาได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เงินพิเศษเพื่อการเศรษฐกิจ เพื่อสามารถตั้งเงินพิเศษนอกงบประมาณได้ เขาขอให้คณะรัฐมนตรีรับหลักการและออกเป็นกฎหมายต่อไป (หจช.(2)สร. 0201.22/11 เรื่อง กระทรวงเศรษฐการขอตั้งงบประมาณพิเศษหรือเงินทุนเพื่อแก้ไขความตกต่ำแห่งเศรษฐกิจ) น่าแปลกตรงที่เขาเชื่อมั่นว่ารัฐบาลยังไว้วางใจเขา อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของพระสารสาสน์ฯ นั้น นายกฯ สั่งระงับการพิจารณาโครงการฯ แล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน หลังจากนั้นไม่กี่วัน รัฐบาลได้เผชิญกับมรสุมในสภาผู้แทนราษฎร

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และนายประยูร ภมรมนตรี

พ้นคณะรัฐมนตรี

สภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 11- 13 กันยายน ในการอภิปรายโจมตีรัฐบาลที่ไปรับรองสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการจำกัดโควต้ายางจำนวน 15,000 ตัน ผลปรากฏว่า สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่รับรองสัญญาฉบับนี้ จำนวน 73 ต่อ 25 เสียง

ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรส่งผลให้รัฐบาลของพระยาพหลฯ ขอลาออก ถือเป็นครั้งแรกในระบอบใหม่ที่คณะรัฐมนตรีทั้งชุดรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ในช่วงนั้นได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐมนตรีเศรษฐการและพระยาอภิบาลราชไมตรี (ต่อม บุนนาค) รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ (“ไทยน้อย”, 2497, 377-378)

ต่อมา ได้มีการปรับ ครม.ใหม่ ซึ่งยังคงมีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป นายปรีดียังคงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยและจอมพล ป.ได้เลื่อนตำแหน่งจากรัฐมนตรีลอยไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีพระสารสาสน์ฯ (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, 2517, 146-147) บางคนเห็นว่า การลาออกของรัฐบาลในครั้งนั้นเป็นอุบายทางการเมืองในการกำจัดพระสารสาสน์ฯ ออกจากคณะรัฐมนตรี (Chula Chakrabongse, 1943, 259)

ในมุมมองของคนร่วมสมัยอย่างนายปรีดีเห็นว่า พระสารสาสน์ฯ เป็นคนชอบเสนอโครงการ (ปรีดี พนมยงค์, 2517, 58) แต่นายประยูร ภมรมนตรี วิจารณ์ว่า พระสารสาสน์ฯ เป็น “นักทฤษฎี นักตำรา นักฝัน” หลังการปฏิวัติ เขาได้แสดงตนเป็นเศรษฐกิจ เลยถูกอุปโลกน์เป็นรัฐมนตรี ต่อมา โดนยกเมฆเอาตัวเลขสถิติยางพาราไปยันในสภาผู้แทนผิดมากมาย จนกระทั่งสภาไม่รับรองรัฐบาล (ประยูร ภมรมนตรี, 2518, 304)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน