พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากอาชญากรสงครามสู่สมาชิกวุฒิสภา (26) การเมืองไทยภายหลังสงคราม
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากอาชญากรสงครามสู่สมาชิกวุฒิสภา (26)
การเมืองไทยภายหลังสงคราม
ภายหลังสงครามจบสิ้นลงไม่นาน ท่ามกลางรัฐบาลพลเรือนกลุ่มนายปรีดีกำลังแก้ปัญหาต่างๆ นานาที่รุมเร้าสังคมไทยอยู่นั้น คณะรัฐประหารและกลุ่มอนุรักษนิยมได้ร่วมมือกันโค่นล้มรัฐบาลคณะราษฎรลงเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 พร้อมได้นำร่างรัฐธรรมนูญ 2490 หรือ “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” ขึ้น
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญใต้ตุ่มมีเนื้อหาสาระที่เปลี่ยนแปลงจากหลักการภายหลังการปฏิวัติ 2475 กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก โดยอุดมการณ์ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้คือ อุดมการณ์แบบรอยัลลิสต์ (Kobkua Suwannathat-Pian, 2003, 138)
ระบอบการปกครองของไทยที่อุบัติขึ้นใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจนิยมของทหารผสานเข้ากับพลังของอนุรักษนิยมก่อรูปเป็นระบอบการปกครองที่ไม่เคยมีมาก่อนภายหลังการปฏิวัติ 2475
การปกครอง “อีกระบบ” หนึ่งอุบัติขึ้น

พลันที่การรัฐประหาร 2490 เป็นเหตุให้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญด้วยกำลังทหารขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พร้อมยังสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่วางรากฐาน “อีกระบบหนึ่ง” ขึ้นใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 (ปรีดี พนมยงค์, 2526, 129) เนื่องจากสาระที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติที่ถวายอำนาจให้พระมหากษัตริย์เป็นอันมาก (ศุภกาญจน์ ตันตราภรณ์, 2542)
นายปรีดีเห็นว่า การรัฐประหารครั้งนั้นเป็นการล้มระบอบประชาธิปไตยที่สถาปนาอย่างถูกต้องตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ แล้วจัดให้มี “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” ขึ้น อันมิใช่ระบอบการเมืองประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐธรรมนูญขึ้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารทำขึ้นเองนั้นก็มิใช่เป็นระบอบการปกครองที่สมบูรณ์ในตัวของรัฐธรรมนูญนั้นเองด้วย ดังนี้
ประการแรก ก่อนรัฐประหาร 2490 รัฐสภาสมัยประชาธิปไตยตั้งคณะผู้สำเร็จราชการฯ ประกอบด้วยกรมขุนชัยนาทฯ เป็นประธาน และพระยามานวราชฯ โดยมีข้อตกลงว่าในการลงนามเอกสารราชการนั้น ให้ผู้สำเร็จราชการฯ ทั้งสองเป็นผู้ลงนาม ดังนั้น “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” มีกรมขุนชัยนาทฯ ลงนามแต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นโมฆะ ดังปรีดีวิจารณ์ไว้ว่า
“รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มที่กรมขุนชัยนาทฯ องค์เดียวเป็นผู้ลงนามจึงเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนต่อข้อกำหนดในประกาศแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2489…ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหารตั้งให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งผิดต่อกฎหมาย และผู้นั้นไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้น นอกจากรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ…ก็ยังเป็นโมฆะอีกสถานหนึ่งเพราะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไม่มีอำนาจหรือสิทธิ์ใดๆ ตามกฎหมายที่จะทำเช่นนั้นได้” (ปรีดี พนมยงค์, 2526, 68-69)

ประการที่สอง ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการใน “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” เป็นตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจหรือสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากผู้ลงนามรับสนองฯ ในรัฐธรรมนูญนี้ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย อันเป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหารตั้งให้นั้นผิดต่อกฎหมาย
ประการที่สาม นายปรีดีแสดงถึงแนวความคิดในการที่พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยเขาชี้ให้เห็นว่า เมื่อครั้งผู้สำเร็จราชการฯ ที่ตั้งโดยรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 2489 นั้น ก็ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่า “จะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ดังนั้น ถ้ากรมขุนชัยนาทฯ ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณและไม่ยอมลงนามใน “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” และปฏิบัติหน้าที่จอมทัพแทนองค์พระมหากษัตริย์แล้วไซร้ ระบอบจาก “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” อันเป็นบ่อเกิดรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารจำนวนมากติดตามมานั้น จะเกิดขึ้นมิได้เลยและจะสามารถพิทักษ์ระบอบที่ประชาชนไทยมีประชาธิปไตยตามพระราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯ ไว้ได้ (วิเชียร เพ่งพิศ, 2559, 208-209)
นอกจากนี้ นายปรีดียังวิจารณ์รัฐประหารและ “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” ครั้งนั้นว่าก่อให้เกิด “การฟื้นฟูระบอบอภิรัฐมนตรีของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ระบบที่เกิดขึ้นจากรัฐประหาร 2490 นั้น เป็นอีกระบบหนึ่งต่างจากระบอบประชาธิปไตยของคณะราษฎร…”(ปรีดี พนมยงค์, 2517, 129)
ทั้งนี้ นายปรีดีเห็นว่า ความล้มเหลวในการสถาปนาประชาธิปไตยและปัญหาทางการเมืองทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 2490 นั้น หาใช่ความรับผิดชอบของคณะราษฎรแต่อย่างใด (ปรีดี, 2517, 129)
หนีเสือปะจระเข้

ภายหลังการรัฐประหาร 2490 ดูเหมือนว่า พระสารสาสน์ฯ ไม่สามารถปรับตัวได้กับสภาพการเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบอนุรักษนิยมได้ หลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาไม่นาน เมื่อปี 2491 เขาได้ทำบันทึกถึงจอมพล ป. ซึ่งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังภายหลังคณะทหารบังคับให้พันตรีควง อภัยวงศ์ รัฐบาลอนุรักษนิยมที่ตั้งเขาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา จนพันตรีควงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อต้นปี 2491
ในบันทึกนั้น พระสารสาสน์ฯ เสนอตัวขอรับใช้ชาติ สาระสำคัญในจดหมายถึงคู่ปรับเก่า คือเขาขอให้รัฐบาลจอมพล ป. ตั้งเขาไปเป็นทูตประจำรัสเซีย เขาอ้างว่า รัฐบาลควงเคยตกลงจะแต่งตั้งเขาไปเป็นทูตที่รัสเซีย เมื่อรัฐบาลควงล้มลงจึงยังไม่มีการแต่งตั้งทูตไปประจำมอสโกเลย แต่ด้วยไทยเคยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัสเซียก่อนการปฏิวัติสังคมนิยม (1917) หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็เหินห่างกัน หลังสงครามโลกแล้ว หลวงอรรถกิติกำจรได้รับการแต่งตั้งไปเป็นอัครราชทูต (2490-2491) แต่เมื่อหลวงอรรถกิติฯ ถวายพระราชสาส์นแล้วได้เดินทางกลับมารับราชการที่กรุงเทพฯ แทน
จนบัดนี้ ไทยก็ยังไม่แต่งตั้งใครไปประจำที่มอสโก รัฐบาลควงเคยจะแต่งตั้งเขา แต่บัดนี้หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เปลี่ยนชื่อเขาออกจากบัญชีรายชื่อ (หจช.สร. 0201.8/85 เรื่องพระสารสาสน์พลขันธ์)
เขาแจ้งว่าขณะนี้บุคคลที่รัฐบาลจะแต่งตั้งให้ประจำการก็ไม่ประสงค์จะไปปฏิบัติงาน เขาขอให้รัฐบาลยืนยันการแต่งตั้งเขาตามเดิม ด้วยขณะนั้นสภาพเศรษฐกิจไทยมีความบอบช้ำจากสงคราม เขาจึงตั้งใจที่จะไปศึกษาแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซียเปรียบเทียบอังกฤษ เขาเห็นว่าการเป็นทูตสามารถดำเนินการได้สะดวกกว่า

เมื่อพ้นเวลา 8-12 เดือนไปแล้ว เขาขอเดินทางไปศึกษาแผนเศรษฐกิจและการคลังของประเทศสำคัญ เช่น สวีเดน เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ฮอลแลนด์ เชโกสโลวาเกีย อียิปต์ สหรัฐ หรือมิฉะนั้น ให้แต่งตั้งเขาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ
หรือไม่ก็ให้รัฐบาลตั้งเขาเป็นเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม หรืออัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มไม่ประจำประเทศ เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ในการศึกษาภาวะเศรษฐกิจเพื่อจัดทำโครงการเศรษฐกิจ หรือนำการศึกษาแผนเศรษฐกิจนั้นมาผสมเข้ากับความคิดของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการลับหรือเปิดเผยก็ได้ตามบัญชานายกรัฐมนตรี จากนั้นขอให้ตั้งเขาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยทำงานให้รัฐบาลตามที่มอบหมายต่อไป
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าน้ำเสียงในจดหมายการติดต่อครั้งนี้ เขาชื่นชมเชยจอมพล ป. อย่างไรก็ตาม จอมพล ป.ได้ตอบกลับว่า ขอขอบคุณและยินดีที่พระสารสาสน์ฯ แสดงความตั้งใจในการรับใช้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติร่วมกับรัฐบาล
แต่รัฐบาลเห็นว่า ปัจจุบันยังมีงานเฉพาะหน้าในประเทศเพื่อปรับปรุงแก้ไขอีกมาก โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์ ซึ่งพระสารสาสน์ฯ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เขาขอเชิญให้พระสารสาสน์ฯ เป็นกรรมการสำรวจเศรษฐกิจทั่วประเทศแทน (หจช.สร. 0201.8/85 เรื่องพระสารสาสน์พลขันธ์) การตอบเช่นนี้แสดงท่าทีว่ารัฐบาลนั้นปฏิเสธข้อเสนอของพระสารสาสน์ฯ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่าพระสารสาสน์ฯ ตอบรับข้อเสนอของจอมพล ป.หรือไม่ แต่หลังจากเขาพ้นวาระในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (2492) ท่ามกลางสมาชิกอนุรักษนิยมแล้ว เขาก็หายไปจากวงการเมืองไทยอย่างถาวร ดูเหมือนว่า อีกระบบหนึ่งที่อุบัติขึ้นในการเมืองไทยอาจจะไม่เหมาะกับเขา แต่เขายังไม่สิ้นหวัง และยังคงเคลื่อนไหวในมิติอื่นๆ ต่อไป


