bg-single

เก็บตกจากวรรณกรรมลูกทาส : ภาพสะท้อนสังคม

12.08.2026

บทความพิเศษ | “วีรพันธุ์”

เก็บตกจากวรรณกรรมลูกทาส

: ภาพสะท้อนสังคม

การอ่านวรรณกรรมนอกจากผู้อ่านจะได้รับความบันเทิง จากเนื้อหาสาระของวรรณกรรมที่อ่านแล้ว ผู้อ่านยังได้รับความรู้ด้านต่างๆ ของสังคมที่ผู้เขียนสอดแทรกไว้ในเนื้อหาเรื่องราวของวรรณกรรมนั้นๆ ด้วย

นอกจากนี้ ผู้อ่านยังได้ข้อคิดที่อาจเป็นหลักยึดสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคมอีกด้วย

จากการอ่านวรรณกรรมเรื่อง “ลูกทาส” (วรรณกรรมตุ๊กตาทองพระราชทาน พ.ศ.2507) บทประพันธ์ของ “รพีพร” ซึ่งเป็นนามปากกาของ คุณสุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2534 เนื้อเรื่องสะท้อนชีวิตของทาสในบ้านของขุนนางมียศพระยา คือพระยาไชยากร ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

บ้านของพระยาไชยากรเป็นเรือนไทยหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีเนื้อที่กว้างขวางสมฐานะ

พระยาไชยากรเป็นพ่อหม้ายอาศัยอยู่บนเรือนใหญ่กับลูกสาวชื่อน้ำทิพย์ ใกล้ๆ กับเรือนใหญ่เป็นเรือนของคุณมาโนช หลานชายพระยาไชยากร

ฟากแม่น้ำฝั่งตรงข้ามเป็นเรือนแพที่พักของพระนิติธรรมลือชา (ขุนนางกระทรวงยุติธรรม)

จะโดยบังเอิญหรือตั้งใจก็เหลือเดา ที่ผู้ประพันธ์ให้ขุนนางทั้งสองบ้านนี้อยู่ตรงข้ามกัน

บ้านหนึ่งเป็น “ฝ่ายธรรม” คือพระนิติธรรมลือชา

อีกบ้านหนึ่งเป็น “ฝ่ายอธรรม” คือพระยาไชยากร ซึ่งมีทาสหญิงชายจำนวนมาก ทั้งที่อยู่เป็นครอบครัวผัวเมียมีลูก เช่น ครอบครัวของใบและอ่อน มีลูกเล็ก ครอบครัวของกิ่ง หญิงหม้ายผัวตาย อยู่กับลูกชายชื่อ “แก้ว” พระเอกของเรื่อง ครอบครัวของบุญมี (หัวหน้าทาส) อยู่กับบุญเจิม น้องสาว

ทาสเป็นชนชั้นล่างสุดของสังคมไทยในยุคนั้น เด็กที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นทาส ก็จะได้สถานะเป็น “ลูกทาส” ดังตัวเอกของเรื่อง คือ “แก้ว”

ทาสคงทำงานหลายอย่างในบ้านขุนนางที่เป็นเจ้านาย งานเด่นๆ ที่ทำ ได้แก่ งานสวน การอยู่เวรยามรักษาความปลอดภัย งานครัว งานบ้าน และงานอื่นๆ แล้วแต่เจ้านายจะสั่งให้ทำ

หากทาสทะเลาะเบาะแว้งกัน พระยาไชยากรจะทำหน้าที่ไต่สวนเอง ทาสที่ทำผิดจะถูกลงโทษตาม “อาญาบ้าน” โดยการโบยด้วยหวาย หากโทษหนักก็มีการจำคุกด้วย

ดังนั้น บ้านพระยาไชยากรจึงมี “เรือนขังทาส” ทำให้นึกถึงว่าตามบ้านขุนนางสมัยนั้นที่มีทาสในปกครอง ต้องสร้างคุกไว้ขังทาสที่ทำผิดด้วย

จากวรรณกรรมได้เรียนรู้ว่าได้มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับการเลิกทาสที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไทย พุทธศักราช 2417 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2417 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของคนที่มีสถานภาพเป็นทาส

จำได้ว่าสมัยผู้เขียนเป็นนักเรียนประถม-มัธยมเมื่อนานมาแล้ว พอใกล้ถึงวันที่ 23 ตุลาคม หรือที่พวกเรานักเรียนเรียกกันสั้นๆ ว่า “วันปิยะ” โรงเรียนจะให้นักเรียนแต่ละห้องจัดบอร์ดนิทรรศการ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระปิยมหาราช ที่มีต่อปวงชนชาวไทยในด้านต่างๆ

ประเด็นหนึ่งที่นักเรียนทุกห้องนำมาแสดงในบอร์ดก็คือการเลิกทาส

เมื่อผู้เขียนอ่านวรรณกรรมเรื่องลูกทาส ช่วยให้เห็นว่าการเลิกทาสไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ แม้ว่าจะมีกฎหมายและพระมหากษัตริย์ก็ทรงมีอำนาจสูงสุดในบ้านเมืองก็ตาม

วรรณกรรมลูกทาสชี้ชวนให้นึกถึงปัญหาอุปสรรคหลายอย่างในการเลิกทาส ประการสำคัญคือ แม้มีกฎหมาย แต่ถ้าขุนนางบางคนที่มีทาสในปกครองปิดบังไม่แจ้งให้บรรดาทาสได้รับรู้ถึงสิทธิ์ของตน การที่จะได้เป็นไทแก่ตัวก็ยิ่งล่าช้าออกไป

ประกอบกับสมัยนั้นการศึกษาอยู่ในแวดวงจำกัด ผู้ชายมีโอกาสเรียนหนังสือมากกว่าผู้หญิงเพราะได้บวชเรียน

คงไม่ต้องพูดถึงทาส ที่น้อยคนนักจะได้เรียนหนังสือ ดังนั้น ทาสส่วนมากไม่รู้หนังสือ ก็ยิ่งทำให้การทำความเข้าใจกฎหมายยากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม คงมีอยู่บ้างที่ทาสบางคนมีโอกาสได้เรียนหนังสือ อย่างกรณีของนางกิ่ง ทาสชราคนเก่าคนแก่ผู้รับใช้ใกล้ชิดคุณหญิงไชยากรสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยความเมตตาของคุณหญิง นางกิ่งจึงมีโอกาสได้เรียนหนังสือร่วมกับบุตรหลานของคุณหญิงจนอ่านออกเขียนได้ และนำความรู้มาสอนเจ้าแก้ว ลูกชายของตน

จนวันหนึ่งในปี 2428 (ปลายรัชสมัยของพระปิยมหาราช) นางกิ่งพบเอกสารกฎหมายดังกล่าวโดยบังเอิญ ขณะเข้ามาทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู เก็บเอกสารต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง ในห้องทำงานของพระยาไชยากรบนเรือนใหญ่ จึงแอบอ่านเนื้อความ

จึงรู้ว่าเจ้าแก้วลูกชายของตนอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับความเป็นไท ในอีก 2 ปีข้างหน้าเมื่อมีอายุครบ 21 ปี

เท่ากับว่าพระยาไชยากรปกปิดเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวไว้ถึง 10 ปี ไม่บอกให้ทาสในปกครองได้รับรู้ ทำให้นึกถึงว่าถ้ามีขุนนางนายทาสคนอื่นๆ ที่ทำอย่างพระยาไชยากรก็จะยิ่งทำให้การเลิกทาสล่าช้าออกไป

ดังนั้น อุปสรรคสำคัญคือความไม่ร่วมมือหรือ “ปล่อยเกียร์ว่าง” ของขุนนางบางคนที่มีทาสในปกครอง ซึ่งสะท้อนผ่านพระยาไชยากร ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในวรรณกรรมลูกทาส

สําหรับผู้หญิงที่โดยทั่วไปมีสถานภาพไม่เท่าเทียมกับชายอยู่แล้ว ผู้หญิงที่เป็นทาสอาจถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้นไปอีก

นอกจากทำงานบ้าน งานครัวแล้ว ทาสบางคนที่สวยถูกใจเจ้านายอาจต้องยอมเป็นนางบำเรอให้เจ้านายด้วย

ดังกรณีอ่อนเมียของใบ แม้มีลูกมีผัวแล้ว หากคุณมาโนช หลานชายพระยาไชยากร ต้องการเธอก็ต้องไป “ปรนนิบัติรับใช้” ยังเรือนของท่าน หากท่านพึงพอใจก็อาจให้เงินทองเป็นการตอบแทน

ทำให้นึกถึงวรรณกรรมเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ซึ่งท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ประพันธ์ คุณชิต ลูกชายพระยาพิพิธ ได้บ่าวในบ้านเป็นเมีย เรียกว่า “เมียบ่าว” จนมีลูกเต้าด้วยกัน

แม้กระทั่งคุณเปรม ก่อนที่จะแต่งงานกับแม่พลอย ก็ได้บ่าวในบ้านเป็นเมีย จนมีลูกด้วยกัน คือ “ตาอ้น” ที่แม่พลอยรับมาเลี้ยงเป็นลูก ประเด็นนี้แม่พลอยจึงถูกมองว่าเป็นหญิงที่แสนประเสริฐ

ซึ่งถ้ามองทางจิตวิทยาก็พอจะเข้าใจพฤติกรรมของแม่พลอยอยู่ เพราะแม่พลอยเองก็เป็นลูกเมียน้อย แม่เลิกกับพ่อ พาเข้ามาถวายตัวเป็นข้าหลวงในวังตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แล้วแม่ก็จากไปทำกิจการค้าขายต่างหัวเมือง ประสบการณ์ครอบครัวแตกแยก น่าจะทำให้แม่พลอยเข้าใจสถานะของ “ตาอ้น” อย่างลึกซึ้ง เพราะทั้งคู่มีประสบการณ์ร่วมหรือ “ลงเรือลำเดียวกัน”

เป็นไปได้ว่าแม่พลอยรับตาอ้นมาเลี้ยงและรักเหมือนลูก เท่ากับเป็นการเยียวยาความเจ็บปวดที่เป็นแผลใจของแม่พลอยมานาน จึงมีความเข้าใจและเห็นใจ ไม่อยากให้ตาอ้นเจ็บปวดเหมือนที่ตนเองเคยประสบมา

ในสังคมที่ “ชายเป็นใหญ่” แม้หญิงที่ไม่ได้เป็นทาส หากตกอยู่ในฐานะ “เมียน้อย” ก็ไม่ได้รับการเชิดหน้าชูตา ต้องอยู่อย่างเมียเก็บ

อย่างกรณี “นิ่ม” แม้เป็นลูกสาวของเจ้าของกิจการทำธูปหอม ซึ่งถ้าจะว่าไปก็เป็นผู้มีฐานะหรือเป็นนักธุรกิจหากเทียบกับยุคปัจจุบัน เมื่อแม่ยกให้แต่งงานกับพระยาไชยากร ที่ตกพุ่มหม้ายเพราะคุณหญิงตายจากไปนานหลายปี พระยาไชยากรก็ไม่ได้ยกย่องให้เข้าไปอยู่ร่วมชายคาบ้านใหญ่

เพียงปลูกบ้านให้อยู่ในตรอกแถววัดสังเวช บางลำพู หลายๆ วันจึงมาหาโดยใช้ให้ทาสขับรถม้ามาส่งในยามค่ำคืน

เมื่อเสร็จสมอารมณ์หมายแล้ว ก็นอนหลับพักผ่อน ตื่นขึ้นมาก็นั่งรถม้ากลับบ้าน แถมกำชับไม่ให้ทาสที่ขับรถม้าพามาบ้านเมียน้อยไปบอกใครว่าพาท่านไปไหนมา

แม้กระทั่งฝั่งเรือนแพของพระยานิติธรรมธาดา (ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยานิติธรรมธาดา) ก็ไม่น้อยหน้า แม้เป็นนักกฎหมาย มีดีกรีนักเรียนนอกจากอังกฤษ เมื่อได้ตุ๊กตา สาวใช้ในบ้านเป็นเมีย ก็มิได้ยกย่องเธอในฐานะเมีย

เมื่อถูกบิดาซักถามก็ไม่กล้ายอมรับ เพราะหากมองตามกรอบธรรมเนียมประเพณีไทยทั้งคู่มีสถานที่ “ไม่คู่ควร” กัน ในที่สุดก็แก้ปัญหาโดยให้ออกไป อยู่บ้านเช่าแถววัดสุทัศน์

ตุ๊กตาจึงอยู่ในฐานะ “เมียเก็บ” ที่พระยานิติธรรมธาดาจะไปหาเป็นครั้งคราว

วรรณกรรมลูกทาสยังสะท้อนภาพการเผชิญหน้าระหว่างกฎธรรมเนียมประเพณีแบบไทยกับแบบตะวันตก โดยเฉพาะจากอังกฤษ ที่เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของบุคคล

อย่างกรณีของพระยานิติธรรมธาดาเมื่อกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมบางกอกภายใต้กรอบธรรมเนียมประเพณีไทย ก็มิได้นำพากับกรอบธรรมเนียมประเพณีแบบอังกฤษที่ตนเองเรียนรู้มา

ทำให้นึกถึง “ตาอั้น” ลูกชายคนโตของแม่พลอยกับคุณเปรม ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ตาอั้นเป็นนักเรียนฝรั่งเศสเมื่อเรียนจบก็พา “เมียแหม่ม” กลับมาอยู่บ้านด้วยกัน แน่นอนว่ามีแง่มุมของความแตกต่างทางวัฒนธรรมหลายอย่างที่ทำให้เกิดปัญหาของการใช้ชีวิตคู่ในครอบครัวไทยสมัยนั้น อย่างหนึ่งที่ตาอั้นมีพฤติกรรมคล้ายๆ กับพระยานิติธรรมธาดา ก็คือเลือกที่จะทำตามกรอบธรรมเนียมประเพณีไทย เวลาออกงานสังคมก็ไม่พาเมียแหม่มออกงานด้วย

ตามธรรมเนียมตะวันตกถือว่าไม่ให้เกียรติกัน จริงๆ แล้วเมื่ออยู่ฝรั่งเศส คุณอั้นคงเข้าใจถึงธรรมเนียมปฏิบัติแบบตะวันตกเป็นอย่างดี แต่เมื่อกลับมาอยู่ในสังคมไทย คุณอั้นเลือกที่จะทำตามกรอบธรรมเนียมประเพณีแบบไทยเหมือนกับพระยานิติธรรมธาดา

ซึ่งประเด็นนี้ดูเหมือนว่าเมียแหม่มรับไม่ได้ และสร้างความไม่พอใจแก่เธออย่างมาก ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส

แต่สำหรับตุ๊กตา และนิ่ม แม้ไม่พึงพอใจต่อสถานภาพของตนที่เป็นอยู่ ก็คงทำได้เพียงแค่ “ต้องทำใจ” หวานอมขมกลืน รับสภาพต่อไป

วรรณกรรมเรื่องลูกทาส ยังสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชาวบางกอกที่สัมพันธ์กับวัด ทั้งเป็นที่ที่ประชาชนไปทำบุญ บวชเรียน และทำศพ

วัดมี “สมภาร” เป็นผู้นำสูงสุด ใครเข้าไปสร้างปัญหาวุ่นวายในวัด ก็จะได้รับการลงโทษตาม “อาญาวัด” โดยสมภารเจ้าวัดเป็นผู้ตัดสินลงโทษโดยการเฆี่ยน

เช่น กรณีของนางยวงที่ถูกว่าจ้างให้มา “เข้าหา” พระแก้ว เพื่อทำลายชื่อเสียง เมื่อแผนการรั่วไหลถูกจับได้ ท่านสมภารก็ลงโทษตามอาญาวัด คือถูกเฆี่ยน 10 ที

ทำให้นึกถึงประเด็น “พระกับสีกา” ในวรรณกรรมกับสภาพสังคมปัจจุบันประเด็นนี้ก็เป็นที่มีข่าวโด่งดังเป็นที่สนใจของคนในสังคมอย่างกว้างขวาง

ภาพสะท้อนจากวรรณกรรมลูกทาสทำให้เห็นว่า ประเด็นนี้มีมานานแล้ว

ตามเนื้อเรื่อง เมื่อแก้วมาบวชเป็นพระอยู่ที่วัด ก็มีบรรดาสาวแก่แม่หม้ายนำอาหารมาถวายอยู่เนืองนิจ ถวายอาหารเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับ อยู่สนทนากับพระเป็นเวลานาน

อย่างกรณีของแม่น้อม เจ้าของกิจการทำธูปหอม เป็นผู้หนึ่งที่ใจบุญนำอาหารใส่ปิ่นโตมาถวายพระแก้วเป็นประจำ แสดงออกด้วยคำพูดกิริยาท่าทางว่า “ชอบพระ”

แต่กรณีนี้ “พระไม่เล่นด้วย” เพราะพระก็มีที่หมายอยู่แล้ว ก็เลยเป็นเรื่อง “ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง” ไป

นึกย้อนไปสมัยที่ผู้เขียนเองเป็นเด็กที่เติบโตในสังคมชาวนาเมืองแปดริ้วเมื่อห้าหกสิบปีก่อน ก็เคยได้ยินชาวบ้านโจษจันเกี่ยวกับประเด็นนี้เป็นระยะๆ ทำให้เชื่อว่าประเด็นที่ผู้ประพันธ์นำเสนอในวรรณกรรมลูกทาสน่าจะมีอยู่จริงๆ

หรือเรื่องพระกับบทบาทหมอดู ซึ่งในปัจจุบันเกิดข้อถกเถียงว่า พระควรยึดมั่นสั่งสอนญาติโยมตามหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการทำนายทายทักหรือเวทมนตร์คาถาต่างๆ จากวรรณกรรมลูกทาส นอกจากพระจะมีบทบาททางพิธีกรรมต่างๆ แล้ว พระยังมีบทบาทเป็นหมอดูทำนายทายทักดวงชะตาของบุคคลด้วย

เช่น พระอำพล พระผู้เป็นพี่ชายของพระยานิติธรรมธาดา ก็มีความสามารถในการเป็นหมอดูด้วย โดยทำนายว่า แก้วจะได้เป็นถึงพระยา

ทำให้มองเห็นว่า พระกับบทบาทหมอดูเป็นประเด็นที่อยู่คู่กันมาในวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน การจะให้แยกจากกันโดยเด็ดขาดอาจจะเป็นเรื่องยาก

คนจีนในสังคมบางกอกสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นภาพสะท้อนทางสังคมที่ได้จากการอ่านวรรณกรรมลูกทาส ที่เด่นชัดก็คือ อาชีพ “คนลากรถ” เป็นอาชีพหนึ่งที่คนจีนซึ่งมีฐานะยากจนยึดเป็นช่องทางเลี้ยงชีพในสมัยนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในสังคมจีนอันเป็นดินแดนที่พวกเขาจากมา อาชีพคนลากรถเป็นอาชีพหนึ่งของสามัญชนคนยากจนในเมืองที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน

ซึ่งสะท้อนผ่านนวนิยายที่เหล่าเส้อเป็นผู้ประพันธ์ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดย “เนียน” ภายใต้ชื่อเรื่อง “คนลากรถ”

นอกจากนี้ ยังนำเสนอปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ สมัยนั้น ที่สำคัญคือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีน 2 กลุ่ม ที่เรียกว่าพวก “อั้งยี่” กลุ่มหนึ่งเป็นจีนแต้จิ๋ว อีก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เก็บตกจากวรรณกรรมลูกทาส : ภาพสะท้อนสังคม
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากอาชญากรสงครามสู่สมาชิกวุฒิสภา (26) การเมืองไทยภายหลังสงคราม
เชลยศึกสงครามลาว (43)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (188) เจ็บใจ ‘นาย’
E-DUANG | คำวินิจฉัย ศาลปกครอง กับ บอร์ด ประกันสังคม
อาเศียรวาท
Realpolitik กับไทย-กัมพูชา บทบาทของ ‘พี่ใหญ่’ จีน
เศรษฐศาสตร์ลิปสติก
เก็บตกฟุตบอลโลก 2026
ผศ.ดวงพร อ่อนหวาน ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกเชียงใหม่ ‘เราใช้จิตวิญญาณความเป็นแม่’
ปะทะ ความคิด บรรณาธิการ คนเขียน จาก มนุษยภาพ
ปลัด มท.เผยจับได้รายแรกที่ภูเก็ต หลังสั่งเข้มจุดตรวจยกระดับความปลอดภัย ส่งตัวดำเนินคดีทันที