บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (43)
ส.ต.เจริญศักดิ์ เฟื่องวงศ์ เชลยศึกจาก บีซี 609 ภูเทิง เล่าต่อไป
“พอรุ่งขึ้นเช้าผู้คุมก็มาปลุกโดยที่ถูกจับมัดไพล่หลังอยู่แล้ว ก็ออกไปก็เจอพี่สิบเอกณรงค์ มุสิกกะปาน พวกเรา พัน 9 ทั้งนั้นเลยนี่หว่า ก็ลงจากฐานยอดภูเทิงสูง 1,300 ก็เจอพวกเราถูกมัดเป็นพวงปลาทูห้อยไป เดินกันไปเป็นวันๆ เหนื่อยก็นั่งพัก ระหว่างเดินทางสปุ๊กกี้หางบ่วงมันบินตามล่า คือมัน 36 ชั่วโมงแล้ว 36 ชั่วโมงนรก อวสานบีซี 609 ภูเทิง ทุ่งไหหิน ฐานอื่นไปหมดก่อนแล้ว ทั้งทหารแม้วทหารลาวรอบๆ ฐานผมเป็นฐานบัญชาการ ฐานสั่งการ
“ตอนที่ร้อยเอกทหารเวียดนามเหนือมันมาสัมภาษณ์ผม มาดูแลพวกผม มันบอก มันยอมทุ่มทุกอย่างเลยจะจบศึก บอกว่าพิชิตยอดสูงที่สุด มันหมายถึงชัยชนะเด็ดขาด ระหว่างเดินไปกลางทางไอ้หางบ่วงมันก็ตามมาพบ มันยิงขบวนรถที่วิ่งกันเป็นแถว เป็นรถเสบียงของพวกมัน แต่พวกมันขยัน เก่งมากๆ เลย พวกนี้มีจิตวิญญาณนักรบจริงๆ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย คนละไม้คนละมือ ทั้งจอบทั้งเสียมขุดทําถนนตัดไม้มาวางแล้วเอาดินกลบให้รถบรรทุกสัมภาระของเขาข้ามไปได้ แต่ก็ถูกไอ้หางบ่วงยิงไหม้หมด แต่ละคันเป็นขบวนติดไฟไหม้หมด ไอ้สปุ๊กกี้มันยิงลงมา
“ก็จับไปไว้ที่ ‘หนองแฮด’ เขาปลูกเรือนคอยไว้แล้วอยู่ริมน้ำ ช่วงนี้ยังเป็นทหารลาว เห็นหัวหน้าเขาเรียก ‘ตาแสง’ คําว่าตาแสงคือหัวหน้าหมู่บ้าน ที่ไปขังพวกเราคือคุกขี้ไก่ หนองแฮดมันเลี้ยงไก่ไว้เพราะว่าคงจะแบบคนโบราณ เลี้ยงไก่ไว้กินไข่กินเนื้อได้ด้วย มีลำธารน้ำที่น้ำไหลทางเดียว มีครกกระเดื่องน้ำไหลผ่านก็ตีป๊อก…ป๊อก…ป๊อก เขาเอาข้าวมาให้ไก่กิน บางทีเชลยก็แย่งไก่กิน พวกเราหิว กินรําข้าวมีทั้งเปลือกด้วย มันหิวไม่มีข้าวจะกิน มันเองก็อดอยาก มันอดทนรอจบศึก มันบอกเป็นร้อยๆ ปี ที่มันถูกยึดเป็นเมืองขึ้นของเขมรของญวน
“พวกนี้มันขยัน เก่งทั้งคนเฒ่าคนแก่ยอมตายเลยเพื่อผู้นำที่เขานับถือสูงสุดคือโฮจิมินห์ มันเล่าให้ฟังว่า เขาไม่มีจะกินมีแต่เกลือเม็ดกับข้าว 2 อย่างแค่นั้นพอ ข้าวสารเป็นถุงคล้องคอยาวๆ แล้ววันนั้นก็เทมาหุงกิน ข้าวกินกันสองมื้อ ถ้วยเล็กนิดเดียว แล้วไม่ต้องมีช้อน ใช้กิ่งไม้เป็นตะเกียบคุ้ยๆๆๆ น้ำก็จากลำธารต้มใส่หม้อเกลือเม็ดลง หาผักเอาตามคันนา

“วันที่ 2 ของการเดินทาง มันหุงข้าวต้มแกงให้เรากิน โอ้โหจะตายเอา…เดินไปจะเป็นลม พี่ณรงค์ แกถูกจับมัดเนี่ยะ ตัวแกสูงใหญ่ สิบเอกณรงค์ มุสิกกะปาน เป็นทหารอยู่นครสวรรค์ ตอนหลังกลับมาได้พันตรี จากสิบเอกเป็นพันตรี พอแกล้มก็ดึงพวกเราล้มกันทั้งพวงเลย ล้มคนหนึ่งมันก็ล้มกันหมด มันเอาน้ำตาลมากรอกยัดใส่ปากเขา ก็เลยได้ความรู้ว่าถ้าวูบจะตายเมื่อไหร่ เอาน้ำตาลยัดปาก เรี่ยวแรงมากระปรี้กระเปร่า
“เดินต่อมาถึงถ้ำ เหมือนเขาคอยเราอยู่ตัดต้นหญ้าใบไม้ปูให้เรานอน คลายลวดมัด สบายตัว เลือดลมค่อยเดินหน่อย ก็นอนหลับทั้งคืน หมดแรง ในถ้ำก็ประมาณ 20 กว่าคน แล้วก็มีหมอมาทําแผลให้ ระหว่างถูกจับอยู่ที่นี่ เขาก็หุงข้าวให้กิน เป็นหม้อแขกขนาดฟุตกว่าๆ แล้วก็ใส่น้ำ หลักๆ คือเกลือเม็ด แล้วก็จะมีไข่ 2-3 ลูกละลายกินกัน 10 คน แกว่งน้ำในหม้อต้ม ไข่หายหมดเลย หม้อเบ้อเร่อ 10 คนกิน ละลายในน้ำ มันก็หาย ข้าวสวยคนละถ้วย ถ้วยนิดเดียว เขาบอกพวกเขาก็กินแบบเดียวกันกับเรา แล้วก็จริง เขาไม่ได้กินมากกว่าเรา แล้วก็ไม่มีอะไรดีกว่าเรา
“พวกเราไม่ได้อาบน้ำหลายหลายๆ เดือนเข้า เสื้อผ้ามันก็มีตะเข็บ ตามตะเข็บเนี่ยะตัวไรตัวเล็น คันคะเยอ
“คุกของเขาไม่ได้มาก่ออิฐก่ออะไร แต่มีปืนเดินยามกันสี่มุม เดินตลอด ลุงเรียนแกนอนพลิก ฟากไม้ไผ่มันก็ดังเอี๊ยดอ๊าด มันลากตัวออกไปตบด้วยพานท้ายปืน ร้องเหมือนควายถูกเชือด เขาคิดว่าแกจะหลบหนี หลบหนีอะไร แต่ละคนบาดเจ็บกันทั้งนั้น หนีมันก็ไปไม่ได้หรอกเพราะมันบาดเจ็บ อย่างพวกผมก็บาดเจ็บ ผมก็ตาหลับๆ ลืมๆ
“อยู่หนองแฮดก็หลายเดือน ตอนที่ย้ายฐานต้องเดินไต่ไปตามเขาขึ้นไปบนถนนยอดเขา ขึ้นลงเป็นวัน แสดงว่าที่เราอยู่เขาเรียกเมืองในหุบเขาหรือเมืองลับแล เพราะฉะนั้นเครื่องบินบินผ่านไปผ่านมาไม่เห็นไม่รู้เรื่องหรอก
“ระหว่างนอนกลางป่ายังไม่ถึงที่พักก็ต้องเรียงเป็นแถวยังถูกมัดเหมือนกันทุกคน เวลาลุกก็ลากกันไป ตอนที่เราถูกจับกันไปมันใกล้จะเลิกศึกกับอเมริกาแล้ว อเมริกันก็ยิ่งบินถล่มใหญ่เลย ถล่มฮานอยเละเทะหมดเลย แล้วก็เอาเฮลิคอปเตอร์ชีนุกเครื่อง 2 ใบพัดเหมือนตู้รถไฟออกตามหาพวกเรา ในค่ายเชลยกักกันนี่ มันก็บินหา อเมริกันก็ไม่ได้ทิ้งเรา บินร่อนหาเรา
“ตอนที่นั่งรถเป็นขบวนออกไป รถวิ่งบนภูเขา แล้วไปได้สักวัน 2 วันก็ดิ่งลงๆ ล่าง กลางคืนกลางวันวิ่งตลอด เปิดไฟใต้ท้องรถหน้ารถเรื่อๆ ก็วิ่งได้ เปิดไฟมากเดี๋ยวข้างบนเครื่องบินยิงเอา เขาพรางไฟเก่ง แล้วฝีมือเขาขับเก่งต้องยอมรับ บนภูเขามีผามีอะไร โอ้โหน่ากลัว จนถึงหมู่บ้าน ไอ้ชุ่น-ชูศิษย์ที่ว่าหนองออกเป็นกระป๋องในคุกเล้าไก่ก็ตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เพราะพวกเราหามเปลผ้าไป เขาให้พวกเราฝังศพอยู่ที่เหยอาน
“ออกจากเหยอานไปหน่อยหนึ่งก็เป็นทางรถไฟ แต่ไม่ได้มีสถานีนะ เขาให้ขึ้นกลางทาง เป็นรถตู้ไม่มีหน้าต่างให้เรานั่งสบายหรอก อยู่ในตู้รถไฟ รถก็วิ่งไปเรื่อยๆ รถไฟก็โยกเยกๆ สักพักมาถึงสถานีรถไฟก็เปิดให้เราลงไปกินน้ำกินท่า
“รถไฟวิ่งไปอีกสักพักใหญ่ๆ ทีนี้ก็คงถึงจุดหมายปลายทางเดียนเบียนฟู มีรถมารับเยอะเลย รถบรรทุกแบบที่มาส่งเรา ทีนี้ก็ขึ้นรถ ขึ้นรถไปได้สักพักหนึ่ง ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงค่าย เขาไม่พูดคําว่าคุกนะ บอกเป็นค่าย ให้เกียรติเราไม่ให้เราคิดมาก ไม่ให้คิดว่าดูถูกเราเป็นนักโทษอะไร เขาบอกท่านไม่ได้ทําผิดอะไร ท่านเป็นแต่ผู้หลงผิด ถูกอเมริกันหลอก เขาด่าไปทางอเมริกันหมดเลย”
เรื่องเล่าของ ส.ต.เจริญศักดิ์ เฟื่องวงศ์ บางตอนสับสนเนื่องจากผ่านเหตุการณ์มานานแล้ว โดยเฉพาะตอนนี้ที่ว่านั่งรถไฟไปค่ายเดียนเบียนฟูนั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นการเคลื่อนย้ายจากเดียนเบียนฟูไปค่ายใหม่ที่อยู่เหนือลึกขึ้นไปในดินแดนเวียดนามเหนือติดกับพรมแดนจีนคือ “ค่ายฟูเย็น” เมื่อกลางปี พ.ศ.2516
เหตุผลสำคัญที่ต้องเคลื่อนย้ายเชลยศึกทหารไทยจากเดียนเบียนฟูลึกเข้าไปยังเมืองฟูเย็นติดพรมแดนจีนตอนเหนือครั้งนี้ก็เนื่องจากเวียดนามเหนือกับสหรัฐตกลงกันได้เรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกทหารอเมริกันที่ถูกขังอยู่ในกรุงฮานอยเมื่อต้นปี พ.ศ.2516 แต่เวียดนามเหนือยังคงต้องการกักตัวเชลยศึกไทยไว้เพื่อการต่อรอง จึงเคลื่อนย้ายลึกเข้าไปในดินแดนของเวียดนามเหนือเพื่อง่ายต่อการควบคุม ต่อไปนี้คำบอกเล่าจึงหมายถึงค่ายฟูเย็น
“ค่ายนี้เป็นตึกร้างเก่าซึ่งเป็นคลังเก็บอาวุธของฝรั่งเศสสมัยที่ก่อนฝรั่งเศสจะแตก แล้วเป็นตึกเก่า เขาเลี้ยงวัว เชลยต้องไปล้างขี้วัวกว่าจะได้อยู่กัน แต่ข้างบนเป็นเสื่อยางหนาหน่อยแบบยางรถ ยางน้ำมันดําๆ บริเวณที่ตั้งค่ายเป็นหุบเขาแคบๆ เขาให้พวกเราเจาะหลุมหลบภัยจึงรู้วิธีการเจาะ เขาสามารถเจาะเขาทะลุได้เลยพวกนี้ ดินทางโน้นมันเป็นดินลูกรัง เจาะแล้วก็ตัดไม้เป็นเสาเอาไปค้ำ ข้างบนก็ค้ำ ข้างๆ ก็ค้ำ กันดินร่วงลงมาอุดรู มันก็เป็นโพรงเข้าไปได้ตลอด แล้วก็ล้มวัว ล้มหมู ให้เราเลี้ยงหมู คือดีขึ้นกว่าหนองแฮด หนองแฮดไม่มีอะไรจะกิน กินอดกินอยาก อยู่ที่นี่กินดีขึ้นหน่อยคือให้ปลูกพริก ปลูกมะเขือ แต่ว่ากินอยู่ที่เขากำหนดให้ ไม่ได้กินตามชอบใจ ก็มีพวกเรามือดีปลูกพริก ปลูกมะเขือ ปลูกผักอะไรมันงามไปหมดเลย ปลูกข้าวโพด เอาฝักแก่ๆ มาคั่วแล้วมาตำละลายน้ำเป็นกาแฟ อยากกินกาแฟ เขาล้มควายเผือกตัวหนึ่งก็พวกเราคนอีสานฆ่า เขาให้กิน 200 คนเนี่ยะให้กินหนึ่งเดือนก็ได้คนละหน่อยเดียว ไอ้คนฆ่าก็กินมากหน่อย ช้อนเลือดโกยเข้าปาก โอ้โหแล้วขี้เพี้ย กินขี้เพี้ยมาต้มแย่งกันกิน อดอยากถือว่าเป็นของดี พวกเราก็เลี้ยงหมูปลูกผักอะไรกัน ปลูกหัวไชเท้า ผักเหมือนบ้านเราทุกอย่าง แล้วมีหัวกะหล่ำปม เป็นต้น
“ตอนนี้พอสบายดีขึ้นหน่อยก็รู้สึกดื้อตามประสาคนไทยเพราะถ้าเชื่อทุกอย่างตามเขาบอกเดี๋ยวเสียฟอร์ม เราเป็นนักรบไทยใช่ไหม ต้องศักดิ์ศรีนั่นหน่อย ดื้อนิดๆ อะไรอย่างนั้นคือตะแบง เขาเลี้ยงไก่ก็ไปขโมยไก่เขากิน เขาขังห้องละ 10 คน ห้องใหญ่นะ ผมโดนห้อง 10 คน อีกห้อง 12 คน ไอ้ห้อง 12 คนนี่แหละ 3 คนเขาให้ไปหุงข้าวต้มแกงเป็นคนครัวเชลย ตอนเที่ยงถึงบ่าย 2 โมงจะได้นอนพัก 2 ชั่วโมงเหมือนคนฝรั่งเศส เหมือนทหารฝรั่งเศส เขาจะพักวันละ 2 ชั่วโมง”
ที่ค่ายฟูเย็นนี่เองที่เหล่าเชลยศึกจากทุ่งไหหินจะได้พบกับ จ่าสิบโทชัยชาญ หาญนาวี “เชลยศึกทรหด” ที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจาก “ฮานอยฮิลตัน” เนื่องจากเพื่อนเชลยศึกอเมริกันทุกคนได้กลับบ้านเมื่อต้นปี พ.ศ.2516
“ร้อยเอกชัยชาญ หาญนาวี ตอนนั้นเป็นจ่าสิบโท แต่งงานได้ 7 วัน แกเล่าให้ฟังตอนหลัง จัดงานใหญ่โต อยู่ศูนย์สงครามพิเศษไปถูกจับในลาว ถูกจับขังลืมไปอยู่รวมกับพวกอเมริกัน สมัยนั้นยังไม่มีคนไทย ตัวแกใหญ่สูงใหญ่แบบอเมริกันหน้าตาเหมือนฝรั่ง แกอยู่ฮิลตันฮานอย อเมริกันกลับบ้าน แกก็เลยถูกส่งกลับมาอยู่ที่เดียนเบียนฟู (ที่ถูกคือค่ายฟูเย็น) กับทหารไทย ค่ายเชลยทหารไทย
ตอนนั้นมันสงบศึกเวียดนามแล้ว แต่เรายังคอยสนธิสัญญาเวียงจันทน์เพื่อสงบศึกในลาวอยู่ เชลยอเมริกันกลับบ้านแล้ว แต่พวกผมให้คอยสัญญาเวียงจันทน์ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ไปทําสัญญาเพื่อขอตัวคนไทย เชลยไทย”
