วิกฤตประชาธิปไตย | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
เพิ่งมีโอกาสได้ฟังการแสดงความเห็นของ “รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บนเวทีเสวนาหัวข้อ “สามัญชนและประชาธิปไตย ในระบบทุนนิยม” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แล้วพบว่าเรื่องเล่าบางเรื่องของอาจารย์ประจักษ์นั้นมีความน่าสนใจชวนขบคิดเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำเนื้อความมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งในพื้นที่นี้
“หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมไปร่วมประชุมทางวิชาการเป็นเวิร์กช็อปเพื่อเข้าใจว่าทำไมประชาธิปไตยมันทำงานเสื่อมถอยลงในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคอาเซียนก็มีวิกฤตหลายประเทศ
“เขาบอกว่าประชาธิปไตยกับทุนนิยมจะทำงานได้ดีต้องมีคุณสมบัติคล้ายๆ กัน ก็คือต้องมีการแข่งขัน มันจะทำงานได้ดีที่สุด แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์
“ก็คือประชาชนต้องมีทางเลือก มีตัวเลือกในระบบเศรษฐกิจ ในทางการเมือง ถ้ามีการแข่งขันสูง ประชาชนก็ได้ประโยชน์ เพราะมีการแข่งขันเชิงนโยบาย แล้วการแข่งขันมันยังทำให้เกิดความรับผิดรับชอบด้วย เพราะคุณไม่สามารถมองประชาชนเป็นของตายได้ คุณชนะครั้งนี้ ครั้งหน้าคุณอาจจะแพ้ก็ได้ ถ้าระบบมีการแข่งขันที่ดี
“แต่เขาบอกว่า ในช่วงหลังการแข่งขันมันลดน้อยลง เขาเห็นปรากฏการณ์หลักๆ สองอย่าง โดยเฉพาะในภูมิภาคเรา (อาเซียน)
“อันแรกก็คือการผงาดขึ้นมาของ ‘ตระกูลการเมือง’ ตระกูลการเมืองโดยเนื้อแท้ของมันเอง มันอยู่ได้เพราะมันผูกขาดอำนาจ โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งท้องถิ่น ระบบ ‘บ้านใหญ่’ มันทำลายการแข่งขัน
“ในฟิลิปปินส์เขามีงานวิจัยศึกษาต่อเนื่อง เพราะตระกูลการเมืองเขาครองอำนาจนาน เขาบอกว่าพื้นที่ไหนที่บ้านใหญ่ผูกขาดอำนาจนาน กลายเป็นว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในเขตนั้นต่ำ มันมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน ส่วนจะเป็นสาเหตุหรือผลลัพธ์ (ของกันและกัน) อย่างชัดเจนแค่ไหน อันนั้นต้องพิสูจน์กันต่อไป”

“อีกอันที่ทำให้การแข่งขันต่ำในหลายประเทศ ทั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยไม่ค่อยทำงาน นอกจากตระกูลการเมืองครอบงำสูงแล้ว ก็คือสิ่งที่เขาเรียกว่าระบบ ‘cartel’ (ระบบฮั้วกัน) ของพรรคการเมือง
“ในทางการเมืองก็มีการฮั้วกัน เหมือนแก๊งมาเฟียเลิกแข่งกันมาตั้งก๊วน แล้วหาผลประโยชน์ร่วมกัน ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย เขาเห็นปรากฏการณ์นี้ว่า พรรคการเมืองมีแนวโน้มที่จะไม่ค่อยมีความแตกต่างเชิงนโยบาย กระทั่ง (นักการเมือง) ย้ายพรรคสลับไปสลับมา แล้วก็ร่วมมือกันโดยข้ามเส้นแบ่งทุกอย่างได้เสมอ
“ไอ้ปรากฏการณ์ฮั้วกันนี่แหละ มันทำให้ต่อให้มีการเลือกตั้ง แต่ประชาชนไม่ได้มีทางเลือกอย่างแท้จริง เลือกไปเถอะ พรรคไหนมันแทบไม่ต่างกัน อาจจะมีนอกคอกอยู่สักพรรคหนึ่ง แต่ไอ้พรรคนั้นก็จะถูกกีดกันอยู่แล้วไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ที่เหลือเหมือนกันหมดแล้วก็พร้อมที่จะไปจับมือกัน พอเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งมันยิ่งเป็นพิธีกรรมมากขึ้น
“แล้วมันไม่ใช่แค่บ้านเรา อินโดนีเซีย วิกฤตมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ก็คือนักการเมืองแต่ละพรรคเขาเห็นตรงนี้ ว่าจะแข่งกันไปทำไม เลือกตั้งก็ต้องมาซื้อเสียงแข่งกัน เขามาจับมือกันหมดเลย จนทำให้ไม่เหลือฝ่ายค้านในสภา ทุกพรรคเป็นรัฐบาลหมด
“มันเริ่มตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วของ ‘โจโกวี’ (อดีตประธานาธิบดีโจโก วีโดโด) ‘ปราโบโว’ (ปราโบโว ซูบียันโต) ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็คือ (อดีตคู่แข่งทางการเมืองที่) โจโกวีดึงมา เพราะแข่งกันมาสองครั้งแล้วมันเหนื่อย มาร่วมมือกันเลยดีกว่า
“โจโกวีก็ตั้งปราโบโวมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลตัวเองเลย พอครั้งนี้ โจโกวีไม่สามารถเป็น (ประธานาธิบดี) ต่อได้แล้ว เขาให้เป็นได้แค่สองสมัย โจโกวีอยากให้ลูกเป็นต่อ อยากสร้างตระกูลการเมือง ก็เลยสนับสนุนให้ปราโบโวได้เป็นประธานาธิบดี แต่ขอฝากลูกชายตัวเองไปเป็นรองประธานาธิบดี
“แต่ลูกชายยังอายุไม่ถึง 40 ปี ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถสมัครเป็นผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีได้ โจโกวี (เลย) โทรศัพท์ไปหาญาติตัวเอง เพราะญาติเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ
“ประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกประชุมแล้วตีความกฎหมายใหม่ ตีความรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ต้องใช้เกณฑ์อายุก็ได้ มันมีช่องว่าถ้าเขามีความสามารถ เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารมาก่อน มันก็พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถเป็นผู้นำประเทศได้ ก็เลยยกเว้นเกณฑ์เรื่องอายุออกไป
“คนไม่พอใจทั้งประเทศเลย แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะคุณจะไปประท้วงศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร … อันนี้อินโดนีเซีย ไม่เกี่ยวอะไรกับประเทศไทย”
