มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
ระบบการศึกษาแบบตะวันตก เข้าสู่สยามประเทศ โดยเริ่มจากโรงเรียนของพระฝรั่ง ที่ใช้ชั้นเรียนเป็นพื้นที่เผยแผ่ศาสนา เมื่อประสบผลจึงดำเนินการต่อเนื่อง มาจนถึงปีปัจจุบัน ที่โรงเรียนวัดฝรั่งเป็นที่ยอมรับของผู้มีฐานะ
ที่จริงฐานการเรียนรู้ของไทยก็เริ่มจากวัด ก่อนจะมาเป็นโรงเรียนวัด และโรงเรียนนอกวัด ที่ทุกวันนี้แบ่งลำดับชั้นตามกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงที่ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ จนถึงองค์การบริหารท้องถิ่น หรือโรงเรียนเทศบาล
ส่วนการศึกษาวิชาชีพ เดิมทีนั้นมีแค่การฝึกฝนฝีมือกับช่าง ในครอบครัวเดียวกันหรือในชุมชนเดียวกัน รวมทั้งไปขอเรียนรู้จากครูช่างที่มีความสามารถพิเศษ
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2441 ในรัชสมัยสู่ความทันสมัยของพระพุทธเจ้าหลวง มีประกาศแยกระบบการศึกษาสายสามัญ วิชาความรู้ทั่วไป กับสายวิสามัญ วิชาชีพต่างๆ ก่อนที่จะมาเป็นสามัญศึกษา และอาชีวศึกษาในเวลาต่อมา
ที่น่าสนใจคือ โรงเรียนสอนอาชีพด้านพาณิชยกรรมสองแห่งแรกของไทยนั้นอยู่ในวัดมหาพฤฒาราม และวัดราชบูรณะ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่พุทธพาณิชย์เช่นในปัจจุบัน แต่น่าจะเป็นเพราะทำเลที่ตั้งของวัดทั้งสองอยู่ใกล้ย่านการค้าของพระนครในเวลานั้น
ทั้งสองโรงเรียนยังเป็นต้นทางของโรงเรียนพาณิชยการ ที่เคยเบ่งบานทั่วราชอาณาจักรในยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันเปิดวิทยาลัยอาจารย์แม่ และอื่นๆ อีกมากมาย จนต้องมีคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มาควบคุมดูแล
โรงเรียนทางด้านวิชาชีพที่เปิดในลำดับต่อมาคือ โรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งทำหน้าที่ชัดเจนตามชื่อสถาบัน คือการบ่มเพาะช่างต่างๆ ที่จำเป็นในเวลานั้น
เมื่อบ้านเมืองก้าวสู่ความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ รัฐบาลจึงเปิดโรงเรียนเทคนิคในเมืองหลวง คือกรุงเทพฯ และธนบุรี และอีกสามแห่งในภูมิภาค คือสงขลา โคราช หรือนครราชสีมา และพายัพ หรือเชียงใหม่
รวมทั้งการเปิดรับวิทยาการจากนานาประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของโรงเรียนเทคนิคต่างๆ นานา อาทิ เยอรมัน ที่พระนครเหนือและขอนแก่น ญี่ปุ่น ที่นนทบุรี และออสเตรเลีย ที่สัตหีบ
จากนั้นจึงขยายตัวไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนการช่าง ในตอนแรก และวิทยาลัยเทคนิค ในเวลาต่อมา
แต่ด้วยค่านิยมปริญญาบัตรในสังคมไทย และความก้าวหน้าทางราชการ ของผู้บริหารทำให้โรงเรียนเทคนิคหรือการช่าง ที่เดิมเน้นอาชีวศึกษา พากันยกระดับสู่อุดมศึกษา เป็นสถาบันเทคโนโลยี
บวกกับทัศนคติลบต่อนักเรียนชายที่เรียนทางด้านเทคนิค ผู้เข้าเรียนสาขาวิชาชีพ (ปวช.) และวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ลดลง เหลือแต่สถานฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น ของผู้ที่ขาดการศึกษาพื้นฐาน ที่ปัจจุบันยกระดับเป็นวิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยสารพัดช่าง
ในภาวะการเปลี่ยนขาดของประเทศ การเข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ และการลดลงของประชากรที่สวนทางกับการเข้ามาของแรงงานต่างชาติ สำหรับประเทศไทยที่ต้องดำรงสถานะในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ จำเป็นต้องลบรู้และเรียนรู้ใหม่เกี่ยวกับวิสามัญศึกษาในอดีต หรืออาชีวศึกษาในปัจจุบัน ที่มากกว่าการปรับเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรับผิดชอบ จากกรมอาชีวศึกษา เป็นสำนักงานอาชีวศึกษา หรือมากกว่าการเปลี่ยนจากประกาศนียบัตร เป็นปริญญาบัตร
รัฐบาลจักต้องให้ความสนใจ กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงาน ที่มาจากความเข้าใจในอาชีวศึกษา ด้วยเหตุผลเดียวคือ ทรัพยากรมนุษย์ เป็นกลไกหลัก ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติต่อไป
