คํ่าคืนนั้น เมืองส่องแสงเหมือนกล่องไฟใบใหญ่ที่ถูกเปิดค้างมานาน แสงนีออนจากป้ายโฆษณาไหลลงมาตามผนังกระจกของตึกสูง เป็นริ้วสีที่สะดุดตาแต่กลับทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าตื่นเต้น เสียงรถบนถนนด้านล่างกลายเป็นเสียงที่ไม่มีใครตั้งใจฟังแล้วจริงๆ
บนสกายวอล์กเหนือถนน ลลินยืนปะปนกับฝูงคนที่ก้าวเท่าๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย ชานชาลารถไฟฟ้าแน่นไปด้วยร่างในชุดทำงานที่สีแทบไม่ต่างกันมากนัก เธอเห็นเงาตัวเองซ้อนอยู่บนแผงกระจกกั้น ก่อนจะมีตัวอักษรขาวบางตัวไหลผ่านใบหน้าตัวเองไป
“ล้างความทรงจำส่วนเกิน คืนพื้นที่ให้ชีวิตของคุณ – Memory Lab Services”
เป็นสโลแกนที่เธอเคยช่วยนั่งคิดบนโต๊ะประชุมยาวๆ ใต้ไฟสีขาวจัดจนปวดตา ตอนนั้นทุกคนหัวเราะเบาๆ บอกว่ามัน “คลีน” และ “ทันยุค” ดี เธอพยักหน้า แอบภูมิใจที่คำพูดของตัวเองจะไปปรากฏอยู่บนป้ายทั้งเมือง
แต่ในค่ำคืนนี้ มันเหมือนคำถามที่ลอยมาหยุดตรงหน้าเธอมากกว่าสโลแกนโฆษณา
อะไรคือส่วนเกินของชีวิตกันแน่?
เสียงประกาศรถไฟฟ้าลอดออกมาจากลำโพงอย่างเคยชิน ลลินขยับเข้าไปใกล้เส้นเหลืองตามฝูงชนโดยไม่ต้องคิด แต่สายตาไม่ได้มองรถไฟฟ้าที่กำลังจะจอด เธอมองเลยไปทางปลายชานชาลา…ห่างไปเล็กน้อยเพียงคนคั่นกลางที่นั่นมีเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่
เขาตัวเล็ก ผอม เสื้อยืดสีขาวหม่นจนแทบกลายเป็นสีเทา กางเกงขาสั้นที่เลยเข่าแค่ไม่กี่นิ้ว รองเท้าผ้าใบคู่เล็กขอบเปิดจนเห็นโฟมด้านใน เหมือนของที่ถูกใช้มานานแล้วแต่ยังต้องใช้ต่อไป เด็กชายเกาะราวเหล็ก มองลงไปที่รางรถไฟว่างเปล่าด้วยสายตาแบบที่เธอจำได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ คิ้วโค้ง ริมฝีปากเจ่อเล็กน้อยตรงมุมซ้าย ไหล่ลู่ลงอย่างคนที่เคยชินกับการพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด
เธอเคยเห็นทุกส่วนบนใบหน้านี้มาก่อน ในกระจกสมัยเรียนประถม รูปถ่ายเก่าที่แม่ส่งมาให้ดูทางไลน์ ในความฝันไม่กี่ครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วเธอก็รีบลืมมันเสีย
มันคือ “ตัวเธอเอง” ตอนอายุราวสิบขวบ ไม่มีส่วนไหนคลาดเคลื่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
แสงจากรถไฟขบวนใหม่พุ่งเข้ามา เสียงล้อเหล็กครูดกับรางสะเทือนผ่านพื้นกระจก เด็กชายเงยหน้าขึ้นพอดีกับจังหวะที่สายตาเธอไปหยุดอยู่ตรงเขา ดวงตาสีดำกลมโตสบกับเธอตรงๆ
ไม่มีความประหลาดใจ
ไม่มีความกลัว
มีเพียงแววเหมือนคนที่รอมานานแล้ว ในที่สุดคนที่รอก็โผล่มาเจอเสียที
“คุณมาช้ากว่าที่ผมคิดไว้นะครับ” เขาพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงใส
ลลินชะงัก “เรา…เคยรู้จักกันมาก่อนเหรอ”
เด็กชายส่ายหน้าเบาๆ “คุณไม่รู้จักผมหรอกครับ แต่ผมรู้จักคุณดี ตั้งแต่ก่อนที่คุณจะให้เขาลบชื่อหมู่บ้านเราออกจากหัวตัวเอง”
คำว่า ‘หมู่บ้าน’ พุ่งตรงเข้าอกเหมือนหินขนาดเล็กถูกโยนลงบ่อที่ถูกทิ้งร้างมานาน เธอเห็นภาพอะไรบางอย่างแวบผ่าน ถนนดินแดง บ้านไม้ หลังคาสังกะสีที่มีรอยสนิมกิน แต่ภาพก็หายไปเร็วจนเธอคว้าไว้ไม่ทัน
“เธอเป็นใครกันแน่” เธอถามอีกครั้ง คราวนี้เสียงแห้งกว่าเดิม
เด็กชายมองลอดกระจกไปยังป้ายโฆษณาที่ด้านหลังมีโลโก้ของบริษัทที่เธอทำอยู่ ก่อนจะหันกลับมาหาเธอ
“ผมหนีออกมาจากห้องทดลองของคุณครับ”
รถไฟจอด ประตูเปิดออก เสียงประกาศเชิญชวนให้ผู้โดยสารเข้า-ออกอย่างระวังดังคลออยู่ด้านหลัง ผู้คนเบียดกันเข้าสู่ขบวนรถที่แน่นไปด้วยชีวิตเร่งรีบ ลลินยืนนิ่ง ปล่อยให้ร่างอื่นไหลผ่านตัวไป
“ห้องทดลองของฉัน?” เธอทวน
“ครับ ห้องทดลองความทรงจำส่วนบุคคลของคุณ ที่อยู่ในระบบ Memory Lab นั่นแหละ” เด็กชายยิ้มบางๆ ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม “ผมคือชุดความทรงจำ ‘ลลิน-เด็ก-ชุด 03’ คุณอนุญาตให้เขาแยกผมออกไปเมื่อห้าปีก่อน เพื่อใช้ในการทดลองรุ่นแรก”
หัวใจเธอเต้นแรง ลลินจำได้รางๆ ถึงแบบฟอร์มอาสาสมัครที่เธอเซ็น ชื่อโครงการยาวๆ ภาษาอังกฤษที่เธอเคยอ่านผ่านๆ พร้อมข้ออธิบายว่า “เพื่อพัฒนาวิธีบำบัดอาการบาดเจ็บทางใจ” ตอนนั้นเธอเพิ่งเลื่อนตำแหน่ง เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ทุกคนคาดหวัง เธอคิดแค่ว่า ถ้าได้เป็นผู้ใช้รุ่นแรกจะเข้าใจโครงการลึกซึ้งขึ้น จะได้จับงานแน่นขึ้น
เธอเชื่อคำอธิบายว่าแค่ “ย้ายความทรงจำบางส่วนไปเก็บไว้ชั่วคราว” ส่วนไหนที่เจ็บปวดเกินไป จะช่วย “ทำให้เนียนขึ้น” ก่อนส่งกลับเข้าหัวเธออย่างปลอดภัย
ไม่มีใครพูดถึงความเป็นไปได้ที่มันจะ “หลุดออกมาเดินบนถนน”
“แล้วทำไมมาหาฉัน” ลลินถาม “ทำไมไม่ไปที่อื่น”
เด็กชายชำเลืองมองกล้องวงจรปิดมุมชานชาลาอีกครั้ง ก่อนตอบแผ่วๆ “เพราะถ้าผมยังเดินอยู่ข้างนอกคนเดียว เขาจะตามจับผมง่ายมาก พวกหน่วยกู้คืนจะมองผมเป็นสัญญาณรบกวนของระบบ เป็นเศษข้อมูลที่ต้องลบทิ้ง แต่ถ้าผมอยู่ใกล้คุณ เขาจะทำอะไรตรงๆ ไม่ได้จนกว่าจะเคลียร์สิทธิ์กับเจ้าของ”
คำว่า “ลบทิ้ง” ทำให้บางอย่างเย็นวาบอย่างไม่มีเหตุผล
“เขาบอกว่า ถ้าถูกจับได้อีกครั้ง ผมจะถูกรีเซ็ตเป็นศูนย์ ไม่มีการสำรอง ไม่มีการกู้คืน ไม่มีใครตามไปเจอผมได้อีกแล้ว”
รถไฟอีกขบวนเลื่อนเข้ามาแทนที่ขบวนเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว ชานชาลาสั่นเล็กน้อย ลมแรงวูบผ่านเส้นผมเธอไป แต่คนที่ยืนตรงหน้ากลับเหมือนยืนอยู่ในที่ที่ลมพัดไม่ถึง
“ผมไม่อยากหายไปครับ” เด็กชายพูด “คุณช่วยผมได้ไหม แค่…อย่าส่งผมกลับไปที่ห้องนั้น”
สายตาของเด็กที่เคยเป็นเธอเองตอนยังไม่รู้จักคำว่า “เริ่มต้นใหม่” เต็มปากเต็มคำ จ้องมาเงียบๆ อย่างนั้น
ลลินรู้ว่าตัวเองควรทำอะไร ตามระเบียบของบริษัท เธอควรกดแจ้งสัญญาณฉุกเฉินให้หน่วยกู้คืนมารับผิดชอบ “ความผิดปกติของข้อมูล” แต่ปลายนิ้วกลับเย็นชาไปหมด ราวกับมีใครปิดสวิตช์การเคลื่อนไหวของเธอไปชั่วคราว
“ไปจากตรงนี้ก่อนแล้วกัน” เธอพูดในที่สุด เสียงฟังดูหอบเล็กน้อย “ที่นี่มีกล้องเยอะเกินไป”
ห้องพักของลลินบนชั้นยี่สิบเอ็ดเป็นกล่องสีขาวเรียบๆ ไม่ต่างอะไรจากกล่องของคนอื่น เตียงเดี่ยว โต๊ะทำงาน ชั้นวางของเล็กๆ ต้นไม้ในกระถางที่ใบเหี่ยวไปครึ่งต้นเพราะเจ้าของลืมรดน้ำไปหลายวัน สิ่งที่ต่างจากห้องอื่นมีเพียงโต๊ะยาวชิดผนังที่วางอุปกรณ์อ่าน-เขียนโครงสร้างความทรงจำ และกล่องใสเล็กๆ หลายกล่องที่มีชิปแผ่นบางสีเงินนอนเรียงอยู่อย่างสงบ
เด็กชายเดินดูของทีละอย่าง ปลายนิ้วแตะขอบกล่องใส “นี่คือส่วนที่คุณเก็บของคนอื่นไว้” เขาถาม “เขาให้คุณดูแลอดีตของพวกเขาแบบนี้เหรอครับ”
“มันเป็นแค่โครงสร้างข้อมูลสำรอง” ลลินตอบโดยอัตโนมัติ
เด็กชายไม่เถียง แค่เดินผ่านไปยังผนังฝั่งที่มีกรอบรูปแขวนอยู่ ภาพเด็กหญิงนั่งกอดเข่าบนบันไดไม้หน้าบ้าน ไม้ที่พื้นผุจนเห็นดินด้านล่าง ข้างๆ เป็นถังน้ำพลาสติกสีฟ้าซีด ต้นมะม่วงหลังบ้านโผล่กิ่งใบมาในกรอบภาพได้เพียงเสี้ยวเดียว
“คุณเก็บรูปนี้ไว้ แต่ลบทั้งหมู่บ้านออกจากหัว” เขาพูดเรียบๆ “แปลกดีนะครับ”
ลลินเม้มริมฝีปาก เธอจำไม่ได้แม้แต่ตอนเอารูปนี้มาติดผนังห้อง คงเป็นช่วงย้ายเข้ามาใหม่ๆ แล้วหยิบติดมือมาโดยไม่ตั้งใจ
“ผมจำวันนั้นได้ชัดเลย” เด็กชายพูดต่อ “วันฝนแรกของปี น้ำฝนไหลจากชายคาเป็นเส้นยาว คุณนั่งตรงบันไดไม้ ตัวเปียกมอมแมม แม่หัวเราะตอนรองเท้าแตะลื่นหลุดไปในโคลน คุณส่งกะละมังใบเล็กให้แม่ตักน้ำฝนเข้าถัง ใบหน้าคุณตอนนั้น…ไม่ได้คิดถึงการเริ่มต้นใหม่เลยสักนิด คุณแค่ดีใจที่มีน้ำพอจะอาบพรุ่งนี้เช้า”
ภาพที่เขาเล่าเหมือนฟิล์มเก่าที่ถูกฉายซ้อนเข้ามาในหัว
กลิ่นดินเปียก
เสียงเม็ดฝนกระแทกสังกะสี
เสียงแม่ไอเบาๆ หลังหัวเราะ
มันไม่ชัดทุกอย่าง
แต่ไม่ได้ว่างเปล่าจนเป็นกระดาษขาวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ข้อมือของลลินสั่นอีกครั้ง เธอก้มลงดูหน้าจอเล็กๆ
ALERT : ตรวจพบการเคลื่อนไหวของหน่วยความทรงจำทดลอง ใกล้สถานีรถไฟฟ้า A-17
STATUS : หน่วยกู้คืนกำลังออกปฏิบัติการ
เวลาในการตัดสินใจถูกหดเหลือเพียงสองสามบรรทัดข้อความ เด็กชายมองเธอ ริมฝีปากเม้มแน่น
“ครั้งก่อนที่ผมถูกจับกลับไป ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหายไปส่วนไหนบ้าง รู้ตัวอีกทีผมจำเสียงพ่อคุณตอนเมากลับบ้านไม่ได้แล้ว จำไม่ได้ว่ากระจกบานหน้าบ้านเคยแตกเพราะอะไร…ผมจำได้แต่ฝุ่นกับเงากระจกใหม่ที่คุณไม่เคยอยากมองมันจริงๆ”
ลลินรู้สึกเหมือนใครเอาน้ำหนักทั้งห้องมากดลงบนไหล่ ลมหายใจไม่เต็มปอด รู้ทั้งรู้ว่าตัวเลขในระบบจะบันทึกทุกการตอบสนองของเธอไว้ แต่กลับไม่อาจกดปุ่มรายงานพิกัดตามระเบียบได้ เธอพูดออกมาเบาๆ
“ถ้าฉันไม่ส่งเธอกลับ เขาจะจัดการฉันแทน”
เด็กชายยิ้มอ่อน “เขาอาจลบคุณไม่ได้ง่ายๆ คุณมีคุณค่าในระบบมากกว่าผมเยอะ”
ประโยคนั้นฟังเหมือนคำปลอบ แต่กลับเจ็บลึกอย่างคาดไม่ถึง
ตึกสูงด้านหลังโครงการ Memory Lab เมื่อมองจากด้านข้างเหมือนเรือเหล็กลำใหญ่ที่ทอดตัวนิ่งกลางทะเลมืด เสียงโดรนตรวจจับบินวนบนฟ้า หางแสงของมันกวาดไปตามกำแพงสกปรกที่เต็มไปด้วยคราบน้ำฝนกับคราบสนิม
ลลินกับเด็กชายซ่อนตัวอยู่ใต้บันไดเหล็ก ทางเดินแคบจนเห็นได้ชัดว่าเมืองนี้สร้างพื้นที่ไว้ให้ของเหลือใช้มากกว่าคน
“กลัวไหมครับ” เด็กชายถามเสียงเบา ขณะโดรนเครื่องหนึ่งบินเฉียดผ่านเหนือหัวพวกเขา แสงขาวลากผ่านปลายเท้าทั้งคู่ไปนิดเดียว
“ถ้าบอกว่าไม่ก็คงโกหก” ลลินตอบ
เธอนึกถึงห้องทดลองหลักที่ชั้นใต้ดิน ผนังสีขาว เครื่องจักรเรียงกันเป็นแถว แสงไฟเย็นจนในอากาศมีรสของโลหะ ตอนนี้เธอเป็นฝ่ายอยู่ในมุมมืดนอกสายตา
“ตอนที่คุณเสนอเทคนิคแยกโครงสร้างความทรงจำออกมาจำลองเป็นตัวตนภายนอก คุณจำได้ไหมครับว่าพูดว่าอะไร” เด็กชายถามขึ้นลอยๆ
ภาพห้องประชุมผุดขึ้นมา โต๊ะไม้ยาว แก้วน้ำเรียงกันเป็นแถว เอกสารกองสูง หน้าจอฉายสไลด์ที่มีหัวข้อ ‘โมดูลการบาดเจ็บภายนอก’ (Externalized Trauma Module)
เธอยืนสรุปผลการทดลองชุดเล็ก เสียงตัวเองในอดีตดังกลับมาในหัว
“ถ้าเราดึงความเจ็บปวดออกจากตัวคนไข้ให้เดินอยู่ข้างๆ ได้สักพัก เขาอาจจะมองมันตรงๆ ได้ง่ายขึ้น…แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเก็บหรือจะปล่อย”
ตอนพูด เธอคิดถึงผู้ใช้งานอื่นๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีวันเห็น “ความเจ็บปวด” ของตัวเองเดินมาขอให้ช่วยเอาจริงๆ แบบนี้
“ถ้าผมโดนจับอีกครั้ง ผมจะไม่มีโอกาสกลับมาหาคุณแล้วนะครับ” เด็กชายว่า ดวงตาไม่มีน้ำตาคลอ แต่ขอบเสียงสั่นนิดๆ “บางทีมันอาจจะดีกว่าก็ได้ คุณจะได้ไม่ต้องจำอะไรที่ทำให้เจ็บอีก”
ประโยคนั้นควรเป็นข้อเสนอที่เย้ายวนสำหรับคนที่ให้เขาลบอดีตไปเองตั้งแต่แรก แต่ในความมืดอับของตรอกแคบๆ เสียงฝนที่ไหลลงมาตามรางน้ำบนผนังกลับทำให้เธอรู้สึกว่าการไม่เจ็บเลย…เหมือนการหายไปทีละน้อยมากกว่าการอยู่รอด
“ถ้าฉันเปิดประตูในหัว ให้เธอกลับมาอยู่ข้างในอีกครั้ง” ลลินพูดช้าๆ “มันจะทำให้เธอรอดจากการถูกลบไหม”
เด็กชายเงียบไป เสียงโดรนเครื่องหนึ่งค่อยๆ ห่างออกไป ก่อนที่อีกเครื่องจะเข้ามาแทนที่ ท้ายที่สุด เขาพูดเบาๆ
“ผมไม่รู้ครับ ว่าระบบจะมองยังไง แต่ถ้าเลือกได้ ผมอยากถูกกลืนหายไปในหัวคุณ มากกว่าถูกสั่งลบในห้องขาวๆ พวกนั้น” เขาหันมามองเธอตรงๆ “แค่คุณต้องสัญญาว่าจะไม่โยนผมออกไปอีกครั้ง”
สัญญาเหมือนคำที่เธอไม่ค่อยได้ใช้กับใครในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอเคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่หันกลับไปมองอดีต จะไม่กลับบ้านถ้ายังไม่มีอะไรให้ภูมิใจจะเอากลับไปอวด แต่ในตรอกอับลมตรงนี้ เธอกลับพยักหน้ารับ
“ฉันสัญญา”
คำง่ายๆ แค่นั้น ทำให้หัวใจเธอหนักขึ้นและเบาลงในเวลาเดียวกัน
เมื่อหลับตา ลลินเห็นประตูเหล็กบานหนึ่งในหัว บานใหญ่ หนา มีคราบสนิมสีเข้มคลุมอยู่เกือบทั้งแผ่น ไม่มีป้ายบอกว่าเป็นห้องอะไร มีเพียงโซ่เส้นหนึ่งคล้องคาไว้ ไม่แน่ใจว่าประตูบานนี้สร้างขึ้นมาเอง หรือถูกระบบสร้างเพื่อเก็บส่วนที่เธอไม่อยากจำ สิ่งที่แน่ใจคือ เธอเดินผ่านมันมาหลายครั้ง โดยแสร้งทำเป็นไม่เห็น
เธอยกมือขึ้นช้าๆ โซ่ไม่แน่นอย่างที่คิด แค่สัมผัสเบาๆ มันก็สามัคคีกันหล่นลงพื้นเอง ประตูขยับครืดเสียงเบา เมื่อแง้มออก ลมจากอีกฝั่งก็พัดหน้าเธอ เป็นลมที่มีทั้งกลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นข้าวสุกค้างหม้อ กลิ่นฝนที่ยังไม่ตกลงมาเต็มที่
ในห้องมืดนั้น เด็กหญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง ผิวคล้ำแดด ผมยุ่ง เสื้อยืดเก่าที่อกเสื้อมีรอยปะด้วยผ้าสีไม่เข้ากัน ดวงตาคู่นั้นเงยขึ้นมาสบกับเธออย่างไม่เชื่อว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาจะเป็นคนคนนี้จริงๆ
“ขอโทษ” ลลินเอ่ยออกมาดังแค่ในคอ
เด็กหญิงไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงค่อยๆ ลุกขึ้น เดินเข้ามาหา มือเล็กๆ เอื้อมมาจับมือเธอ เธอรู้สึกถึงอีกมือหนึ่ง มือของเด็กชายในตรอกกำลังทับซ้อนอยู่ ความอุ่นจากสองเวลาพุ่งสวนขึ้นมาบรรจบกันในอก
ภาพหลายภาพไหลทะลักเข้ามา
ห้องเรียนไม้ที่พื้นเป็นรู รองเท้านักเรียนคู่แรกที่ได้มาจากโครงการแจกของ เสียงแม่บ่นพ่อที่กลับดึก
หน้าของเธอเองตอนยืนอยู่หน้ารถทัวร์วันออกจากบ้านครั้งแรก
ไม่ใช่ทุกภาพที่ชัด บางภาพเหมือนถูกลบออกไปแล้ว แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็ไม่ใช่ศูนย์ ประตูที่เคยถูกปิดลงอย่างแน่นหนาค่อยๆ เปิดกว้างขึ้นจนเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางห้อง ไม่ใช่แค่หน้าห้องอีกต่อไป
เช้าอีกวัน ตรอกแคบด้านข้างอาคาร Memory Lab เงียบเหมือนคืนที่ผ่านมา ทิ้งเสียงทั้งหมดไว้ในความฝัน ไม่มีร่างเล็กของเด็กชาย ไม่มีรอยเท้าบนพื้นเปียก มีเพียงแสงแดดอ่อนที่ตีกลับจากพื้นซีเมนต์ แหวกหมอกไอน้ำขึ้นมาเป็นริ้วบางๆ
ลลินยืนอยู่ตรงเดิม เงยหน้ามองตึกสูงที่เธอทำงาน ทุกหน้าต่างสะท้อนท้องฟ้าสีซีดเหมือนดวงตาใครบางคนที่เผลอลืมร้องไห้มานานแล้ว ข้อมือสั่นเบาๆ ข้อความจากระบบกลางเด้งขึ้นมาบนจอ
การค้นหาเศษความทรงจำหลงทาง : ล้มเหลว
ค่าความผิดปกติของสัญญาณ : อยู่ในระดับยอมรับได้
หมายเหตุ : รูปแบบคลื่นสมองของผู้วิจัย LALIN มีการปรับโครงสร้างภายในโดยอัตโนมัติ
เธออ่านข้อความนั้นจนจบ ก่อนกดปิดลงโดยไม่เซฟ ไม่ตอบ ไม่ทำอะไรต่อ สายลมอ่อนๆ พัดผ่านใบหน้า กลิ่นฝุ่นของตรอกผสมกับกลิ่นแสงแดดเช้า เธอยกมือแตะที่อกตัวเองราวกับเช็กการเต้นของบางสิ่งที่เพิ่งกลับมาอยู่ข้างในอีกครั้ง
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงชีพจรที่เต้นตรงจังหวะตัวเองอย่างเงียบๆ
หลายวันถัดมา เมืองก็ยังเป็นเมืองเดิม รถติดตรงจุดเดิม โดรนบินตรวจจับเป็นวงเดิม ป้ายโฆษณาของ Memory Lab ยังคงขึ้นประโยคเดิมทุกสิบนาที
ในห้องทำงานบนชั้นยี่สิบห้า ลลินนั่งอยู่หน้าจอที่แสดงกราฟคลื่นสมองของผู้ใช้งาน ไฟจากหน้าจอทำให้ใบหน้าเธอดูซีดกว่าปกติเล็กน้อย แต่ในดวงตากลับมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น เหมือนร่องรอยของคืนที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกการทำงานของบริษัท บนโต๊ะมีแฟ้มข้อเสนอฉบับใหม่วางเปิดค้างอยู่ หัวข้อเกี่ยวกับ ‘มาตรการจัดการหน่วยความทรงจำหลงทางในระบบ’ แทนที่จะเขียนคำเดิมๆ ว่า “เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับและลบถาวร”
เธอปล่อยให้เคอร์เซอร์ค้างอยู่หลังบางประโยค ไม่เติมคำต่อทันที นิ้วเธอค่อยๆ พิมพ์อะไรบางอย่างลงไปทีละตัว อ่านแล้วเหมือนภาษาทางเทคนิค แต่สำหรับเธอ กลับเหมือนจดหมายถึงใครบางคนที่เคยเดินหลงทางในตรอกแคบๆ นั้น เมื่อพิมพ์จบ เธอไม่อ่านทบทวนอีก เพียงทิ้งแฟ้มไว้บนโต๊ะ แล้วลุกจากเก้าอี้เหมือนคนจำเป็นต้องออกไปหายใจอากาศข้างนอกสักพัก
ฝนเริ่มโปรยลงมาพอดีตอนเธอก้าวออกจากอาคาร ละอองเม็ดเล็กเกาะบนเสื้อสูทสีเข้มของพนักงานที่ยืนต่อแถวรอรถแท็กซี่ด้านหน้า คนส่วนใหญ่ก้มหน้าหลบ หยิบร่มขึ้นมากางอย่างรวดเร็ว ลลินเดินฝ่าฝนไปยังสวนเล็กๆ ระหว่างตึก อาคารสูงสองฝั่งทำให้สวนตรงกลางเหมือนหลืบเล็กๆ ที่เมืองลืมไปว่ามีอยู่
ใต้ต้นไม้ใหญ่ เด็กชายคนหนึ่งกำลังพยายามใช้ฝ่ามือรองเม็ดฝน
เด็กไม่ใช่เธอ ไม่ใช่ชุดความทรงจำอะไรของใครในระบบ แค่เด็กคนหนึ่งที่หัวเราะตอนฝนเย็นจัดกระทบฝ่ามือเล็กๆ ของตัวเอง
เธอยืนมองอยู่ไกลๆ แปลกใจที่หัวใจกลับเต้นดังขึ้นเล็กน้อย โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เม็ดฝนก้อนหนึ่งหล่นลงมาตรงเปลือกตาเธอพอดี ก่อนจะไหลลงข้างแก้ม เธอไม่แน่ใจว่ารู้สึกหนาว หรือแค่จำได้ว่าความเย็นของฝนเป็นอย่างไร
เด็กชายในสวนวิ่งจากไป เสียงหัวเราะเล็กๆ ของเขายังลอยอยู่ไม่ไกล ใบไม้เหนือศีรษะเธอสั่นไหว ปล่อยหยดน้ำอีกหลายหยดลงมาตรงหน้า ลลินยกฝ่ามือขึ้นรับเงียบๆ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรับฝน หรือกำลังรับบางส่วนของตัวเองคืนมา
คืนหนึ่ง เธอกลับถึงห้องช้ากว่าปกติ ไฟในโถงทางเดินสว่างจ้า แต่เมื่อเปิดประตูเข้าห้องของตัวเอง เธอไม่ได้เอื้อมมือไปกดสวิตช์ทันทีอย่างทุกวัน
ห้องมืดสนิท
มองอะไรไม่ออกนอกจากรูปทรงรางๆ ของเฟอร์นิเจอร์ที่คุ้นตา เธอยืนพิงประตู หอบหายใจเบาๆ จากการเดินเร็วขึ้นมาหลายชั้นเพราะลิฟต์คนแน่น ในความมืดนั้น เธอได้ยินเสียงอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เสียงเครื่องปรับอากาศ เป็นเสียงเบามาก คล้ายใครสักคนนั่งหายใจอยู่ข้างในอกของเธอเอง
ลลินหลับตาลง ภาพบันไดไม้หลังบ้าน ถังน้ำฝนสีฟ้า เด็กหญิงนั่งกอดเข่ารอให้ใครสักคนเปิดประตูเข้ามา
ทุกอย่างยังไม่กลับมาครบถ้วน ยังมีช่องว่าง ยังมีขอบภาพที่หายไป แต่ความว่างนั้นไม่ใช่สีขาวเรียบอีกต่อไป มันมีเงา มีรอยดิน มีคราบน้ำตาเก่าซึมอยู่ เธอไม่รู้ว่าตั้งใจยืนในความมืดนั้นนานเท่าไร เตียงอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว สวิตช์ไฟอยู่ข้างประตูในระยะที่เอื้อมมือถึง แต่ลลินยืนนิ่งอยู่แบบนั้น เหมือนคนเพิ่งกลับบ้านหลังจากเดินหลงไปไกล
ไม่มีใครบอกได้ว่า จากนี้เธอจะเลือกทำอะไรกับความทรงจำที่ได้คืนมา แม้แต่ตัวเธอเอง มีเพียงความหนักแน่นเล็กๆ ตรงหน้าอกที่บอกเธอเงียบๆ ว่า อย่างน้อยคืนนี้ เธอไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวเหมือนคืนก่อนๆ
และในความมืดที่ไม่มีใครเห็น หัวใจเธอเต้นรับรู้มันอยู่แผ่วๆ ทั้งเจ็บ ทั้งอุ่น โดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดมารองรับเลย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
