หรือปืนใหญ่ต้องยอมเสีย ‘อาร์เตต้า’ เพื่อแลกกับ ‘แชมป์’ ที่กูนเนอร์สรอคอย
Technical Time-Out | จริงตนาการ
มิเกล อาร์เตต้า กำลังตกอยู่สถานการณ์กดดันอย่างหนัก หลังจากที่พา อาร์เซน่อล ทำผลงานได้ดีมาตลอดฤดูกาล แต่ความพ่ายแพ้ 2 นัดหลังสุด ทีมปืนใหญ่ตกรอบไปถึง 2 ถ้วย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ามีลุ้นกวาด 4 แชมป์เลยทีเดียว
อาร์เตต้ามาคุมอาร์เซน่อลเมื่อปี 2019 จนถึงตอนนี้ก็ 7 ปีเข้าให้แล้ว แม้ว่าทีมปืนใหญ่ในยุคอาร์เตต้าจะกลับมาเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์เต็มตัว แต่เขาก็พาทีมได้แชมป์เดียวเท่านั้น คือ เอฟเอคัพ เมื่อปี 2020 หรือถ้านับรวมแชมป์คอมมูนิตี้ชิลด์เป็นความสำเร็จด้วย เขาก็เคยพาทีมชูถาดการกุศลมา 2 สมัย ในปี 2020 และ 2023
ฤดูกาลนี้ อาร์เซน่อลดูดุดันเป็นพิเศษ เดินทางมาได้ไกลในทุกรายการ ที่สำคัญในพรีเมียร์ลีกก็นำเป็นจ่าฝูงมาตลอด จนถึงตอนนี้มีแต้มเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 อยู่ 9 คะแนน แต่แข่งมากกว่าอยู่ 1 นัด เหลือเกมเตะอีก 7 แมตช์
ทำให้แฟนบอลปืนใหญ่หวังอย่างมากว่า ซีซั่นนี้พวกเขาจะได้ฉลองแชมป์สุดเหวี่ยงเสียที หลังจากถูกล้อว่าเป็นทีมเฝ้าถ้วยให้ทีมเรือใบสีฟ้ามาตลอด เพราะนำมาแล้วเสียแชมป์ให้บ่อยในหลายฤดูกาลหลัง
ยิ่งในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฟอร์มการเล่นของทีมอาร์เตต้าโหดสุดสุด เก็บชัยชนะรวด 8 นัดในรอบลีก ชนะได้ทั้ง แอตเลติโก้ มาดริด, บาเยิร์น มิวนิก และ อินเตอร์ มิลาน มาตอนนี้กรุยทางถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว ซึ่งมีการถูกยกให้เป็นทีมเต็ง 1 ที่จะได้แชมป์ใหญ่สุดของยุโรปในฤดูกาลนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม จากทีมที่แพ้ยาก กลับมาเจอปัญหานักเตะสำคัญพาเหรดโดนอาการเจ็บเล่นงาน จนพลาดไปแน่ๆ แล้ว 2 รายการของบอลถ้วย
ในช่วงเบรกทีมชาติรอบล่าสุด นักเตะหลายคนทยอยกันถอนตัวจากทีมชาติ จนมองกันว่าเป็นการเจ็บการเมืองหรือเจ็บกันจริงๆ เพราะหลายคนที่ถอนตัว ทีมชาติอยู่ในช่วงอุ่นเครื่อง เพราะผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 กันไปแล้วทั้งนั้น โนนี่ มาดูเอเก้ (อังกฤษ), บูกาโย่ ซาก้า (อังกฤษ), ดีแคลน ไรซ์ (อังกฤษ), วิลเลียม ซาลิบา (ฝรั่งเศส), กาเบรียล มากัลเญส (บราซิล), เลอันโดร ทรอสซาร์ (เบลเยียม), ยูร์เรียน ทิมเบอร์ (เนเธอร์แลนด์), มาร์ติน โอเดการ์ด (นอร์เวย์), เอเบเรชี่ เอเซ่ (อังกฤษ), ปิเอโร่ ฮินคาปิเย่ (เอกวาดอร์), มาร์ติน ซูบิเมนดี้ (สเปน)
การตกรอบก่อนรองชนะเลิศ เอฟเอคัพ ด้วยการแพ้เซาธ์แฮมป์ตัน จากลีกรอง 1-2 ให้คำตอบหลายคนได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า แข้งปืนใหญ่ไม่ได้เจ็บกันเล่นๆ ในอีกมุมหนึ่งอาจจะมาจากมนต์เสน่ห์ของเอฟเอคัพ ที่มักจะเกิดการล้มยักษ์ให้เห็นกันบ่อยๆ ก็ได้
แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลไหน อาร์เซน่อลเสียหายมากๆ กับการแพ้ในรอบชิง คาราบาวคัพ และตกรอบ เอฟเอคัพ เพราะกำลังใจที่เคยดีกันมาตลอดฤดูกาล อาจจะมีช่วงที่สะดุดไปบ้าง แต่ทุกทีมก็มีช่วงแผ่วและหลุดให้เห็นมากกว่า โดยเฉพาะแมนซิตี้
สถานการณ์ ณ เวลานี้ อาร์เซน่อลยังคงเป็นทีมที่ดูดีมากๆ ในการลุ้นแชมป์ แต่จะบอกว่าดูดีน้อยลงไปกว่าเดิมก็ไม่ผิดนัก อาจจะด้วยอาการเจ็บของนักเตะคนสำคัญ การต้องถนอมตัวของนักเตะที่ยังไม่เจ็บ เพราะฟุตบอลโลก 2026 รออยู่ในอีก 2 เดือนข้างหน้า
และความยากของโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ที่คู่แข่งเองก็มีเป้าหมายเช่นกัน ไม่ว่าจะแชมป์หรือการหนีตายในลีก

อาร์เตต้าบอกกับลูกทีมหลังแพ้แมนซิตี้ ในรอบชิงเอฟเอคัพ ว่า ให้เอาความพ่ายแพ้เป็นพลังในการคว้าชัยชนะต่อไปจนถึงแมตช์สุดท้ายของฤดูกาล
เหมือนกับว่าคำปลุกใจของกุนซือวัย 44 ยังไม่มีผลต่อหัวใจของนักเตะนัก ยิ่งการตกรอบเอฟเอคัพ เขาให้สัมภาษณ์ปกป้องลูกทีมอย่างทะนุถนอม ถึงแม้จะได้ใจนักเตะ แต่ในมุมกลับ อาจจะเป็นการทำให้ความดุดันลดลงไปด้วย เมื่อโค้ชไม่กดดันนักเตะในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กันบ้าง
อาร์เตต้าอาจจะอายุไม่มากนัก เขายังมีเวลาอีกยาวไกลในการทำงานโค้ช และพาทีมคว้าแชมป์ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาถูกมองว่าเป็นกุนซือที่แค่นำทีมได้ลุ้น แต่ไม่ได้แชมป์มาตลอด
ถ้าย้อนมองโค้ชที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคหลัง พวกเขาต่างพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ตั้งแต่อายุไม่มาก โชเซ่ มูรินโญ่ เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับเชลซี ตั้งแต่อายุ 42 ก่อนหน้านั้นเขาได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับเอฟซี ปอร์โต้ มาแล้วด้วยซ้ำ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โรแบร์โต้ มันชินี่ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนซิตี้ ทั้งคู่ทำได้ตอนอายุ 47 ปีเท่ากัน รวมทั้ง อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ทำได้กับเชลซี ก็อายุ 47
อาร์เซน่อลของอาร์เตต้ายังแข็งแกร่ง และมีประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์มาแล้วระยะหนึ่ง พวกเขาอาจจะพลาดแล้วพลาดอีก แต่ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
เหลือแค่ปลดล็อกได้ชูถ้วยสักรายการ ความกดดันจะเปลี่ยนไปเป็นพลัง
แต่ถ้ากลายเป็นพระรองอีก ทั้งๆ ที่ปัจจัยรอบข้างมอบตำแหน่งพระเอกรอไว้แล้ว เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอาร์เซน่อล
แบบที่อาจจะไม่มีอาร์เตต้า เพื่อแลกกับแชมป์ใหญ่อีกครั้ง…เสียที
