วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com
เรื่องไม่เล็ก ไม่ใหญ่ กรณีหนึ่งซึ่งมีบทสรุปเป็นบทเรียนหนึ่งของสังคมธุรกิจไทย
เกี่ยวกับโมเดลโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ถูกจุดประกายให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง และน่าสนใจขึ้น โดย ปตท. เมื่อราวทศวรรษที่แล้ว
เรื่องราวซึ่งรีรอมานานทีเดียว จนสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก จนล่าสุด ปตท. (โดยบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR) พลิกแผนกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ด้วยดีลการร่วมมืออย่างเป็นจริงเป็นจัง กับกลุ่มเซ็นทรัล (บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL) “รุกตลาด Budget Hotel” คาดว่าจะทยอยเปิดบริการในช่วงปี 2570-1 “ตอบโจทย์นักเดินทางบนเส้นทางหลัก และเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค”
เริ่มแรกทีเดียว “ปตท.เปิดแผนการธุรกิจโรงแรม” (กรกฎาคม 2559) ถ้อยแถลงเป็นเรื่องจริงจังพอสมควร โดยอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้บริหารคนหนึ่งของกลุ่ม ปตท. ขณะนั้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริหารกลยุทธ์ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ต่อมาได้ขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร (2563-2567)
“ปตท.กำลังเจรจากับเครือโรงแรม 3-4 แห่ง เพื่อหาพันธมิตรร่วมพัฒนาธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ซึ่งมีประมาณ 50 แห่ง จากทั้งหมด 1,400 แห่ง เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นโรงแรมได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า”
นั่นคืออีกตอนของข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ในขณะนั้น
ไม่กี่เดือนจากนั้น (พฤศจิกายน 2559) มีข่าวออกมาว่า “ปตท.ล้มประมูลโครงการพัฒนาธุรกิจโรงแรมในปั๊มน้ำมัน ร่อนจดหมายถึงผู้เข้าประมูลทั้ง 5 รายแจ้งชัดยังไม่มีผู้ใดได้รับการคัดเลือก พร้อมระบุขอสงวนสิทธิ์ในการชี้แจงเหตุผล”
พร้อมทั้งมีข่าวว่าผู้เสนอตัวเข้าร่วมธุรกิจบางรายรู้สึกผิดหวัง ทั้งประกาศว่าจะเดินหน้าแผนการโรงแรมราคาประหยัดด้วยตนเองต่อไป
ผ่านมาอีกปี ปตท.ยังคงยืนยันว่าจะเดินแผนการต่อไป
“ปตท.เตรียมเปิดโรงแรมในปั๊ม 5 แห่ง ปี 2561 ตั้งเป้า 50 แห่งในระยะ 5 ปี ก่อนขยายให้ดีลเลอร์ร่วมกิจการ” (กันยายน 2560) อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ คนเดิมนั่นแหละให้ข่าว พร้อมว่าจะนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท.เพื่ออนุมัติในเดือนพฤศจิกายน 2560
“โดยจะเริ่มลงทุน 5 แห่งนำร่อง ในปี 2561 ซึ่ง ปตท.จะเป็นผู้บริหารและลงทุนเองทั้งหมด หลังจากนั้นอาจจะให้พันธมิตรเป็นผู้ดำเนินการต่อไป” เรื่องดูเงียบๆ ไป กระทั่ง 6 เดือนต่อมา (มีนาคม 2561) มีความคืบหน้าเล็กๆ “ปตท.คาดเสนอบอร์ด เม.ย.นี้ เคาะพันธมิตรลงทุนโรงแรมราคาประหยัด”
ระหว่างการติดตามเรื่องนั้น ดูตื่นเต้นลดดีกรีลง มีฉากตอนใหม่ซ้อนขึ้นมา
“ปี 2560 บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการโรงแรมในกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ทภายใต้แบรนด์ “ฮ็อป อินน์” (HOP INN) ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ลงทุนและบริหารเอง ในประเทศไทย จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ บุรีรัมย์ ระยอง เชียงราย หัวหิน นครสวรรค์ ลพบุรี และอีก 4 แห่ง ที่เป็นสาขาที่ 2 ในจังหวัด ลำปาง ตาก ขอนแก่น และกาญจนบุรี ณ สิ้นปี 2560 บริษัทฯ มีโรงแรมในกลุ่มบัดเจ็ทในประเทศไทยจำนวน 32 แห่ง ครอบคลุมจังหวัดเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย” สาระสำคัญตอนหนึ่ง ในรายงานประจำปีในช่วงนั้น (2560) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ให้ภาพความเป็นไปอย่างกระตือรือร้น เกี่ยวกับโรงแรมราคาประหยัด ถือเป็นโมเดลธุรกิจโรงแรมใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังแล้ว
ERW เป็นกิจการซึ่งก่อตั้งมากว่า 3 ทศวรรษ (ปี 2525) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ปี 2531) เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับผู้ก่อตั้งคนหนึ่ง – เกียรติ วัธนเวคิน “ผู้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ ในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงเดียวกับการเกิดขึ้นครั้งใหญ่ของธุรกิจไทย โดยเฉพาะการก่อกำเนิดธนาคาร และกลุ่มธุรกิจที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในเวลาต่อมา …พวกเขามักที่มาคล้ายๆ กัน มักเริ่มต้นธุรกิจอ้างอิงกับผู้มีอำนาจในยุคนั้น ยุคทหารเป็นใหญ่ จากกลุ่มซอยราชครู มาถึงสี่เสาเทเวศร์ จากนั้นได้ขยายโอกาสสู่ธุรกิจอื่นๆ” ผมเองเคยอรรถาธิบายว่าด้วยการเกิดขึ้นของธนาคารใหม่แห่งหนึ่ง – ธนาคารเกียรตินาคิน (ปี 2548)
ในห้วงเวลาโอกาสเปิดกว้างนั้น ERW ได้เริ่มต้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยการเปิดตัวศูนย์การค้า – อัมรินทร์ พลาซ่า (ปี 2527) ในช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิดขึ้น ศูนย์การค้าขนาดใหญ่กำลังเข้ายึดทำเลธุรกิจสำคัญๆ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงการมาบุญครอง สี่แยกปทุมวัน และเซ็นทรัลพลาซา สี่แยกลาดพร้าว
ธุรกิจดังกล่าวเป็นความร่วมมือร่วมทุนระหว่างตระกูลวัธนเวคิน ในฐานะเจ้าของโรงงานน้ำตาลในภาคตะวันออก กับตระกูลว่องกุศลกิจ เจ้าของโรงงานน้ำตาลมิตรผล ในภาคตะวันตก (ราชบุรี) กิจการดำเนินไปสอดคล้องกับสถานการณ์ที่อำนวย ทั้งตลาดหุ้นและตลาดการเงิน
กิจการร่วมทุนในนาม ERW หลังจากเข้าตลาดหุ้น ได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมเต็มตัว ด้วยเปิดตัว–โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ ในปี 2534
ในปัจจุบัน ผ่านมาเกือบทศวรรษ HOP INN มีเครือข่ายโรงแรมแทบทุกจังหวัดในไทย มีถึง 71 แห่งแล้ว ทั้งได้ขยายไปสู่ระดับภูมิภาคที่ประเทศฟิลิปปินส์ 10 แห่ง และประเทศญี่ปุ่น 4 แห่ง
เรื่องราวโรงแรม HOP INN ของ ERW มีความหมายกว้างอยู่ด้วย
เชื่อว่า มาจากพันธมิตรธุรกิจตระกูลวัธนเวคิน-ว่องกุศลกิจ ได้สร้างความสัมพันธ์ในมิติใดมิติหนึ่งกับฐานธุรกิจดั้งเดิม ไม่ว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลหรือธุรกิจการเงิน โดยพื้นฐานธุรกิจมีความสัมพันธ์ในเชิงภูมิศาสตร์กับหัวเมือง และชนบทบางระดับ
พัฒนาการในฐานะธุรกิจครอบครัวทรงอิทธิพลหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมเข้าใจแนวโน้ม ความเป็นไป และกลไกสังคมไทย การก่อกำเนิดโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เป็นโมเดลใหม่ในสังคมไทย ในกรณี HOP INN เป็นเรื่องที่เข้าใจและอรรถาธิบายได้
เป็นปรากฏการณ์เชื่อมโยงกับโฉมหน้าหัวเมืองและชนบทไทย กำลังปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายสงครามเวียดนาม สู่ยุคปัจจุบัน
แต่เดิม ธุรกิจหัวเมืองสำคัญๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ ส่วนใหญ่อยู่ในเครือข่ายธุรกิจเมืองหลวง โดยเฉพาะธุรกิจนายหน้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าหลักๆ จากเอเย่นต์ปูนซีเมนต์ เอเย่นต์สุรา ในยุคเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว จนมาถึงตัวแทนขายสินค้าเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ในยุคต่อมา
ด้วยข้อจำกัดระบบสื่อสารระหว่างเมืองหลวงกับหัวเมืองและชนบท ความจำเป็นต้องมีเครือข่ายอิสระจากส่วนกลางพอสมควร
ครั้นเมื่อการคมนาคมและการสื่อสารเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างเมืองหลวง หัวเมือง และชนบท โฉมหน้าจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ธุรกิจเครือข่ายซึ่งส่วนใหญ่มีฐานในกรุงเทพฯ สามารถสร้างและควบคุมเครือข่ายธุรกิจตนเอง ในขอบเขตทั่วประเทศได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นกระแสคลื่นซึ่งถาโถมธุรกิจท้องถิ่น
ปรากฏการณ์โรงแรมราคาประหยัดในทศวรรษที่ผ่านมา ตามที่ ปตท.คิด และ ERW กับ HOP INN บุกเบิกมาก่อนหน้านั้น แล้วจะตามมาด้วยแผนการที่ยกระดับขึ้นของ ปตท. กับกลุ่มเซ็นทรัล ดูเผินๆ เป็นเพียงกระแสคลื่นลูกเล็กๆ ในอีกมิติหนึ่งเชื่อว่า สะท้อนการเปลี่ยนโฉมหัวเมืองไปสู่ยุคสมัยที่กำลังดำเนินไปอย่างทั่วด้านจริงๆ ธุรกิจโรงแรมหัวเมืองดั้งเดิมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งดูเหมือนแยกตัวอย่างอิสระอยู่เงียบๆ มาช้านาน กำลังเผชิญกระแสลมรุนแรงอาจไม่คาดคิด
ปรากฏการณ์นั้นสะท้อนหลายมิติ ทั้งอิทธิพล “ขาใหญ่ “ขยายวงกว้างขึ้นๆ และที่สำคัญ “คุณค่าแห่งความเป็นท้องถิ่น” นั้น ในบางมิติไม่มีอยู่จริง
