bg-single

อำนาจมักทำให้เสื่อม อำนาจที่สัมบูรณ์ยิ่งทำให้เสื่อมอย่างสัมบูรณ์ (Power tends to corrupt,absolute power corrupts absolutely)

18.04.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

วรรคทองข้างบนเป็นสุภาษิตเตือนใจของนักประวัติศาสตร์อังกฤษ ลอร์ด แอ็กตัน ที่นักปรัชญาชื่นชมยิ่ง

แต่นักการเมืองโดยเฉพาะผู้นำที่อยู่ในอำนาจไม่ชอบอย่างยิ่ง ไม่เชื่อลองไปถามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาดู

เพราะขณะนี้เขาต้องถือว่าเป็นผู้นำที่มีอำนาจในมือสมบูรณ์ที่สุดยิ่งกว่าผู้นำใดๆ ในสากลโลก ขนาดสั่งให้ทำลายล้างประเทศและรัฐบาลใดด้วยกำลังอาวุธร้ายแรงก็ได้ตามใจปรารถนา จะเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีประเทศไหนก็ได้หากต้องการ

ทั้งหมดนี้กระทำไปโดยไม่มีศาลอาญาระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศใดควบคุมหรือลงโทษเขาได้


ผมยกประเด็นเรื่องอำนาจขึ้นมาถกเพราะพฤติกรรมและการปฏิบัติของท่านผู้นำ โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดคือ การส่งกำลังรบชนิดใหม่สดถอดด้ามทางอากาศเข้าถล่มทำลายล้างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแต่ฝ่ายเดียว อย่างมัดมือชกเพราะความเหนือกว่าและล้ำหน้าทางเทคโนโลยีการทหารที่อีกฝ่ายทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่การป้องกันตนเองก็ทำไม่ได้ ต้องยอมรับการโจมตีที่มาอย่างพายุบุแคมว่าจะทำลายมากน้อยเท่านั้น   ตลอดเวลาของปฏิบัติการโหดเหี้ยมที่เริ่มต้นที่จุดหมายทางการทหารและรัฐบาล ต่อมาขยายไปยังโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ล่าสุดเมื่ออิหร่านยังไม่ยอมแพ้และยอมทำตามใจของอเมริกาทรัมป์ การโจมตีล่าสุดขยายออกไปยังเป้าหมายทางพลเรือน บ้านเรือนที่พักอาศัย และที่เข้าข่ายอาชญากรรมทางสงครามคือการทำลายล้างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล รวมทั้งสถานค้นคว้าปาสเตอร์ที่ทำเรื่องวัคซีนโรคติดต่อ

ทางการอิหร่านแถลงตอบโต้ว่า เพราะสหรัฐต้องการทำลายความรู้ของคนอิหร่านให้สิ้นซาก จะได้ไม่อาจดำรงความเป็นประเทศได้อีกต่อไป


คํากล่าวหานี้รุนแรงมากและไม่สมควรที่ประเทศที่เจริญและมีพลังอำนาจ ทั้งทางวัตถุและจิตใจ อย่างสหรัฐจะปล่อยให้ประเทศและรัฐบาลของตนตกต่ำเสื่อมทรามทางจริยธรรมลงไปขนาดนี้ได้

ในคำสอนทางพุทธศาสนาจักกวัตติสูตรสอนว่า ผู้ปกครองที่ดีต้องตั้งธรรมเป็นใหญ่ ไม่ใช่อำนาจหรือกำลัง ความชอบธรรมในการปกครองเกิดจากการปฏิบัติต่อประชาชนทุกกลุ่มด้วยความยุติธรรมและเมตตา และสังคมจะเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่กับว่าผู้ปกครองยึดธรรมหรือละทิ้งธรรม

ในพัฒนาการของสังคมเมื่อเข้าสู่ยุคคลาสสิก คติคำสอนและปรัชญาการเมืองล้วนสอนเรื่องการควบคุมกำกับอำนาจผู้ปกครองไม่ให้กลายเป็นอำนาจอธรรมทั้งนั้น

ที่ก้าวหน้าหน่อยในทางตะวันตกก็สร้างทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจออกมาเป็นสามสถาบันคือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ดังที่บิดาผู้สร้างสหรัฐได้รับมาสร้างเป็นแบบฉบับขึ้นมาในการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ

แต่ตลอดเวลาที่รัฐบาลอเมริกันโจมตีอิหร่านอยู่นั้น ก็ไม่เคยได้ยินท่านประธานาธิบดีและโฆษกรัฐบาลเอ่ยวาทะที่แสดงถึงความชอบธรรมถูกต้องของการใช้กำลังมหึมาที่ห้ำหั่นสังหารพลเรือนไปนับพันแล้วรวมทั้งเด็กนักเรียนหญิงร้อยกว่าคนในโรงเรียนเดียวกันเลยว่าคืออะไร

ที่ได้ยินบ่อยสุดคือ อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรง ต่อมาก็แก้ว่า กำลังคิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพราะมีคนท้วงว่ายังไม่มีหลักฐานอะไรเลย

ทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่หลักการและเหตุผลว่าทำไมสหรัฐถึงตัดสินใจใช้อาวุธโจมตีเขาก่อน


ผมรวบรวมคำพูดและประกาศของท่านผู้นำทรัมป์ ทั้งทางการและส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย พบว่า แทบทั้งหมดเป็นคำพูดที่แสดงถึงอารมณ์โกรธแค้น ความดูถูกเหยียดหยามอิหร่านแม้จะระบุเจาะจงไปที่ผู้นำสูงสุดเป็นหลักก็ตาม

แต่ก็สะท้อนถึงทัศนะที่มองอิหร่านเหมือนไม่ใช่ประเทศอารยะและมีความเท่าเทียมในฐานะของมนุษย์ร่วมโลก คิดว่าหากใครคิดจะฆ่าคนอื่น ก็คงหนีไม่พ้นจะต้องโกรธเกลียดคนคนนั้น แต่ในฐานะของรัฐบาลซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้น และให้มีกำลังอาวุธของตนเองสำหรับการรักษาตนเองและประกันความปลอดภัย การแสดงความคิดที่เป็นของรัฐจำเป็นต้องกระทำอย่างลึกซึ้งรอบด้าน เพื่อไม่ให้ประเทศอื่นปฏิเสธและดูถูกเหยียดหยามเอาได้ ว่าไร้ซึ่งสติปัญญาและความรู้ของรัฐที่เป็นอารยะ

แม้การประกาศหรือแถลงของรัฐบาลในอดีตก็ไม่เคยพูดความจริงว่าลึกลงไปจุดหมายของการทำสงครามคืออะไร

แต่ที่แน่นอน พวกเขาก็ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นของส่วนตัวของประธานาธิบดีออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยโสโอหัง ความโกรธา และความดูถูกเหยียดหยามคู่ต่อสู้อย่างต่ำช้า


ทั้งหมดนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกกระทำในสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีทั้งหลายเขาไม่ทำ และจงใจกระทำในสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อนเขาไม่ทำกัน

นี่คือบุคลิกเฉพาะตัวของทรัมป์ก็ว่าได้ นับแต่วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐครั้งแรก และยิ่งหนักมือกว่าครั้งแรกในการรับตำแหน่งครั้งที่สอง

ที่น่าหวาดเสียวและขย่มความรู้สึกของคนทั้งโลกก็ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบตามใจกู ที่ไม่มีความเกรงใจหรืออับอายต่อสายตาชาวโลกในการละเมิดกฎกติกา จารีต และความตกลงร่วมไม่ว่าในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นจากปัญหาโลกร้อน การขึ้นภาษีศุลกากร การเจรจายุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา (ที่ยังไม่สงบ) การจะยึดกรีนแลนด์ ทำลายคิวบา เปลี่ยนผู้นำในเวเนซุเอลา และล่าสุด การทำลายล้างระบอบปกครองอิหร่านด้วยกำลังอาวุธอย่างเต็มที่

ทั้งหมดนั้นไร้ซึ่งหลักการและเหตุผลที่ประเทศอื่นยอมรับได้เลย

ทำให้วรรคทองของลอร์ด แอ็กตัน ท่อนสุดท้ายกินใจอย่างยิ่ง เขาเขียนว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่แทบทั้งหมดล้วนเป็นคนเลว แม้ว่าพวกเขาใช้อิทธิพลไม่ใช่สิทธิอำนาจก็ตาม”

(Great men are almost always bad men, even when they exercise influence and not authority)


ดังนั้น หลังจากได้สร้างความปั่นป่วนและวิกฤตทางพลังงานและเศรษฐกิจไปทั่วโลกแล้ว แต่สงครามก็ยังไม่ยุติตามคำอ้างของเขา ทำให้ทรัมป์ต้องออกมาแก้ตัวในการแถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 1 เมษายนนี้ ต่อความก้าวหน้าของสงครามอิหร่านดังนี้

“สิ่งสำคัญยิ่งที่เราต้องมองความขัดแย้งนี้ในทัศนียภาพ (perspective) อเมริกันเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินเวลาหนึ่งปี เจ็ดเดือน และห้าวัน สงครามโลกครั้งที่ 2 กินเวลาสามปี แปดเดือน และ 25 วัน สงครามเกาเหลีนานสามปี หนึ่งเดือน และสองวัน สงครามเวียดนามนานถึง 19 ปี ห้าเดือน และ 29 วัน! อิรักดำเนินไปแปดปี แปดเดือน และ 28 วัน”

ทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่าของเราแค่ 32 วันเท่านั้นในอิหร่าน ซึ่งนับว่าไม่นานเลย

ถ้าประธานาธิบดีทรัมป์สามารถยุติสงครามอิหร่านได้โดยสหรัฐเป็นฝ่ายชนะอย่างงดงาม เอาไปอวดชาวโลกได้อย่างเต็มปากเต็มคำ รัฐบาลเขาก็จะดำรงอยู่อย่างสมศักดิ์ศรีและยิ่งมีอำนาจบุญบารมีเพิ่มอย่างไม่เคยได้มาก่อน

ส่วนชาวโลกและประเทศทั่วโลกก็จะตกอยู่ในภาวะหวาดหวั่นพรั่นพรึง ไม่รู้ว่าชะตากรรมของพวกตนจะตกในสภาพลูกไก่ในกำมือไปอีกนานเท่าไร

แต่เท่าที่ประมวลจากแหล่งข่าวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนอเมริกัน ภาวะทางการเมืองในประเทศของทรัมป์ไม่ค่อยจะสดใสเท่าไรนัก

ส่วนภายนอกอิหร่านก็ไม่ยอมศิโรราบ

กระนั้นก็ตาม การเอาทรัมป์ออกจากตำแหน่งก็ทำได้ยากมาก เพราะเขาคุมพรรครีพับลิกันไว้ในมืออย่างเหนียวแน่น


ผมลองใช้ประวัติศาสตร์อเมริกาเข้าช่วย

ประธานาธิบดีคนก่อนนี้ที่ตกในสภาพและสถานะที่เริ่มไม่แน่นอนของตำแหน่ง ได้แก่ ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ความสำเร็จในการเลือกตั้งและบริหารประเทศตามนโยบายของพรรครีพับลิกันที่เขาเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุด

ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปด้วยดี ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวคือ สงครามในเวียดนามที่นิกสันรับมรดกตกทอดมาจากจอห์นสันและเคนเนดี้แห่งพรรคเดโมแครต

นิกสันมีรัฐมนตรีต่างประเทศที่ฉลาดเฉลียวหลักแหลมยิ่ง คือ เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ซึ่งเสนอให้เจรจาสันติภาพกับเวียดนามเหนือ ก่อนการลงนาม นิกสันอนุมัติให้ทำการทิ้งระเบิดอย่างหนักในกัมพูชาและลาวเพื่อตัดกำลังของคอมมิวนิสต์เวียดนาม ทำให้ขบวนการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามที่นำโดยขบวนการนักศึกษาอเมริกันทั้งประเทศยกระดับขึ้นอีก มีผลให้คะแนนเสียงของนิกสันลดต่ำลง

พรรครีพับลิกันจึงหาทางขโมยเอกสารการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นของพรรคเดโมแครต นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีที่กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง เพราะเบื้องหลังโยงไปถึงทำเนียบขาว โดยเฉพาะประธานาธิบดีเองที่เป็นคนสั่งการ

ด้วยพลังของสื่อมวลชนที่เข้มแข็งทำให้คดีนี้ยกระดับไปเป็นวิกฤตคดีวอเตอร์เกต ซึ่งจบด้วยการพิจารณาสอบสวนนิกสันโดยคณะกรรมาธิการพิเศษของรัฐสภาคองเกรสที่ตัดสินว่าเขามีความผิดจริง

ตอนแรกนิกสันยังไม่ยอมแพ้ เพราะเชื่อว่าเขามีอำนาจสูงสุดเหนือใคร ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามต่อไปและไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร เจอรัลด์ ฟอร์ด รองประธานาธิบดี และใกล้ชิดสนิทสนมกับนิกสันดี จึงเสนอทางออกให้เขาว่าควรลาออกก่อนเรื่องจะแตก แล้วเขาในฐานะประธานาธิบดีใหม่ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะประกาศนิรโทษกรรมให้เขาอย่างไร้เงื่อนไข ก็จะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ลุกลามต่อไปไม่กลายเป็นวิกฤตของชาติ

นิกสันจึงยอมทำตามโดยดุษณี


ผมกำลังคิดว่า ปัญหาสงครามอิหร่านของทรัมป์จะคล้ายสงครามเวียดนามของนิกสัน

ประชาชนเริ่มออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านนโยบายทรัมป์มากขึ้น (No Kings) ล่าสุดออกมาเดินถึงแปดล้านคนทั่วประเทศ และจะออกมาอีกในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

ถ้าการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำให้พรรคเดโมแครตกลับขึ้นมาเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภาทั้งสองสภา โอกาสที่จะมีการพิจารณาถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่งก็จะเกิดอย่างแน่นอน นับเป็นการถอดถอนครั้งที่ 3

ส่วนการเจรจาให้เขาลาออกก่อนเหมือนนิกสัน คิดว่าคงยากจะเกิด เพราะดังได้อภิปรายมาก่อนแล้วว่าเขาจะไม่ทำอะไรเหมือนกับคนอื่น ดังนั้น จุดจบของเขาก็ย่อมจะไม่เหมือนกับอดีตประธานาธิบดีคนก่อนๆ จึงบอกไม่ได้ว่าจุดจบเขาจะเป็นอย่างไร

บทเรียนของสงครามในการเมืองอเมริกันคือ แม้สงครามไม่ชนะ แต่ก็ไม่อาจเอาประธานาธิบดีออกจากทำเนียบขาวได้โดยตรง

การประท้วงวิพากษ์จากประเทศทั่วโลกก็เอาประธานาธิบดีลงไม่ได้

วิกฤตการเมืองภายในประเทศต่างหากเป็นปัจจัยชี้ขาดการอยู่หรือไปของประธานาธิบดี และระบอบประชาธิปไตยอเมริกามันอยู่ที่การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมเท่านั้นถึงจะได้ผล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน