อำนาจมักทำให้เสื่อม อำนาจที่สัมบูรณ์ยิ่งทำให้เสื่อมอย่างสัมบูรณ์ (Power tends to corrupt,absolute power corrupts absolutely)
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
วรรคทองข้างบนเป็นสุภาษิตเตือนใจของนักประวัติศาสตร์อังกฤษ ลอร์ด แอ็กตัน ที่นักปรัชญาชื่นชมยิ่ง
แต่นักการเมืองโดยเฉพาะผู้นำที่อยู่ในอำนาจไม่ชอบอย่างยิ่ง ไม่เชื่อลองไปถามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาดู
เพราะขณะนี้เขาต้องถือว่าเป็นผู้นำที่มีอำนาจในมือสมบูรณ์ที่สุดยิ่งกว่าผู้นำใดๆ ในสากลโลก ขนาดสั่งให้ทำลายล้างประเทศและรัฐบาลใดด้วยกำลังอาวุธร้ายแรงก็ได้ตามใจปรารถนา จะเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีประเทศไหนก็ได้หากต้องการ
ทั้งหมดนี้กระทำไปโดยไม่มีศาลอาญาระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศใดควบคุมหรือลงโทษเขาได้
ผมยกประเด็นเรื่องอำนาจขึ้นมาถกเพราะพฤติกรรมและการปฏิบัติของท่านผู้นำ โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดคือ การส่งกำลังรบชนิดใหม่สดถอดด้ามทางอากาศเข้าถล่มทำลายล้างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแต่ฝ่ายเดียว อย่างมัดมือชกเพราะความเหนือกว่าและล้ำหน้าทางเทคโนโลยีการทหารที่อีกฝ่ายทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่การป้องกันตนเองก็ทำไม่ได้ ต้องยอมรับการโจมตีที่มาอย่างพายุบุแคมว่าจะทำลายมากน้อยเท่านั้น ตลอดเวลาของปฏิบัติการโหดเหี้ยมที่เริ่มต้นที่จุดหมายทางการทหารและรัฐบาล ต่อมาขยายไปยังโครงการอาวุธนิวเคลียร์
ล่าสุดเมื่ออิหร่านยังไม่ยอมแพ้และยอมทำตามใจของอเมริกาทรัมป์ การโจมตีล่าสุดขยายออกไปยังเป้าหมายทางพลเรือน บ้านเรือนที่พักอาศัย และที่เข้าข่ายอาชญากรรมทางสงครามคือการทำลายล้างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล รวมทั้งสถานค้นคว้าปาสเตอร์ที่ทำเรื่องวัคซีนโรคติดต่อ
ทางการอิหร่านแถลงตอบโต้ว่า เพราะสหรัฐต้องการทำลายความรู้ของคนอิหร่านให้สิ้นซาก จะได้ไม่อาจดำรงความเป็นประเทศได้อีกต่อไป
คํากล่าวหานี้รุนแรงมากและไม่สมควรที่ประเทศที่เจริญและมีพลังอำนาจ ทั้งทางวัตถุและจิตใจ อย่างสหรัฐจะปล่อยให้ประเทศและรัฐบาลของตนตกต่ำเสื่อมทรามทางจริยธรรมลงไปขนาดนี้ได้
ในคำสอนทางพุทธศาสนาจักกวัตติสูตรสอนว่า ผู้ปกครองที่ดีต้องตั้งธรรมเป็นใหญ่ ไม่ใช่อำนาจหรือกำลัง ความชอบธรรมในการปกครองเกิดจากการปฏิบัติต่อประชาชนทุกกลุ่มด้วยความยุติธรรมและเมตตา และสังคมจะเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่กับว่าผู้ปกครองยึดธรรมหรือละทิ้งธรรม
ในพัฒนาการของสังคมเมื่อเข้าสู่ยุคคลาสสิก คติคำสอนและปรัชญาการเมืองล้วนสอนเรื่องการควบคุมกำกับอำนาจผู้ปกครองไม่ให้กลายเป็นอำนาจอธรรมทั้งนั้น
ที่ก้าวหน้าหน่อยในทางตะวันตกก็สร้างทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจออกมาเป็นสามสถาบันคือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ดังที่บิดาผู้สร้างสหรัฐได้รับมาสร้างเป็นแบบฉบับขึ้นมาในการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ
แต่ตลอดเวลาที่รัฐบาลอเมริกันโจมตีอิหร่านอยู่นั้น ก็ไม่เคยได้ยินท่านประธานาธิบดีและโฆษกรัฐบาลเอ่ยวาทะที่แสดงถึงความชอบธรรมถูกต้องของการใช้กำลังมหึมาที่ห้ำหั่นสังหารพลเรือนไปนับพันแล้วรวมทั้งเด็กนักเรียนหญิงร้อยกว่าคนในโรงเรียนเดียวกันเลยว่าคืออะไร
ที่ได้ยินบ่อยสุดคือ อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ร้ายแรง ต่อมาก็แก้ว่า กำลังคิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพราะมีคนท้วงว่ายังไม่มีหลักฐานอะไรเลย
ทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่หลักการและเหตุผลว่าทำไมสหรัฐถึงตัดสินใจใช้อาวุธโจมตีเขาก่อน
ผมรวบรวมคำพูดและประกาศของท่านผู้นำทรัมป์ ทั้งทางการและส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย พบว่า แทบทั้งหมดเป็นคำพูดที่แสดงถึงอารมณ์โกรธแค้น ความดูถูกเหยียดหยามอิหร่านแม้จะระบุเจาะจงไปที่ผู้นำสูงสุดเป็นหลักก็ตาม
แต่ก็สะท้อนถึงทัศนะที่มองอิหร่านเหมือนไม่ใช่ประเทศอารยะและมีความเท่าเทียมในฐานะของมนุษย์ร่วมโลก คิดว่าหากใครคิดจะฆ่าคนอื่น ก็คงหนีไม่พ้นจะต้องโกรธเกลียดคนคนนั้น แต่ในฐานะของรัฐบาลซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้น และให้มีกำลังอาวุธของตนเองสำหรับการรักษาตนเองและประกันความปลอดภัย การแสดงความคิดที่เป็นของรัฐจำเป็นต้องกระทำอย่างลึกซึ้งรอบด้าน เพื่อไม่ให้ประเทศอื่นปฏิเสธและดูถูกเหยียดหยามเอาได้ ว่าไร้ซึ่งสติปัญญาและความรู้ของรัฐที่เป็นอารยะ
แม้การประกาศหรือแถลงของรัฐบาลในอดีตก็ไม่เคยพูดความจริงว่าลึกลงไปจุดหมายของการทำสงครามคืออะไร
แต่ที่แน่นอน พวกเขาก็ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นของส่วนตัวของประธานาธิบดีออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยโสโอหัง ความโกรธา และความดูถูกเหยียดหยามคู่ต่อสู้อย่างต่ำช้า
ทั้งหมดนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกกระทำในสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีทั้งหลายเขาไม่ทำ และจงใจกระทำในสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อนเขาไม่ทำกัน
นี่คือบุคลิกเฉพาะตัวของทรัมป์ก็ว่าได้ นับแต่วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐครั้งแรก และยิ่งหนักมือกว่าครั้งแรกในการรับตำแหน่งครั้งที่สอง
ที่น่าหวาดเสียวและขย่มความรู้สึกของคนทั้งโลกก็ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบตามใจกู ที่ไม่มีความเกรงใจหรืออับอายต่อสายตาชาวโลกในการละเมิดกฎกติกา จารีต และความตกลงร่วมไม่ว่าในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นจากปัญหาโลกร้อน การขึ้นภาษีศุลกากร การเจรจายุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา (ที่ยังไม่สงบ) การจะยึดกรีนแลนด์ ทำลายคิวบา เปลี่ยนผู้นำในเวเนซุเอลา และล่าสุด การทำลายล้างระบอบปกครองอิหร่านด้วยกำลังอาวุธอย่างเต็มที่
ทั้งหมดนั้นไร้ซึ่งหลักการและเหตุผลที่ประเทศอื่นยอมรับได้เลย
ทำให้วรรคทองของลอร์ด แอ็กตัน ท่อนสุดท้ายกินใจอย่างยิ่ง เขาเขียนว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่แทบทั้งหมดล้วนเป็นคนเลว แม้ว่าพวกเขาใช้อิทธิพลไม่ใช่สิทธิอำนาจก็ตาม”
(Great men are almost always bad men, even when they exercise influence and not authority)
ดังนั้น หลังจากได้สร้างความปั่นป่วนและวิกฤตทางพลังงานและเศรษฐกิจไปทั่วโลกแล้ว แต่สงครามก็ยังไม่ยุติตามคำอ้างของเขา ทำให้ทรัมป์ต้องออกมาแก้ตัวในการแถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 1 เมษายนนี้ ต่อความก้าวหน้าของสงครามอิหร่านดังนี้
“สิ่งสำคัญยิ่งที่เราต้องมองความขัดแย้งนี้ในทัศนียภาพ (perspective) อเมริกันเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินเวลาหนึ่งปี เจ็ดเดือน และห้าวัน สงครามโลกครั้งที่ 2 กินเวลาสามปี แปดเดือน และ 25 วัน สงครามเกาเหลีนานสามปี หนึ่งเดือน และสองวัน สงครามเวียดนามนานถึง 19 ปี ห้าเดือน และ 29 วัน! อิรักดำเนินไปแปดปี แปดเดือน และ 28 วัน”
ทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่าของเราแค่ 32 วันเท่านั้นในอิหร่าน ซึ่งนับว่าไม่นานเลย
ถ้าประธานาธิบดีทรัมป์สามารถยุติสงครามอิหร่านได้โดยสหรัฐเป็นฝ่ายชนะอย่างงดงาม เอาไปอวดชาวโลกได้อย่างเต็มปากเต็มคำ รัฐบาลเขาก็จะดำรงอยู่อย่างสมศักดิ์ศรีและยิ่งมีอำนาจบุญบารมีเพิ่มอย่างไม่เคยได้มาก่อน
ส่วนชาวโลกและประเทศทั่วโลกก็จะตกอยู่ในภาวะหวาดหวั่นพรั่นพรึง ไม่รู้ว่าชะตากรรมของพวกตนจะตกในสภาพลูกไก่ในกำมือไปอีกนานเท่าไร
แต่เท่าที่ประมวลจากแหล่งข่าวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนอเมริกัน ภาวะทางการเมืองในประเทศของทรัมป์ไม่ค่อยจะสดใสเท่าไรนัก
ส่วนภายนอกอิหร่านก็ไม่ยอมศิโรราบ
กระนั้นก็ตาม การเอาทรัมป์ออกจากตำแหน่งก็ทำได้ยากมาก เพราะเขาคุมพรรครีพับลิกันไว้ในมืออย่างเหนียวแน่น
ผมลองใช้ประวัติศาสตร์อเมริกาเข้าช่วย
ประธานาธิบดีคนก่อนนี้ที่ตกในสภาพและสถานะที่เริ่มไม่แน่นอนของตำแหน่ง ได้แก่ ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ความสำเร็จในการเลือกตั้งและบริหารประเทศตามนโยบายของพรรครีพับลิกันที่เขาเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุด
ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปด้วยดี ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวคือ สงครามในเวียดนามที่นิกสันรับมรดกตกทอดมาจากจอห์นสันและเคนเนดี้แห่งพรรคเดโมแครต
นิกสันมีรัฐมนตรีต่างประเทศที่ฉลาดเฉลียวหลักแหลมยิ่ง คือ เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ซึ่งเสนอให้เจรจาสันติภาพกับเวียดนามเหนือ ก่อนการลงนาม นิกสันอนุมัติให้ทำการทิ้งระเบิดอย่างหนักในกัมพูชาและลาวเพื่อตัดกำลังของคอมมิวนิสต์เวียดนาม ทำให้ขบวนการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามที่นำโดยขบวนการนักศึกษาอเมริกันทั้งประเทศยกระดับขึ้นอีก มีผลให้คะแนนเสียงของนิกสันลดต่ำลง
พรรครีพับลิกันจึงหาทางขโมยเอกสารการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นของพรรคเดโมแครต นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีที่กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง เพราะเบื้องหลังโยงไปถึงทำเนียบขาว โดยเฉพาะประธานาธิบดีเองที่เป็นคนสั่งการ
ด้วยพลังของสื่อมวลชนที่เข้มแข็งทำให้คดีนี้ยกระดับไปเป็นวิกฤตคดีวอเตอร์เกต ซึ่งจบด้วยการพิจารณาสอบสวนนิกสันโดยคณะกรรมาธิการพิเศษของรัฐสภาคองเกรสที่ตัดสินว่าเขามีความผิดจริง
ตอนแรกนิกสันยังไม่ยอมแพ้ เพราะเชื่อว่าเขามีอำนาจสูงสุดเหนือใคร ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามต่อไปและไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร เจอรัลด์ ฟอร์ด รองประธานาธิบดี และใกล้ชิดสนิทสนมกับนิกสันดี จึงเสนอทางออกให้เขาว่าควรลาออกก่อนเรื่องจะแตก แล้วเขาในฐานะประธานาธิบดีใหม่ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะประกาศนิรโทษกรรมให้เขาอย่างไร้เงื่อนไข ก็จะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ลุกลามต่อไปไม่กลายเป็นวิกฤตของชาติ
นิกสันจึงยอมทำตามโดยดุษณี
ผมกำลังคิดว่า ปัญหาสงครามอิหร่านของทรัมป์จะคล้ายสงครามเวียดนามของนิกสัน
ประชาชนเริ่มออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านนโยบายทรัมป์มากขึ้น (No Kings) ล่าสุดออกมาเดินถึงแปดล้านคนทั่วประเทศ และจะออกมาอีกในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้
ถ้าการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำให้พรรคเดโมแครตกลับขึ้นมาเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภาทั้งสองสภา โอกาสที่จะมีการพิจารณาถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่งก็จะเกิดอย่างแน่นอน นับเป็นการถอดถอนครั้งที่ 3
ส่วนการเจรจาให้เขาลาออกก่อนเหมือนนิกสัน คิดว่าคงยากจะเกิด เพราะดังได้อภิปรายมาก่อนแล้วว่าเขาจะไม่ทำอะไรเหมือนกับคนอื่น ดังนั้น จุดจบของเขาก็ย่อมจะไม่เหมือนกับอดีตประธานาธิบดีคนก่อนๆ จึงบอกไม่ได้ว่าจุดจบเขาจะเป็นอย่างไร
บทเรียนของสงครามในการเมืองอเมริกันคือ แม้สงครามไม่ชนะ แต่ก็ไม่อาจเอาประธานาธิบดีออกจากทำเนียบขาวได้โดยตรง
การประท้วงวิพากษ์จากประเทศทั่วโลกก็เอาประธานาธิบดีลงไม่ได้
วิกฤตการเมืองภายในประเทศต่างหากเป็นปัจจัยชี้ขาดการอยู่หรือไปของประธานาธิบดี และระบอบประชาธิปไตยอเมริกามันอยู่ที่การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมเท่านั้นถึงจะได้ผล
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
