bg-single

เมื่อผมไม่ได้วิ่งให้ไกลขึ้นและเร็วขึ้น

04.05.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

มนุษย์อาจเริ่มเดินสองเท้ามาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว

บรรพบุรุษของเราค่อยๆ เปลี่ยนวิถีชีวิต จากการปีนป่ายต้นไม้มาเดินดุ่มไปในท้องทุ่ง ซึ่งเมื่อยืนอยู่บนสองขาและเดินเหินคล่องแคล่ว เราก็เรียนรู้ที่จะวิ่งเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ด้วยเช่นกัน

เมื่อประมาณเกือบสิบปีก่อน ผมเป็นหนึ่งคนที่หลงใหลในกระแสการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ทั้งที่สมัยเรียนไม่เคยสนใจกีฬาประเภทนี้เลย เพราะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ยิ่งถ้าเทียบกับกีฬาประเภททีมอย่างฟุตบอลหรือบาสเกตบอลก็ยิ่งชัดว่าสนุกน้อยกว่ามาก กระทั่งเทียบกับกีฬาเดี่ยวอย่างปิงปองหรือแบดมินตันก็จืดชืดกว่า

วิ่งไปเรื่อยๆ มันไม่สนุก

ต้องวิ่งแข่ง

หลังจากได้สวมใส่นาฬิกาแสนฉลาด (smart watch) ที่สามารถวัดความเร็ว ระยะทาง จังหวะการเต้นของหัวใจ และอะไรอีกมากมาย การวิ่งดูจะสนุกขึ้นเมื่อมันสามารถแข่งกับคนอื่นได้

หรือถ้าไม่มีใครแข่งด้วย ก็แข่งกับตัวเอง

ในชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขันมากมายอยู่แล้ว งานอดิเรกเพื่อสุขภาพอย่างการวิ่งค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งใน “สนามแข่ง” ในชีวิตของผม

ซึ่งที่จริงมันก็สนุกกว่าการวิ่งเฉยๆ เยอะ

2

แต่เมื่อวิ่งมาได้สักพัก หลังจากแข่งกับตัวเองทั้งระยะ ความเร็ว รวมถึงจำนวนเหรียญมาราธอน เลยเถิดไปจนถึงกระทั่งลงการแข่งขันวิ่งอัลตร้าเทรล 100 กิโลเมตร ถึงจุดหนึ่งผมอาจรู้สึกเหมือนฟอร์เรสต์ กั๊มพ์ ที่จู่ๆ เขาก็เลิกวิ่งไปเสียเฉยๆ

เป็นไปได้ว่า อิ่มแล้ว

คือวิ่งมาจนเอร็ดอร่อยกับรสชาติของมัน เริ่มอยากทำอย่างอื่น

ผมลงงานวิ่งแบบจริงจังน้อยลง ยังคงวิ่งในหมู่บ้านเพื่อสุขภาพ ลดระยะทางและความเร็วลง

ทุกวันนี้ผมวิ่งวันละ 7-8 กิโลเมตรในวันที่ว่าง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากคือวิธีวิ่ง ผมไม่ได้ “วิ่งเพื่อชนะ” อีกต่อไป ไม่ว่าจะชนะคนอื่นหรือชนะตัวเอง ผมเพียงวิ่งเพื่อความเพลิดเพลิน วิ่งแก้เครียด ให้ร่างกายได้ขยับ ให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และทำให้ตัวเองมีชีวิตชีวา

แปลกดี พอเราวิ่งแบบจริงจังมาจนอิ่มแล้ว การวิ่งแบบใหม่กลับทำให้เราเพลินใจกับตัวเองในแบบที่ตอนเริ่มวิ่งเราไม่เคยรู้สึกแบบนี้

ไม่แข่งก็ได้นี่หว่า แค่วิ่ง

3

การวิ่งเพลินๆ ของผมไม่เน้นความเร็ว ไม่เน้นระยะทาง ออกแนวปล่อยไปตามหัวใจ เพียงแค่ต้องการใช้เวลาเคลื่อนไหวร่างกายประมาณหนึ่งชั่วโมง บางวันก็วิ่งสลับเดิน ชมนกชมไม้ ดูท้องฟ้ายามเย็นไปด้วย

ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อน

เป็นช่วงที่มีความสุข

พอปรับการวิ่งไปเป็นแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่หายไปด้วยคือการโพสต์รายงานผลในโซเชียลมีเดีย แต่ก่อนผมเป็นคนที่จริงจังกับผลการวิ่งของตัวเองมาก และภาคภูมิใจเวลาวิ่งได้ดี เช่น วิ่งได้เร็วหรือวิ่งได้ไกล

ซึ่งไม่แปลกหรอก คนเราย่อมรู้สึกดีเวลาที่ได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง แถมผมว่ามันก็เป็นแรงผลักดันที่ดีในการทำให้เราสร้างนิสัยการวิ่งได้สำเร็จ หลายคนค่อยๆ ผลักดันตัวเองอย่างสนุกสนานให้มีพัฒนาการ แล้วเขยิบระยะไปสู่เหรียญมาราธอนแรกในชีวิต-ซึ่งน่าภาคภูมิใจ

แต่พอผมปรับการวิ่งมาวิ่งแบบใหม่ ผมก็ไม่มีอะไรที่เก่งกาจเพียงพอจะไปอวดชาวบ้าน (กระทั่งอวดตัวเอง) อีกต่อไป เป็นก้าวย่างช้าๆ ในระยะที่ไม่เต็ม 10 กิโลเมตรในแต่ละวัน

เป็นเพียงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง

และแม้วิ่งเสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรไปแข่งขันกับคนอื่นได้เลย

4

พอวิ่งแบบใหม่ผมกลับได้สิ่งหนึ่งมาแทนความสนุกและภาคภูมิใจ

สิ่งนั้นคือ ความรู้สึกอิสระ

มันคือความรู้สึกว่าเราจะวิ่งอย่างไรก็ได้ วิ่งบ้างเดินบ้างก็ได้ หรือวันนี้อยากเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่วิ่งเลยก็ได้ อยากวิ่งระยะทางเท่าไหร่ก็ได้ เร็วแค่ไหนก็ได้ แวะถ่ายรูปนก แวะดูดอกไม้ แวะดื่มน้ำ ฟังเพลง ฟังพอดแคสต์อะไรก็ได้ ในเมื่อตอนนี้เราไม่ได้โฟกัสที่การ “วิ่งให้ดี” แบบเดิมอีกต่อไป

ที่สำคัญ เราไม่ได้วิ่งเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็นว่า “กูวิ่งเก่งนะเว้ย” อย่างแต่ก่อนแล้ว

มันเป็นแค่กิจกรรมหนึ่งเหมือนอาบน้ำ แปรงฟัน หรือกินข้าว

พอพูดถึงกินข้าวผมก็รู้สึกสะดุดขึ้นมา แต่ก่อนเราก็กินข้าวเพื่อเพลิดเพลินกับอาหารที่เรากิน แต่เดี๋ยวนี้การกินข้าวในบางครั้งบางหนก็คล้ายการวิ่งแข่ง คือมีการแข่งขันกันอยู่ในที (ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ) ว่าอาหารของฉันเลิศไม่แพ้ใครนะ

ทำให้ผมคิดถึงอีกหลายกิจกรรมในชีวิตยุคหลังจากที่โลกมีโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราเปรียบเทียบและแข่งขันกับกันและกันมากขึ้น ในกิจกรรมที่แต่ก่อนเราเพียงแค่ทำมันไปตามปกติ

5

ผมมาเข้าใจความรู้สึกอิสระของตัวเองจากการวิ่งแบบใหม่ชัดเจนขึ้น เมื่อได้อ่านหนังสือของเฟรเดริก กรอส เรื่อง A Philosophy of Walking

เขาเปรียบว่าการเดินนั้นทำให้เรามีอิสรภาพจากการว่างเว้น

คือเหมือนเราพาตัวเองออกมาจากระบบที่หมุนวนอยู่ตลอดราวจักรกลขนาดใหญ่ที่เราใช้ชีวิตเป็นฟันเฟืองในนั้น การเดินทำให้เราหลงลืมธุระการงานไปชั่วชณะ เราเปลี่ยนสปีดชีวิต ทิ้งออฟฟิศไว้ข้างหลัง ใช้เวลาไปกับการคิดถึงเรื่องอื่น ใช้เวลากับตัวเอง

ยิ่งเราเดินนานขึ้น ไกลขึ้น เราจะยิ่งรู้สึกถึงกระบวนการปลดปล่อยตัวเองมากขึ้น

มันปลดปล่อยเราจากความเร็วของยุคสมัย จากความคาดหวังที่คนอื่นมีต่อเรา ที่เรามีต่อตัวเอง ต่อสิ่งจำเป็นลวงๆ ต่อการตลาด ต่อการแข่งขันกันเพื่อเก่งกว่า และอื่นๆ อีกมากมายที่ไหลวนอยู่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่

เราเพียงแค่เดิน (หรือวิ่งตามจังหวะตัวเอง) ไปเรื่อยๆ

ในห้วงเวลานั้น เราตัดขาดตัวเองจากการเชื่อมต่อกับระบบที่สร้างพันธะ ภาระ บีบรัด และสร้างข้อจำกัดมากมายในชีวิต ว่าเราต้องเป็นแบบนั้นต้องทำแบบนี้ เราบรรลุเป้า ต้องผ่านการประเมิน

การหยุดเชื่อมต่อในห้วงขณะสั้นๆ ไม่ว่าครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง ช่วยปลดปล่อยเราออกจากระบบที่เราเคยนึกว่ามันเป็นเพียงความจริงหนึ่งเดียวของโลก มาสู่การเป็นอิสระ และเลือกเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว วิธี และเส้นทางที่ตัวเองพึงพอใจ

ไม่ต้องไปเพื่อถึงที่ใดที่หนึ่ง เพียงเคลื่อนไปเรื่อยๆ

ไม่ต้องเร็วกว่าใครหรือชนะใคร เพียงเคลื่อนที่ไปแบบที่ชอบ

ไม่ต้องดีกว่าตัวเองเมื่อวานนี้ เพียงมีความสุขกับตอนนี้

ผมเห็นภาพชัดเจนว่าทำไมจึงรักช่วงเวลาที่ตัวเองได้ออกมา “วิ่งเล่น” นั่นเป็นเพราะในชีวิตประจำวันผมอยู่ในเกม “วิ่งแข่ง” มามากเกินไปแล้ว

6

อิสระเกิดขึ้นเมื่อเราตัดการเชื่อมต่อ

โลกที่เต็มไปด้วยการเชื่อมต่อนั้นนำพาอีกสิ่งหนึ่งมาพร้อมกัน นั่นคือการเปรียบเทียบ อันนำไปสู่การแข่งขัน

ชีวิตที่อยู่ในโหมดของการที่ต้องทำให้ “ดีกว่า” ตลอดเวลา บางคราก็ไม่สนุกนัก เพราะมันทำให้เรามองทุกช่วงเวลาและกิจกรรมกลายเป็น “สนามแข่ง” ไปเสียหมด

แม้กระทั่งกิจกรรมง่ายๆ อย่างการออกกำลังกายหรือการเดินเล่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยชัยชนะและความพ่ายแพ้ สำเร็จและล้มเหลว เส้นชัยและการไปไม่ถึง (DNF) การเดินเล่นหรือวิ่งเล่นนั้นดูราวกับเป็นกิจกรรมที่ไม่อาจประเมินประสิทธิภาพได้เลย

พอประเมินไม่ได้ มันก็แลดูจะไร้คุณค่าไปด้วย

แต่ที่จริงกลับตรงกันข้าม ในโลกที่ทุกพื้นที่และเวลาพยายามบอกกับเราว่าต้องแข่งขันกันให้เป็นผู้ชนะและเป็นที่หนึ่ง การเดินเล่นและวิ่งเล่นนี่เองที่เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง มันบอกกับเราว่า ในโลกนี้ยังมีพื้นที่และเวลาที่เราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ดี ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องได้ยอดไลก์ และไม่ต้องเอาชนะ

เราเพียงวิ่งไปเรื่อยๆ

เราเพียงมีชีวิต

และ…เราเป็นอิสระจากการแข่งขันทั้งหมดนั้นได้

นี่คือคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ซึ่งมีคุณค่าในตัวมันเอง โดยที่เราไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ไม่ต้องชนะใคร และไม่ต้องชนะตัวเองด้วย

การเดินไปเรื่อยๆ การวิ่งเพลินๆ ก็มีค่าในตัวมันเองแล้ว

เช่นกัน, การมีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน โดยไม่ต้องชนะใคร

ก็มีคุณค่าในตัวมันเองแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มท.- PEA แถลงผลการบุกทลายเหมือง Bitcoin เถื่อนใน 5 จังหวัด ยึดเครื่องขุดกว่า 300 เครื่อง
เจ้าฟ้าและสามัญชน | สองนักเรียนไทยเริ่มหวั่นไหวกับสาวรัสเซีย
ปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร ตื้บมาสด้าแดงแหกด่านผิดคน ‘พ.ร.บ.อุ้มหาย’ บทเรียน จนท.รัฐ
ธงทอง จันทรางศุ | เมื่อต้องเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ในวัย 71 ปี
ไชโย … ฮอร์มุซเปิดแล้ว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
หลายภาคส่วนระดมกำลัง ร่วมสำรวจฐานการเรียนรู้บูณาการการสร้างและส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาท – บำรุงรักษ์ป่าเขาขยาย ชัยนาท
เสียง
บางสิ่งเข้ามา | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง
เวลา | กวีกระวาด : ธาร ธรรมโฆษณ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : ยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ
ดีลสหรัฐ-อิหร่าน หน้าสุดท้ายของสงคราม กับรอยยับที่ไม่คลาย