จาก ‘EV3.0’ ถึง ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เขย่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยครั้งใหญ่
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถกเถียงกันอย่างมาก กับการเดินหน้านโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เรื่องของเรื่องน่าจะมาจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และหลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะสูงอย่างนี้ไปอีกพักใหญ่
บวกกับฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ
เบื้องต้นให้สิทธิ์แลกซื้อรถยนต์กลุ่มพลังงานทางเลือก ทั้ง EV และไฮบริด
แต่มีทั้งเสียงเห็นด้วยและคัดค้าน รวมถึงตั้งข้อสังเกตหลายๆ อย่าง ที่น่าสนใจ
ย้อนรอยโครงการ EV3.0

ก่อนที่จะไปถึง “รถเก่าแลกรถใหม่” ประเทศไทยสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กำหนดนโยบายให้ไทยผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ให้ได้ร้อยละ 30 ของกำลังการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573
คิดเป็นตัวเลขเป้าหมายรถยนต์ 725,000 คัน และจักรยานยนต์ 675,000 คัน
จนเป็นที่มาของมาตรการ EV3.0 ในปี 2565 ต่อเนื่องด้วยมาตรการ EV3.5 ระหว่างปี 2567-2570
EV3.0 ให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจทั้งค่ายรถยนต์และผู้ซื้อ หลีก เช่น ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้แก่ค่ายรถที่เข้าร่วมโครงการ
โดยรถยนต์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท แบตเตอรี่ต่ำกว่า 30 kWh ได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาท/คัน
รถยนต์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท แบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไป ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาท/คัน
รวมถึงให้ค่ายรถสามารถนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาขายก่อนระหว่างการตั้งโรงงาน แต่ต้องผลิตชดเชยอัตรา 1 ต่อ 1 คันในปี 2567 และ 1 ต่อ 1.5 คัน ในปี 2568
จากสถิติพบว่าช่วงปี 2565-2568 มี 14 บริษัทรถยนต์เข้าร่วม และนำเข้ามาจำหน่ายในไทยเกือบๆ 2 แสนคัน
และมีค่ายรถใหม่ๆ ส่วนใหญ่จากจีนทยอยเข้ามาต่อเนื่อง เพื่อขอรับสิทธิ์และตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย
แม้บางค่ายอาจม้วนเสื่อไปแล้ว แต่ภาพรวมถือว่าเป็นการปลุกรถยนต์ EV ในประเทศไทยอย่างจริงจัง
คนไทยติดเทรนด์แห่ใช้รถ EV

ตัวเลขการจดทะเบียนรถ EV เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความนิยมและเทรนด์ของคนไทยรุ่นใหม่
ยิ่งมีการสนับสนุนติดตั้งสถานีชาร์จมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการทำสงครามราคาของค่ายรถจากจีน ทำให้ลดราคากันดุเดือด
หากเป็นรุ่นใหม่ๆ นอกจากราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยียังล้ำสมัย โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ ที่ต้นทุนต่ำลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยเฉพาะในงานคาร์โชว์ 2-3 ครั้งล่าสุด ตัวเลขยอดจองรถยนต์ EV พุ่งสูงและเริ่มแซงหน้าค่ายญี่ปุ่น อย่างมีนัย
ยิ่งหากดูยอดจดทะเบียนรถยนต์ในไทย กลุ่ม EV มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเดือนมกราคม ที่ผ่านมา มีจำนวน 40,442 คัน สัดส่วนสูงถึง 48.56%
ตัวเลขยอดจดทะเบียนในเดือนแรกของปี 2569 ถือว่ามีปัจจัยบวกมาจากการหมดมาตรการ EV3.0 เข้าสู่ EV3.5 ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ลดลง แต่เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ที่ยอดจะทะเบียนรถพลังงานน้ำมัน และไฮบริด กลับมาแซงหน้าเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่ผ่านมา รถยนต์ EV กลับมาร้อนแรงอีกครั้งทั้งจากรถใหม่ ค่ายใหม่ และการทำราคาที่ปรับลดลงอย่างน่าสนใจ
อีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้นกัน นั่นคือค่ายญี่ปุ่นเริ่มบุกตลาดรถยนต์ EV หนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า ฮอนด้า และล่าสุดกับมาสด้า ล้วนแต่มีรถ EV มาเปิดตัวในงาน
อีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความร้อนแรงของตลาดรถ EV ไม่พ้นช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ ในช่วง 2 ปีล่าสุด ในโซเชียลมีเดียล้วนแต่มีปัญหาการแย่งสถานีชาร์จจนเป็นไวรัล
ปลุก “รถเก่าแลกรถใหม่”

หลังเกิดสถานการณ์รุนแรงระหว่างสหรัฐจับมืออิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่าน นำไปสู่ปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด โดยเฉพาะดีเซลทุบสถิติสูงสุดกว่า 50 บาท ก่อนค่อยๆ ปรับลงมาแต่ก็ยืนอยู่เหนือ 40 บาท/ลิตร ในปัจจุบัน ส่วนแก๊สโซฮอล์ก็เกิน 40 บาท/ลิตร มาตลอดเช่นกัน
ทำให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ช่วงก่อนสงกรานต์ 2569 ไม่นาน
อันที่จริงนโยบายนี้มีแนวคิดมาตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วง พ.ศ.2563 เหตุผลคือลดการใช้น้ำมัน รวมถึงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19
ซึ่งจะว่าไปคล้ายโมเดล “รถคันแรก” สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้ส่วนลดราคากับผู้ที่ซื้อรถยนต์คันแรก แถมเป็นมาตรการที่ออกมาจังหวะเหมาะกับที่ประเทศไทยโดนน้ำท่วมใหญ่ช่วงปี 2554 ในหลายพื้นที่กินเวลานานนับเดือน ทำให้เศรษฐกิจแทบพังพินาศ
“รถคันแรก” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้พอดิบพอดี แม้จะเกิดปัญหาตามมาในภายหลังก็ตาม
อย่างไรก็ตาม “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นอันพับไปเพราะรัฐบาลบิ๊กตู่ หันมาให้น้ำหนักกับมาตรการ EV3.0 มากกว่า
จนมาถึงยุคนายอนุทิน เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูง บวกกับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ถึงขั้นที่รัฐบาลต้องขยายตัวเลขการก่อหนี้เงินกู้สาธารณะจากเดิม 70% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 75% และเล็งกู้เงินเพิ่มมาพยุงเศรษฐกิจ
รถเก่าแลกรถใหม่ จึงถูกปัดฝุ่น โดยหวังว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดทำให้เฟสแรก มีรถเข้าโครงการราวๆ 1-2 หมื่นคันเท่านั้น
มาตรการนี้มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย เสียงหนุนและคัดค้าน
ส่วนจะมีปัจจัยบวกและลบอย่างไรหากเดินหน้าโครงการนี้ ขอยกยอดไปฉบับหน้าครับ
