ข่าว ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ มีข้อเท็จจริงอย่างไร?
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ.2569 มีข่าวเตือนว่าอาจจะเกิด ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เผยแพร่ทั่วไป นอกจากนี้ ผมยังได้รับคำถามจากญาติมิตรสอบถามมาว่าข่าวนี้จริงหรือเท็จ
เพื่อให้คำตอบรัดกุม จะขอตอบด้วยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้
ก่อนอื่น คำว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ซึ่งมาจากคำว่า Super El Nino ไม่ใช่ศัพท์วิชาการ แต่เป็นคำง่ายๆ ที่สื่อสารมวลชนในต่างประเทศใช้เรียกปรากฏการณ์เอลนีโญขั้นรุนแรงมาก ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า very strong El Nino
ลองมาดูตัวอย่างผลกระทบของเอลนีโญขั้นรุนแรงมาก หรือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ทั้ง 3 ครั้งก่อนหน้านี้กันสักหน่อย จะได้รู้สึกถึงความสำคัญ ชื่อที่อยู่หลังปีเป็น ‘ชื่อเล่น’ ของเอลนีโญหนึ่งๆ (ทั้งนี้อาจมีชื่อเล่นแบบอื่นได้เช่นกัน)
1982-1983 : Monster El Nino หรือเอลนีโญปีศาจ (เป็นชื่อที่เรียกภายหลัง)
เอลนีโญครั้งนี้นับว่ามีความรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ปริมาณความร้อนมหาศาลที่สะสมทำให้กระแสลมค้าอ่อนกำลังลงจนถึงขั้นพัดย้อนกลับ เกิดเป็นลมตะวันตกพัดแรงแบบฉับพลัน (Westerly Wind Bursts) หลายครั้งอย่างผิดปกติ
พื้นที่ต่างๆ ในโลกได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป เช่น อินโดนีเซียและออสเตรเลีย เผชิญภัยแล้งขั้นรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เกิดไฟป่าขนาดใหญ่และวิกฤตฝุ่นควันปกคลุมทั่วทั้งภูมิภาค
เปรูและเอกวาดอร์ เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์
สหรัฐอเมริกา เผชิญน้ำท่วมใหญ่และพายุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่ภาคเหนือแทบไม่มีหิมะ เนื่องจากอากาศอุ่นผิดปกติในฤดูหนาว
การประเมินในยุคนั้นระบุความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การวิเคราะห์ใหม่เชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคชี้ว่า ผลกระทบสะสมต่อเนื่องต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจสูงถึง 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
1997-1998 : El Nino of the Century หรือเอลนีโญแห่งศตวรรษ
เอลนีโญครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร (บริเวณ Nino 3.4) สูงกว่าปกติถึงในช่วง 2.3?C-2.5 องศาเซลเซียสนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกอย่างสุดขั้ว
แต่ละภูมิภาคในโลกได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดภัยแล้งครั้งมโหฬาร ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการผลิตข้าวอย่างรุนแรง
ลาตินอเมริกา (เปรู, เอกวาดอร์ และโบลิเวีย) มีฝนตกหนักมากทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคม
แอฟริกาตะวันออก (โซมาเลียและเคนยา) เผชิญน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น
อุณหภูมิน้ำทะเลที่พุ่งสูงทำให้แนวปะการังทั่วโลกเกิดการฟอกขาวและเสียหายกว่า 16% จากการประเมินของ UNEP และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมโลก
มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 5.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วง 5 ปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ (ตัวเลขจากการวิเคราะห์ใหม่ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค)

สีฟ้า : ลานีญา สีเทา : สภาพเป็นกลาง สีชมพู-สีแดง : เอลนีโญ
ที่มา: https://www.cpc.ncep.noaa.gov/products/analysis_monitoring/enso/roni/strengths.php
2015-2016 : The Godzilla El Nino หรือก๊อดซิลลาเอลนีโญ
เอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับเดียวกับปี 1982-83 และ 1997-98 และถือเป็นหนึ่งในสาม ‘ยักษ์ใหญ่’ ของบันทึกสถิติโลก โดยเกิดร่วมกับสภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน
แต่ละภูมิภาคได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ดังนี้
แคริบเบียนและเอธิโอเปีย ประสบภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำและอาหารขั้นวิกฤต
แปซิฟิก เกิดฤดูพายุเฮอร์ริเคนระดับรุนแรงมากเป็นพิเศษ
เปอร์โตรีโก เกิดวิกฤตการณ์น้ำรุนแรงจนรัฐบาลต้องประกาศมาตรการจำกัดการใช้น้ำอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ยังพบว่า แนวโน้มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบปีเดียว เนื่องจากป่าเขตร้อนที่แห้งแล้งดูดซับก๊าซได้น้อยลงและเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น
ปี ค.ศ.2016 ยังเป็นปีที่ร้อนที่สุดในขณะนั้น (ก่อนสถิติจะถูกทำลายในภายหลัง) สร้างความเสียหายต่อระบบการจัดการน้ำและการเกษตรทั่วโลก

ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญทั้ง 3 ครั้งนี้ (1982-83, 1997-98, 2015-16) เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความแปรปรวนของมหาสมุทรแปซิฟิกสามารถส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งในเชิงนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ และสังคม เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่เชื่อมโยงถึงกันในระยะไกล (teleconnections)
เมื่อได้ทราบกรณีศึกษาแล้ว เราจึงควรรู้จักเกณฑ์พื้นฐานที่ใช้ระบุว่าเกิดเอลนีโญ (หรือลานีญา) แล้วหรือไม่ และถ้าเกิดแล้วเอญนีโญ (หรือลานีญา) มีความรุนแรงแค่ไหน เกณฑ์พื้นฐานดังกล่าวอ้างอิง ดัชนีนีโญมหาสมุทร (Oceanic Nino Index) เรียกย่อว่า ONI
วิธีดูค่า ONI แบบง่ายๆ ดูตามตารางที่ให้ไว้
ถ้าดูเว็บภาษาอังกฤษ ระดับความรุนแรงจะตรงกับคำภาษาไทยแบบนี้นะครับ – Weak (อ่อน), Moderate (ปานกลาง), Strong (รุนแรง) และ Very Strong (รุนแรงมาก)
จากเกณฑ์ที่ระบุไว้ จะเห็นว่าเอลนีโญจะเข้าข่ายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (เรียกง่ายๆ ตามที่นิยมในสื่อสารมวลชน) หรือ “เอลนีโญระดับรุนแรงมาก” (เรียกแบบนักวิชาการ) ดัชนี ONI ต้องมีค่าเท่ากับ 2.0 หรือมากกว่านั่นเอง
คราวนี้มาดูข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก Climate Prediction Center ของ NOAA กัน โดยเข้าไปที่ https://www.cpc.ncep.noaa.gov/products/analysis_monitoring/enso/roni/strengths.php
จะพบกับข้อมูล 2 ชุด คือกราฟแท่ง และตารางตัวเลข
วิธีดูกราฟแท่งทำอย่างนี้ครับ
แกนตั้งคือ ความน่าจะเป็นที่จะเกิดสภาวการณ์หนึ่งๆ โดยที่สภาพเป็นกลาง (Neutral) ใช้สีเทา เอลนีโญ (El Nino) ใช้สีแดง และลานีญา (La Nina) ใช้สีฟ้า
จะเห็นว่า สีแดงของเอลนีโญมี 4 ระดับ ตั้งแต่สีชมพูจางสุด (weak ระดับอ่อน) ไปจนถึงสีแดงเข้ม (very strong ระดับรุนแรงที่สุด)
ส่วนแกนนอน คือช่วงเวลา ใช้รหัสตัวอักษร 3 ตัวเรียงกัน โดยอักษร 3 ตัวคือ ตัวแรกของชื่อเดือน เช่น ข้อมูลชุดนี้เผยแพร่ในเดือนเมษายน (April ย่อเป็น A) ปี ค.ศ.2026 ดังนั้น
MAM = March-April-May 2026
AMJ = April-May-June 2026
MJJ = May-June-July 2026
JJA = June-July-August 2026
JAS = July-August-September 2026
ASO = August-September-October 2026
SON = September-October-November 2026
OND = October-November-December 2026
NDJ = November-December 2026 to January 2027
ค่าที่ให้ไว้ในกราฟแท่งและตารางเป็นการพยากรณ์ คือเป็นโอกาส (ความน่าจะเป็น) คิดเป็น %
ดังนั้น ถ้าดูจากสีของกราฟแท่ง จะเห็นว่านับแต่ราวกลางปี 2026 จนถึงต้นปี 2027 จะมีโอกาสเกิดเอลนีโญค่อนข้างแน่นอน เพราะกราฟเต็มไปด้วยสีชมพูจนถึงสีแดง ด้วยสัดส่วนต่างๆ กัน
อย่างไรก็ดี โอกาสเกิดสภาพเป็นกลาง (สีเทา) ก็มีเช่นกัน แต่ช่วงปลายปีมีค่าน้อยกว่า 10%
ดังนั้น หากยึดตามข้อมูลที่ให้ไว้นี้ แล้วสนใจว่าโอกาสเกิด ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ หรือ very strong El Nino มากน้อยแค่ไหน ก็ให้ดูแท่งสีแดงเข้มสุด จะพบว่าโอกาสเกิดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มีค่าดังนี้
กรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน (July-Aug-Sep) : 1%
สิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม (Aug-Sep-Oct) : 6%
กันยายน-ตุลาคม-พฤศจิกายน (Sep-Oct-Nov) : 15%
ตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม (Oct-Nov-Dec) : 23%
พฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคม (Nov-Dec-Jan) : 25%
อย่างไรก็ดี ควรทราบด้วยว่า ค่าตัวเลขโอกาสเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ โดยในทางปฏิบัติให้ยึดค่าที่ปรับปรุงล่าสุดเพื่อนำไปใช้งาน
เมื่อเข้าใจวิธีดูกราฟและข้อมูลที่ให้ไว้แล้ว คุณผู้อ่านสามารถตัดสินได้ด้วยตนเองว่า ช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเกิดเอลนีโญในระดับใด และมีโอกาสเกิด ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ มากน้อยแค่ไหน เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม
