ชำแหละขบวนการทมิฬ! ลอบสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ ไม่จบแค่แจ้งจับ 2 นาวิกฯ ลุยกระชากโฉม ‘บิ๊ก’ สั่งตาย
คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญา ข่าวสด
ผ่านไปนานกว่า 1 เดือนแล้ว สำหรับคดีอุกฉกรรจ์ที่สะเทือนไปทั้งปลายด้ามขวาน กรณีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ทนายแวยูแฮ’ อดีตทนายความสิทธิมนุษยชนชื่อดังในพื้นที่ชายแดนใต้
แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะยกทัพรัฐมนตรีล่องไปยังปลายด้ามขวานไทย ถกหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสยบปัญหาที่กำลังยุ่งเหยิงมากขึ้น
ไม่เพียงกรณีนายกมลศักดิ์ถูกลอบยิง แต่ยังรวมถึงความไม่พอใจของกลุ่มสถาบันการศึกษาจากคำพูดของ พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 ที่พาดพิงถึงโรงเรียนปอเนาะ และตาดีกา
สุดท้ายเหตุการณ์คลี่คลายลงด้วยดี จากการเปิดแถลงอย่างเป็นทางการของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พร้อม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และแม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมคำขอโทษ จากการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ
รวมถึงนายอนุทินที่แสดงสปิริตความเป็นผู้นำออกปากกล่าวขอโทษในฐานะ ผอ.รมน. ด้วยเช่นกัน
แต่คดีของนายกมลศักดิ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ยิ่งนานวันเท่าไร ตัวละครลับและความซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งโผล่ออกมามากเท่านั้น
ล่าสุด ส.ส.กมลศักดิ์หอบหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ให้ดำเนินคดีกับ 2 นายทหารเรือสังกัดหน่วยนาวิกโยธิน ที่ปฏิบัติภารกิจใน กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส ในข้อหาจ้างวานฆ่า
ประกอบด้วย นาวาเอกมนตรี โตประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารบุคคลและส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จ.นราธิวาส และนาวาตรีเดโช รัตนพันธุ์ เจ้าหน้าที่การข่าวหน่วยนาวิกโยธิน
สำหรับนาวาเอกมนตรี ถูกคำสั่งย้ายออกนอกพื้นที่หลังต้นสังกัดสอบสวนจนรับสารภาพว่า อนุญาตให้กลุ่มมือสังหารใช้รถ กอ.รมน. ส่วนนาวาตรีเดโชนั้น แหล่งข่าวจาก กอ.รมน.ระบุว่า ถูกโยกย้ายไปก่อนหน้าแล้ว ตั้งแต่ปรากฏประเด็นการใช้รถหลวงพัวพันกับกลุ่มอดีตทหารที่วางแผนก่อเหตุ
หลังการแจ้งความดำเนินคดี 2 ทหารเรือในราชการ พล.ร.ท.วีรุดม ม่วงจีน โฆษกกองทัพเรือ ก็ออกมาชี้แจงทันที โดยยืนยันจุดยืนตามที่เคยแถลงไว้เมื่อ 8 เมษายน อย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาวินัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือขององค์กร
ไม่เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หากพบว่ามีมูลความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น
โดยกองทัพเรือพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักนิติธรรม ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม
2 นายทหารระดับ ‘สัญญาบัตร’ ถูกเชื่อมโยงถึงกลุ่มมือสังหารที่ถูกจับไปก่อนหน้าแล้ว 5 คน ได้แก่ 1. นายสมพร ลังเดช อดีตนาวิกโยธิน ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน จัดเตรียมแผน และชี้เป้า 2. นายอลาวี อาแว ทำหน้าที่คนขับรถ 3. นายสุนทร พรหม เจ้าของอู่ชำแหละชิ้นส่วนรถที่ก่อเหตุ 4. นายธนภัทร วัฒนภิญโญ อดีตทหารพราน และเป็นหนึ่งในมือปืน
และ 5. เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี มือปืนอีกราย อดีตนักรบเดนตายหน่วย ‘รีคอน’ หรือหน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินไทย
โดยเฉพาะเรือเอกวิโรจน์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับรายสุดท้ายที่ถูกจับกุมตัวในพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญในปฏิบัติการเย้ยกฎหมายครั้งนี้
แม้อดีตรีคอนจะพยายามให้การตัดตอน อ้างตัวผู้บงการคือ นายสมพร ประกอบกับความไม่พอใจส่วนตัวต่อนายกมลศักดิ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่ชอบรับว่าความเป็นทนายให้กลุ่มคนผู้เห็นต่างจากภาครัฐ
แต่พยานหลักฐานทั้งที่เหยื่อกระสุนเองและตำรวจสืบค้นมากลับมัดตัวแน่น
ด้วยไม่เพียงเป็นผู้ออกหน้าหยิบยืมรถยนต์ของ กอ.รมน.ไปใช้งานเท่านั้น ยังเชื่อมโยงถึงการใช้โทรศัพท์ติดต่อผู้บงการอยู่เบื้องหลังที่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้ชะลอจุดตั้งด่าน และทำลายหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหลังก่อเหตุ
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ก็ออกมาตอกย้ำพิรุธ แม้ตำรวจจะจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย แต่จากการสืบสวนพบว่าเป็นเพียงกลุ่มผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ
นอกจากนั้น ยังมีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มีผู้บงการที่ใหญ่กว่า 5 คน ที่ถูกจับกุม โดยได้รับข้อมูลจากผู้กระทำผิดที่สื่อสารผ่านญาติและที่ปรึกษากฎหมายในระหว่างการควบคุมตัว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบระบบการสื่อสารและเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เตรียมการมานาน จะปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงโดยไม่รู้ถึงผู้บงการหรือผู้ใช้จ้างวานไม่ได้
พ.ต.อ.ทวียังกล่าวถึงระบบคิดของหน่วยงานความมั่นคงบางกลุ่มที่ยังมองการรวมตัวทางการเมืองเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยชี้ว่าความคิดดังกล่าวขัดต่อหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่คุ้มครองเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง
หัวหน้าพรรคประชาชาติยังวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงกรณีที่มีบุคคลออกมาให้ข่าวในเชิงบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ อาจมีความ ‘ร้อนตัว’ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้กระทำผิดหรือไม่
เน้นย้ำว่าพยานหลักฐานทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และตรวจสอบได้
ข้อสังเกตของ พ.ต.อ.ทวี สอดรับกับข้อมูลเชิงลึกที่ ‘อาจารย์เบน’ นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ออกมาเปิดเผย ซึ่งแนวทางของรูปคดีบ่งบอกชัดเจนว่าขบวนการสุดอหังการ แบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ ระดับที่ 1 สูงสุด คือ ผู้บงการตัวจริง
ระดับที่ 2 ผู้ประสานงาน วางแผน ระดับที่ 3 ผู้อำนวยความสะดวก จัดหาอาวุธ กระสุน ยานพาหนะ ประสานเรื่องการหลบหนี และระดับที่ 4 กลุ่มมือปืน ซึ่งถูกออกหมายจับและจับกุมแล้ว 5 คน
สำหรับนายทหาร 2 คนที่ถูกแจ้งความนั้น จากข้อมูลพบว่าเป็นระดับที่ 2 และที่ 3 หากเข้าสู่กระบวนการแล้วจะสามารถเรียกพยานต่างๆ ทั้งเรื่องข้อมูลการติดต่อสื่อสาร ก็จะรู้ว่าได้พบปะพูดคุยกับใคร และจะนำไปสู่ผู้บงการตัวจริงที่อยู่ในระดับ 1 ได้ไม่ยากเย็น
เช่นเดียวกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ที่แสดงมุมมองว่า คดีนี้เป็นสิ่งสำคัญต้องทำให้เกิดความยุติธรรมให้ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปเฝ้ามองอยู่ เพราะขนาด ส.ส.ยังถูกลอบสังหารได้ แล้วชาวบ้านจะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้เพียงใด
แม้จับกุมทีมสังหารระดับปฏิบัติการได้แล้ว รถก็ได้ ปืนก็ได้ หลักฐานพร้อมหมด คนที่ถูกจับสารภาพว่าเป็นคนยิงจริง
สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลของการยิงจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่ยังไม่ได้คือคนบงการ
ขณะนี้ได้หลักฐานและพยานแวดล้อมที่เป็นประจักษ์แล้ว และสามารถบอกได้ว่าใครเกี่ยวข้องกับใคร
อีกความน่าสนใจจากปากอดีตท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ชื่อ ‘วันนอร์’ ก็คือ…
ท้ายที่สุด อาจจะต้องให้ ส.ส.กมลศักดิ์ แยกฟ้องเอง หากสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ เพราะต้องการให้คดีไปถึงที่สุด
หากปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปตามวิถีราชการไทย ที่ต้องมีการโยกย้ายตำแหน่งตามระเบียบวาระ ตำรวจทั้งผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ชุดสืบสวนทำคดีต้องย้าย อัยการที่ดูแลคดีก็ย้าย คนเก่าไป คนใหม่มา
ความต่อเนื่องของการสืบค้นความจริงให้ประจักษ์ก็จะไม่ปรากฏ
ดังนั้น ต้องมีทนายชุดของเราเองที่สามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง นำหลักฐานมาประกบและติดตามตลอดเวลา คดีจึงจะสามารถเดินหน้าไปได้
หากต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สุดซอยถึงขั้นฎีกา
ความพยายามลอบสังหารนักการเมืองระดับชาติครั้งนี้ กลายเป็นมหากาพย์ทางอาชญากรรม และเป็นบทพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของอาญาบ้านเมือง ว่าสุดท้ายแล้วจะกระชากตัว ‘บิ๊กจอมบงการ’ ตัวจริงที่แทรกซึมอยู่ในโครงสร้างรัฐ ให้ออกมาจากเงามืดมารับโทษได้หรือไม่!!?
