บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (176)
สิ่งทำลายและสิ่งสร้างกำลังใจ
การทำงานร่วมกันของตำรวจทุกฝ่ายของ สภ.อ.เมืองภูเก็ต ในการจับแก๊งโจรกรรมรถยนต์และจักรยานยนต์ ในเวลานั้น น่ายกย่องชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งตัวผมและตำรวจทุกคนต่างภาคภูมิใจในการทำหน้าที่เป็นตำรวจ ที่ได้ติดตามทรัพย์สินที่มีมูลค่าหลายล้านบาทกลับคืนมาให้ประชาชน
ขณะที่ทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ แต่งานอีกด้านหนึ่งที่ผมต้องรับผิดชอบคือ การทำสำนวนการสอบสวน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดให้อัยการฟ้อง และศาลสั่งลงโทษให้ได้
เป็นเรื่องที่ผมหนักใจมาก เป็นเพราะพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองภูเก็ต ยังไม่มีความพร้อมที่จะรับมือคดีลักทรัพย์รถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันทันที
มีกลุ่มผู้ต้องหาจำนวนมากกระทำผิดร่วมกัน โดยได้ดำเนินคดีในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปกระทำการเป็นซ่องโจรเพื่อลักทรัพย์ เป็นคดีหลัก และแยกดำเนินคดีลักทรัพย์รถแต่ละคันหากผู้ต้องหาคนใดเกี่ยวข้องก็ดำเนินคดีนั้น
การสอบสวนผู้ต้องหากว่า 30 คดี รายละเอียดของแต่ละคดีไม่เหมือนกัน และรถบางคันถูกลักต่างพื้นที่ ต้องส่งให้เจ้าของพื้นที่ดำเนินคดีลักรถในพื้นที่ที่เกิดเหตุ ระยะเวลาที่ต้องสอบสวนผู้ต้องหามีจำกัด ทำให้สำนวนการสอบสวนไม่สมบูรณ์
บางคดีมีข้อบกพร่องมากมาย และบางคดีแทบจะไม่มีพยานบุคคลยืนยันการกระทำผิด แม้ผู้ต้องหาจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่จะให้การปฏิเสธในชั้นศาล
ทำยังไงจึงจะมีพยานที่จะมัดตัวคนร้ายเหล่านี้ให้ได้
การพิสูจน์เพื่อหาเจ้าของรถยนต์ที่แท้จริงก็ทำได้ยากลำบาก เพราะหมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวรถเดิมถูกทำลายด้วยการขูดลบไปแล้ว ที่ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นหมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวรถที่ตอกขึ้นใหม่และตอกซ้ำลงไปแทนที่เดิม
รถยนต์บางส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจกองวิทยาการก็สามารถใช้น้ำยาเคมีพิสูจน์หมายเลขเดิมออกมาได้ และสามารถตรวจย้อนไปหาเจ้าของที่ถูกคนร้ายลักได้ แต่รถยนต์บางคันก็ตรวจไม่ได้
สุดท้าย เนื่องจากบริษัทรถยนต์แต่ละยี่ห้อจะมีรหัสลับของแต่ละคันซ่อนไว้ แต่บริษัทไม่สามารถส่งช่างผู้ชำนาญการเดินทางมา สภ.อ.เมืองภูเก็ตเพื่อตรวจรหัสลับให้ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมืองภูเก็ต จึงต้องขับรถยนต์ของกลางที่ยึดได้ ไปยังบริษัทต่างๆ ที่กรุงเทพฯ เพื่อตรวจหาเจ้าของที่แท้จริงนับสิบคัน ซึ่งต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย เป็นค่าน้ำมันในการเดินทาง และเสียเวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ผู้กำกับและผมต้องแก้ไข
ผมพยายามทุ่มเทให้สำนวนการสอบสวนเสร็จให้ทันก่อนจะครบกำหนดฝากขัง และติดตามกำชับรายละเอียดแต่ละคดี จนพักผ่อนน้อยมากในแต่ละวัน
ในที่สุด สังขารของผมก็ไม่แกร่งเพียงพอ อ่อนเพลีย จนทำงานต่อไม่ไหว ล้มป่วยนอนซมเป็นไข้ ปวดศีรษะมาก ต้องนอนพักผ่อน 2 วัน เมื่ออาการดีขึ้น สภาพร่างกายฟื้นตัวจึงรีบกลับมาทำงานต่อ
สำหรับผลงานคดีลักรถยนต์ การจับกุมถือว่ายอดเยี่ยม 100% แต่การสอบสวนผมยังไม่พอใจ พนักงานสอบสวนหลายคนยังมีปัญหาคดีเก่าที่ล่าช้าคั่งค้างรุมเร้าอยู่ จึงทำได้ไม่เต็มที่
แต่ในที่สุด ผมก็พยายามเข็นสำนวนการสอบสวนทุกสำนวนให้เสร็จจนได้
แต่ผมเสียใจมาก ทั้งผิดหวังที่อัยการควรจะเป็นหลังพิงให้พนักงานสอบสวน เป็นทนายของแผ่นดิน หากสำนวนการสอบสวนยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ ควรที่จะให้พนักงานสอบสวนแก้ไขหรือสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นที่ยังขาด เพราะพนักงานสอบสวนมีเวลากระชั้นชิด คดีมีจำนวนมาก จึงทำงานไม่ทัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ
แต่อัยการบางคนกลับนำข้อบกพร่องของสำนวนการสอบสวนบางคดีมาเป็นเหตุให้สั่งไม่ฟ้อง หรือบางคดีก็สู้ไม่สุด
ผมทราบมาว่า มีเม็ดเงินกระจายนับล้านบาท ผมรู้และสามารถระบุได้ว่าเป็นอัยการคนไหน
สิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจจนผมประทับใจและมีกำลังใจในการทำงาน คือเมื่อได้รับคำชมเชยจากผู้บังคับบัญชาทุกฝ่าย เป็นเหมือนน้ำมนต์น้ำทิพย์ที่คอยชโลมใจ เติมเต็มให้มีพลังกายพลังใจในการทำงานต่อไป เป็นความรู้สึกของผมเช่นนั้นจริงๆ
วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 นายอำนวย สงวนนาม รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้ลงนามในหนังสือของจังหวัดภูเก็ตที่ ภก.0018.4/12204 เรื่อง รายงานผลการจับกุมกลุ่มคนร้ายโจรกรรมรถยนต์ ถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต มีข้อความที่มีรายละเอียด ดังนี้
ด้วยจังหวัดได้รับรายงานจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตว่า เมื่อวันที่ 16-18 กรกฎาคม 2541 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต ได้ร่วมกันจับกุมกลุ่มคนร้ายโจรกรรมรถยนต์ พร้อมด้วยของกลางรถยนต์จำนวนหนึ่ง ความละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วยแล้ว
จังหวัดขอชมเชยและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตทุกคน ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเพียรพยายาม มานะ อดทน ก่อให้เกิดผลดีต่อทางราชการ และประชาชนโดยทั่วไป ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิดด้วย จึงขอให้รายงานผลการดำเนินคดีให้จังหวัดทราบทุก 7 วัน ทั้งนี้ ขอให้รายงานผลครั้งแรกให้จังหวัดทราบ ภายในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2541
จึงเรียนมาเพื่อขอได้โปรดแจ้งสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตทราบและถือปฏิบัติ
ขอแสดงความนับถือ
นายอำนวย สงวนนาม
รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
นอกจากนี้ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง อ.ตร.(ปป.)/ผอ.ศปร.ตร. ได้ลงนามในบันทึกข้อความ ศปร.ตร.ที่ 0601(ศปร.)/1135 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ถึง ผบช.ภ.8
เรื่อง ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.8
มีข้อความดังนี้
ตามที่ พล.ต.ต.สมโภช สุนทรวร ผู้ช่วย ผบช.ภ.8 ทำหน้าที่ หน.ศปร.ภ.8 ได้ร่วมประชุมวางแผนจัดชุดสืบสวนหาข่าวจนทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ทำการโจรกรรมรถยนต์ในเขต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นกลุ่มของนายสุรชัย มากกลาย กับพวก และเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 จึงได้ร่วมกันจับกุมคนร้ายได้จำนวน 3 คน มีนายสุรชัย มากกลาย, นายสุภาพ ช้างชู, นายวัลลภ เครืออินทร์ พร้อมด้วยของกลาง รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรน่า สีเขียว ทะเบียน ง-1636 สงขลา โดยกล่าวหาว่า “สมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปกระทำการอันเป็นซ่องโจรเพื่อการลักทรัพย์” ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันโจรกรรมรถยนต์ในเขต อ.เมือง จ.ภูเก็ต มาแล้วหลายคัน โดยนำมาสวมกับซากรถยนต์ที่ได้รับอุบัติเหตุแล้วนำไปขายยังที่ต่างๆ และมีผู้ร่วมขบวนการหลายคน
การสอบสวนขยายผลระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม – 11 กันยายน 2541 ศปร.ภ.8 และ สภ.อ.เมืองภูเก็ต สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้อีกจำนวน 8 คน มีนายเริงณรงค์ คงเอียด, นายอุทัย เดชสุข, นายอับดุลเลาะห์ พลเจริญ, นายสุโกฐ พลเจริญ, นายสุวิทย์ หมัดสุวรรณ, นายนิยม เกยทอง, นายอมรเทพ สุชาตานนท์, นายสมศักดิ์ คงหิรัญ ส่วนคนร้ายที่เหลือ ได้ขออนุมัติออกหมายจับ จำนวน 11 คน พร้อมทั้งได้ติดตามรถที่ถูกโจรกรรมไปกลับคืนมาได้จำนวน 17 คัน และของกลางอื่นๆ จำนวนมาก
จากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพากเพียรอุตสาหะของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ที่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง นำความภาคภูมิใจมาสู่หน่วยงานและความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนเป็นส่วนรวม แสดงออกถึงความสามัคคีของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงาน
จึงขอชมเชยกำลังพลทุกนาย ตลอดจนผู้บังคับบัญชาที่ให้ความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จ เป็นที่ชื่นชมศรัทธาแก่ประชาชน อันจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและกรมตำรวจต่อไป
