ใกล้ถึง ‘คนสั่งยิง’ กมลศักดิ์ หลังได้ 2 ทร.ผู้ต้องหาที่ 6-7 ร้องพิรุธ ‘บิ๊ก ตร.ใต้’ ขัดขวาง ปมสำคัญข้อมูล โทร. ไลน์
คอลัมน์อาชญากรรม : อาชญาข่าวสด
งวดเข้ามาทุกขณะ กับอีกหนึ่งคดีที่จะอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่เกิดกับ ส.ส.และกระทบต่อบรรยากาศสถานการณ์ชายแดนใต้
กรณีกลุ่มมือปืนอหังการพยายามลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ หรือ ‘ทนายแวยูแฮ’ อดีตทนายความสิทธิมนุษยชนชื่อดังในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อกลางดึกรอยต่อระหว่างวันที่ 19 – 20 มีนาคม 2569
เป็นเหตุให้ผู้ติดตาม 2 นาย ที่เป็นคนขับรถและตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บ
คดีความเริ่มขยับเดินหน้ามากขึ้น หลังการจับกุมตัว 5 ผู้ต้องหาทีมลอบยิง ประกอบด้วยบุคคลทั่วไปและกลุ่มนายทหารนอกราชการ ดีกรีอดีตหน่วยรบพิเศษระดับพระกาฬ ใต้สังกัดหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ
นอกจากนั้น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตนายตำรวจมือดีแห่งกองปราบปราม ยังระดมทีมงานออกสืบหาเบาะแสเชิงลึกแบบกัดไม่ปล่อย
กระทั่งวันที่ 25 เมษายน นายกมลศักดิ์ เป้ากระสุนปืน ได้หลักฐานสำคัญนำไปแจ้งความดำเนินคดี 2 นายทหาร ระดับ ‘นาวาเอก’ (น.อ.) และ ‘นาวาตรี’ (น.ต.) เทียบเท่าพันเอกและพันตรี ข้อหาฉกรรจ์ ‘จ้างวานฆ่า’
พนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส รีบส่งเรื่องการร้องทุกข์แจ้งความ 2 นายทหารถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทันที และ บช.ภาค 9, บก.ภ.จว.นราธิวาส ก็เรียกประชุมทันควัน ก่อนออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน กำหนดมาให้ปากคำในวันที่ 5 พฤษภาคม
เมื่อถึงวันนัดหมาย ทั้งคู่ก็ไม่มีบิดพลิ้วเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ พร้อมทนายความและนายทหารพระธรรมนูญ สังกัดนาวิกโยธิน ทัพเรือภาคที่ 2
น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ร.น. หัวหน้ากลุ่มงานบริหารบุคคลและส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จว.นราธิวาส ผู้ให้กลุ่มมือสังหารหยิบยืมรถ กอ.รมน. ไปเป็นพาหนะก่อเหตุ มาในชุดเครื่องแต่งกายทหารเรือสีกากี
ส่วน น.ต.เดโช รัตนพันธุ์ ร.น. เจ้าหน้าที่การข่าวหน่วยนาวิกโยธิน แต่งกายเต็มยศในชุดนักรบสีน้ำเงินสัญลักษณ์หน่วยนาวิกโยธิน
พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช.ภาค 9 นำทีมสอบปากคำในฐานะหน้าคณะพนักงานสอบสวน และ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.ดิเรก โฉมยงค์ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.นิยม สุวรรณคง ผกก.สส.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.วิสันต์ รักมาก ผกก.สภ.บาเจาะ และพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดี ทั้งสังกัด บก.ภ.จว.นราธิวาส รวมถึง บช.ภาค 9
โดยคณะกรรมการฯ ดำเนินสืบสวนสวนเกี่ยวกับรูปคดี โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับ ผู้ต้องหา 5 คน ที่จับได้ก่อนหน้านี้ คือ
1. นายสมพร ลังเดช อดีตนาวิกโยธิน ผู้ประสานงาน จัดเตรียมแผน และชี้เป้า
2. นายอลาวี อาแว คนขับรถ
3. นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่ชำแหละชิ้นส่วนรถที่ก่อเหตุ
4. นายธนภัทร วัฒนภิญโญ อดีตทหารพราน และเป็นหนึ่งในมือปืน
และ 5. ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนักรบเดนตายหน่วย ‘รีคอน’ มือปืนหลัก
การสอบสวนใช้เวลาตั้งเช้ายันบ่ายยาวนานถึง 5 ชั่วโมง
พล.ต.ต.ธเรศ เผยว่า น.อ.มนตรี และน.ต.เดโช อยู่ในกระบวนการสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสั่งการให้แยกห้องสอบสวนเป็นคนละห้อง เพื่อป้องกันการซักซ้อม หรือเตี๊ยมคำให้การ และเพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถเจาะลึกรายละเอียด
โดยเฉพาะในประเด็นความเชื่อมโยงของ 10 หมายเลขโทรศัพท์ได้อย่างอิสระ
“เราต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การแยกสอบจะช่วยให้เราเห็นความสอดคล้อง หรือพิรุธของคำให้การได้ชัดเจนขึ้น” รอง ผบช.ภาค 9 กล่าวย้ำถึงการทำงานที่โปร่งใสตรงไปตรงมา
ขณะที่ พล.ต.ต.ประยงค์ เปิดเผยผลการสอบปากคำว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งคู่ในฐานความผิด “เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
โดยในชั้นสอบสวนทหารทั้ง 2 นาย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอใช้สิทธิ์ต่อสู้คดีตามกระบวนการ
ยืนยันตำรวจทำงานตามอำนาจหน้าที่ และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง จนมีความมั่นใจเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา
ส่วนกรณีที่นายกมลศักดิ์ ผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
พร้อมย้ำว่า ตำรวจทำคดีจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่เก็บรวบรวมได้ ไม่ได้ทำตามเพียงการร้องทุกข์อย่างเดียว และไม่มีการกั๊กข้อมูล หรือช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากการสอบสวนขยายผลไปถึงผู้ใช้จ้างวาน หรือพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่น ก็จะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ไม่ละเว้น เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ผู้การนราฯ ยังระบุว่า แม้เบื้องต้นผู้ต้องหามาตามหมายเรียก และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
แต่ภายหลังที่แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอออกหมายขังระหว่างการสอบสวน
เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจมีพฤติการณ์หลบหนีในภายหลัง
รายงานข่าวจากทีมสอบสวนเผยว่า ทั้ง น.อ.มนตรี และ น.ต.เดโช ให้การไม่เป็นประโยชน์กับการสอบสวนมากนัก ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
แต่ในหลักฐานที่ตำรวจมีอยู่เชื่อว่าสามารถส่งยื่นฟ้องต่อศาลได้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่งตัวทั้งคู่ไปศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อยื่นคำร้องขอหมายขังทันที พร้อมคัดค้านการประกันตัว
เนื่องจากเกรงว่าจะมีการหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
โดยทนายความส่วนตัวของผู้ต้องหาทั้งคู่ ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 200,000 บาท ขอประกันตัวชั่วคราว
ศาลจังหวัดนราธิวาสพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเดินทางมาปรากฏตัวตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีในชั้นต้น จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
ทั้งคู่ได้รับอิสรภาพกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอันอบอุ่นระหว่างรอต่อสู้คดี
โดยเฉพาะ น.อ.มนตรี ที่เป็นเจ้าบ่าวได้ไม่ถึงปี เพราะเพิ่งจัดงานแต่งกับภรรยาสาว โดยมีนักการเมืองผู้มากบารมีที่ชื่อ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ เป็นประธานในพิธีมงคลสมรสซึ่งที่จัดอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ที่อาคารอเนกประสงค์ค่ายจุฬาภรณ์ อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อเดือนมิถุนายน 2568
ขณะที่ทีมกฎหมายของพรรคประชาชาติ และ ส.ส.กมลศักดิ์ก็เตรียมเข้ายื่นหนังสือถึง ผบก.นราธิวาส ผบช.ภาค 9 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูลการติดต่อสื่อสาร ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลจากแอพพลิเคชั่น Line และ Messenger ของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ
เพราะพบอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงหลักฐาน “ข้อมูลการใช้โทรศัพท์” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงพฤติการณ์ทางคดี
ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ “ข้อมูลดิบ” ทั้งหมดถูกบริหารจัดการโดยนายตำรวจระดับสูงรายหนึ่ง ใน ศชต.ภ.9 ซึ่งมีคำสั่งห้ามพนักงานสอบสวนหรือบุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลนี้โดยเด็ดขาด
อ้างว่า ได้ดำเนินการขอข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่ายมาแล้ว แต่จะนำไปแนบไว้ในสำนวนการสอบสวนในช่วงท้ายสุดเท่านั้น
ส่งผลให้ตำรวจผู้ทำคดีออกหนังสือให้ไม่ได้เพราะติดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และอ้างระเบียบ PDPA
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทีมทนายความแสดงความกังวลว่า หากไม่สามารถเห็นภาพรวมของข้อมูลการติดต่อสื่อสารทั้งหมด อาจส่งผลให้สำนวนคดีไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และอาจนำไปสู่การยกฟ้องเมื่อคดีถึงชั้นศาล
โดยเฉพาะเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝากขัง 3 เดือน
นอกจากประเด็นเรื่องหลักฐานทางโทรศัพท์แล้ว ทีมกฎหมายยังพบความพิรุธในกระบวนการออกหมายเรียกตัวบุคคลสำคัญ มีการให้ข้อมูลที่ย้อนแย้งกันเองจากแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส
เนื่องจากมีการให้ข้อมูลว่ายังไม่มีการออกหมายเรียก แต่ในอีกช่องทางหนึ่งกลับระบุว่าได้ส่งหมายเรียกไปนานหลายวันแล้ว
ความสับสนนี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ในการสื่อสารเพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคม
หรืออาจเป็นการประวิงเวลาในกระบวนการยุติธรรม
ด้านผู้เสียหายตัวจริงของคดีนี้อย่างนายกมลศักดิ์ก็ยืนยันว่า ทีมกฎหมายจะเดินทางไปยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึง 3 หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบช.ภาค 9 และ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส
ด้วยมีความหวังว่าจะได้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
มหากาพย์ลอบสังหารนักการเมืองครั้งนี้ นับเป็นบททดสอบสำคัญว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะทลายกำแพงปริศนา กระชากโฉมหน้า ‘จอมบงการ’ ตัวจริงออกมา
เพื่อพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ได้หรือไม่!
