ก่อสร้างและที่ดิน | นาย ต.
พิจารณาดูผลประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กับตลาดหลักทรัพย์แล้ว
ผลประกอบการเหล่านี้ไม่เพียงเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสามารถในการประกอบธุรกิจของแต่ละบริษัทเท่านั้น ภาพรวมผลประกอบการทุกบริษัทยังแสดงถึงกำลังซื้อของผู้บริโภค สภาวะตลาดอสังหาฯ ภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยด้วย
ดูผลประกอบการไตรมาส 1 เฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์กลุ่ม Top 10 เกี่ยวกับยอดขาย, กำไร และสัดส่วนหนี้ต่อทุนแล้ว พบว่า
ยอดขายและกำไร Q1 ของกลุ่ม Top 10 ปี 2569 เปรียบเทียบกับ Q1 ปี 2568 พบว่า มีทั้งเพิ่มขึ้น, ทรงตัว และลดลง คละเคล้า มีสัดส่วนจำนวนพอๆ กัน
เข้าใจได้ว่า เป็นระยะเวลาของการปรับตัวของทุกบริษัท ซึ่งปรับได้เร็วช้าบ้างตามสภาพของแต่ละบริษัท และตามภาระที่ติดตัวมาแต่เดิมของแต่ละราย
แต่ถ้าดูจากหัวตารางของกลุ่ม Top 10 ก็จะเห็นว่า AP, SIRI และ Supalai ซึ่งเป็นกลุ่มอสังหาฯ ที่แข็งแรงมาก ยังคงมีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนไม่น้อย ทำให้ยังมียอดขายสะสมใหม่หรือ backlog จำนวนมากขึ้น
มีการเจาะตลาดใหม่เปิดโครงการในพื้นที่ที่กำลังซื้อยังมี ยังไม่ถูกดูดซับไป เช่น การเปิดตัวโครงการในจังหวัดเมืองรอง, หรือการเปิดโครงการเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต สำหรับกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศ
ส่วนกลุ่มกลางตาราง Top 10 อยู่ในภาวะทรงตัว แต่ถ้าดูตัวเลขภาระหนี้หรือ D/E ก็จะเห็นว่าอัตราส่วนดีขึ้นหรือภาระหนี้ลดลงแล้ว
สุดท้ายกลุ่มบริษัทอสังหาฯ รุ่นใหม่ที่เติบโตรวดเร็วมาในระยะ 10 ปีหลัง จนมาเข้ากลุ่มบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ ซึ่งมักจะมีภาระทางการเงินหรือภาระหนี้สูงกว่ากลุ่มบริษัทที่สะสมทุนมานาน
กลุ่มนี้ยังต้องต่อสู้ปรับตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ถ้าเอาผลประกอบการบริษัทอสังหาฯ Top10 เป็นภาพสะท้อน กล่าวได้ว่า บริษัทอสังหาฯ ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ของตลาดได้แล้ว เห็นทิศทางตลาดใหม่ เห็นเซ็กเมนต์ตลาดที่ยังมีกำลังซื้อ และมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการระบายสต๊อกคงเหลือของบ้านคอนโดฯ ไปให้กับกลุ่มผู้ซื้อที่ยังมีกำลังซื้อ
แต่ฝั่งประชาชนผู้ซื้อ สภาพตลาดอสังหาฯ หรือกำลังซื้อภายในประเทศนั้น ยังอยู่ในทิศทางเดิม คือชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทั้งจากเรื่องรายได้ประชาชนผู้ซื้อไม่เพิ่ม ภาระหนี้สินครัวเรือนยังสูง และที่สำคัญธนาคารพาณิชย์ยังปฏิเสธการปล่อยกู้สินเชื่อรายย่อยเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในอัตราสูง
ซ้ำร้าย สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ที่ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้ราคาสินค้าบริการสูงขึ้น และค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น ซึ่งย้อนกลับมาบั่นทอนกำลังซื้อที่อยู่อาศัยให้ต่ำลงไปอีก
ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงกำลังซื้อทั้งตลาดซึ่งเป็นเรื่องการเงินการคลังมหภาค เป็นหน้าที่ของรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ว่าจะมีนโยบาย มีการปฏิบัติอย่างไรบ้าง ซึ่งปัจจุบันยังเป็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารได้ไม่กี่เดือน
เพิ่งจะเห็นผลงานการบริหารจัดการน้ำมันที่ประชาชนต้องเข้าคิวยาวเหยียดซื้อน้ำมัน มีข่าวว่ามีธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล, โครงการแลนด์บริดจ์ที่เคยนำเสนอขึ้นมาหลายครั้งหลายรัฐบาล แต่ครั้งล่าสุด มีข่าวการเก็งกำไรที่ดินด้วย
รอดูกันต่อไป
