10 พ่อค้า 1 พระยาเลี้ยง CEO ดินเนอร์ร่วมรัฐบาลอนุทิน เอกนิติรับจบ โจทย์ยากแต่ไม่ยอมแพ้
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกาศว่า อีก 6 เดือนจะเห็นผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
การดีไซน์โครงการ เกิดขึ้นจากการรวบรวมความเห็น ทั้งด้วยวาจา และลายลักษ์อักษร ของเหล่าพ่อค้าเจ้าสัว-ซีอีโอ-นักธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้ง 38 ราย
38 พ่อค้า-ชนชั้นนำ ร่วมกับข้าราชการระดับสูง ฝ่ายเสนาธิการเศรษฐกิจรัฐบาลอย่างสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ธนาคารชาติ เดินหน้าในลู่เดียวกัน เพื่อบรรทัดสุดท้าย คือฟื้นเศรษฐกิจ จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
และปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศที่สะสมมายาวนานเกินกว่า 1 ทศวรรษ
การเคลื่อนไปข้างหน้าแบบ 10 พ่อค้า กับ 1 พระยาเลี้ยง ของรัฐบาลอนุทิน ตามรอยยุคเทคโนแครตนำเอกชน ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และปลุกขึ้นมาในยุค “พลังประชารัฐ” เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 9 ปี
“ครั้งนี้จะแตกต่างจากอดีต คือเทคโนแครตกับนักธุรกิจเอกชนจะไม่มีใครนำ แต่จะดึงพลังของเอกชนมาเดินไปข้างหน้า ในช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ไปด้วยกัน” รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ อธิบายหลักการ
จึงมีการเตรียมการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนฯ (กรอ.) รูปแบบใหม่ เน้นรูปแบบทำงานได้รวดเร็ว ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เป็นกลุ่มเล็กไม่เกิน 7-8 คน แทนที่จะเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ระดับชาติที่ขับเคลื่อนได้ช้าแบบ 20 ปีก่อน
สอดรับกับความมุ่งมั่นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เปิดใจต่อหน้ามหาเศรษฐีทั้งประเทศว่า “รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน และจะนำข้อมูลไปประมวลเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน ยืนยันว่าจะเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ปัญหาแรงงาน และสนับสนุนขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่”
เสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจ ประจำตึกไทยคู่ฟ้า อย่างนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ สรุปวาระหารือรวบยอดไว้ว่า “ข้อเสนอของ CEO ส่วนใหญ่เป็นแผนระยะกลางที่มุ่งเน้นเรื่องการช่วยเหลือคนตัวเล็ก เกษตรกร ผู้ผลิตในประเทศ และภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาจจะมีการพิจารณาควบรวมบางบริษัทเพื่อให้มีขนาดสเกลที่ใหญ่พอจะไปแข่งขันกับต่างประเทศได้”
อีกประเด็นที่วงนักธุรกิจพูดกันกว้างขวางคือ การรับมือกับทุนต่างชาติ ต้องมีมาตรการป้องกันกลุ่มธุรกิจสีเทา ไม่ให้กระทบผู้ประกอบการไทย ส่วนนักลงทุนสีขาว ต้องดึงเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี
“ซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง แต่พูดเรื่องจะช่วยคนตัวเล็กอย่างไร ที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้” นายดนุชากล่าว
Action Plan-แผนปฏิบัติการ จึงเริ่มต้นทันที โดยรองนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะขุดปมปัญหาที่สะสมขึ้นมาสะสาง พร้อมนำความเห็นของนักธุรกิจทุกประเด็นใส่ไว้ใน Dashboard พร้อมเกาะติดต่อเนื่อง และจะรายงานผล ในการจัดวงหารืออีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า
วาระที่รัฐบาลจะตั้งต้นมีทุกวงการ-ทุกอุตสาหกรรม ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้เทียบเชิญตกหล่น แต่นายกรัฐมนตรีสั่งการใส่ชื่อเพิ่มเติมจนครบทุกมิติธุรกิจไทย จาก 35 ราย เป็น 38 ราย รวมกลุ่มคิงเพาเวอร์-บีกริม และอินโดรามาปิดท้ายบัญชีรายชื่อ
ตัวอย่างเสียงสะท้อนจาก CEO-บริษัทพลังงาน นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF กล่าวสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล โดยสรุปไว้ว่า การเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมัน ก๊าซเป็นพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ต้องมองให้ครบทั้งซัพพลายเซน ที่เน้น local content และการผลักดันเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ควรกำหนดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรมให้กับคนไทยด้วย
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังร้อนแรงเรื่อง “รถเก่าแลกรถใหม่” ได้โอกาสกดไมค์ เสนอว่า “ควรกำหนดเงื่อนไขว่ารถใหม่ที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย ขอให้รัฐบาลทบทวนการลดอัตราเงินชดเชยภาษีอากรส่งออก ซึ่งกระทบต้นทุนผู้ส่งออกยานยนต์” และขณะนี้อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังมีปัญหาหลายด้าน ยอดผลิตลดลงจาก 2 ล้านคัน เหลือ 1.4 ล้านคัน แต่รถนำเข้าสำเร็จรูป รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาษีนำเข้า 0% จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ Safeguard เพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
นักธุรกิจค้าปลีกตัวแม่ตัวมัมวงการห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ ที่เข้าร่วมวงคุ้นเคยกับนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างดี นายอนุทินถึงกับออกปากว่า “เป็นพี่สาว” ศุภลักษณ์ อัมพุช ชงข้อเสนอที่กระชับกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยให้ตัวเลขว่า ภาคการค้าปลีกและบริการมีการจ้างงานกว่า 6.5 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.5 ล้านล้านบาท เป็นภาคธุรกิจที่ใกล้ชิดผู้บริโภค สามารถเห็นสภาพเศรษฐกิจตัวจริงที่สุด
วงการห้าง-ค้าปลีกอยากให้รัฐบาลต่อภาพให้ไทยใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยและอาเซียน ยกระดับประเทศเป็น HUB แหล่งช็อปปิ้ง การค้า และการลงทุนของภูมิภาค
ส่วนความเห็นที่สะท้อนกำลังซื้อทุกระดับของ “กลุ่มสหพัฒนพิบูล” โดยทายาทรุ่น 2 คือ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหารบริษัทสหพัฒนพิบูล ที่ระบุให้รัฐบาลเห็นภาพว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้น เขาจึงเสนอตัวสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ด้วยการพยุงราคาสินค้า ลดกำไร เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก
หากเมื่อ 11 ปีก่อน ในห้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา-นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ แล้วนักธุรกิจตัวแทนเจ้าของกิจการสินค้าอุปโภคบริโภค เข้ามาสะท้อนว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นมาก กำลังซื้อตกต่ำระดับ “ยอดขายของห้างค้าปลีกตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี”
ในครั้งนี้ก็มีนักธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเข้าไปนำเสนอปัญหาในครรลองเดียวกันว่า “ในภาวะสงครามตะวันออกกลาง ธุรกิจมีปัญหาต้นทุนสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าขนส่ง ในบางสายต้องเผชิญกับปัญหาขาดทุนทุกกล่องทุกหีบ”
ข้อเสนอเรื่อง “การอุดหนุนค่าขนส่งทางบก” จึงถูกสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจดบันทึก เพื่อดำเนินการตรึงราคาสินค้าให้ทันท่วงที ในกลุ่มนักธุรกิจการเงิน นายธนาคาร ถึงแม้มีกำไรมากเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเผชิญปัญหารอบนี้ ประเมินสถานการณ์ว่า นักลงทุนต่างชาติมีความกังวลเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยและความต่อเนื่องด้านนโยบาย ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลกมาลงทุนในไทย ที่ถือว่ามีความมั่นคงสูง
ก่อนนักธุรกิจปิดไอแพด เตรียมย้ายห้องไปดินเนอร์ นายเอกนิติสรุปไว้เป็นวาระสุดท้าย เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติว่า ครั้งนี้นับเป็นโอกาสมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุน และจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนผ่านมาตรการ Thailand Fast Pass ที่ได้ยอดการขอส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกขยายตัว 18%
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตอกย้ำนอกห้องดินเนอร์ว่า โจทย์ใหญ่ครั้งนี้แม้ว่าจะยาก แต่จะไม่ยอมแพ้
และคิดว่ายังมีโอกาส
