bg-single

ย้อนโศกนาฏกรรมจุดตัดรถไฟแยกอโศก! ม้าเหล็กขยี้รถเมล์ 8 ศพ สังเวยไร้ ‘วินัย’ จราจร พขร.เมายากับปมธงแดง

25.05.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญาข่าวสด

บ่ายวันเสาร์แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนธรรมดา กลับกลายเป็นฝันร้ายกลางมหานคร ณ จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง

เมื่อเสียงหวีดเตือนภัยอัตโนมัติดังระงม แต่ไม้กั้นกลับเลื่อนลงไม่ได้ เพราะรถเมล์สาย 206 และยวดยานนับสิบคันติดนิ่งคร่อมอยู่บนราง

ชั่วพริบตาเดียวขบวนรถไฟสินค้าพุ่งเข้าขยี้เต็มแรง แรงปะทะส่งผลให้ถังน้ำมันระเบิด เพลิงนรกลุกท่วมคร่าชีวิตผู้โดยสารและผู้สัญจรไปทันที 8 ศพ เจ็บสาหัสอีกกว่า 30 ราย

ทิ้งไว้เพียงซากเหล็กไหม้เกรียมและคราบน้ำตาของญาติผู้สูญเสีย

ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ก็แค่อีกหนึ่งวันที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายตามวิถีมหานคร

ณ จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง (ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน) แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ภาพการจราจรติดขัดจนเป็นอัมพาต คือภาพที่ชาวเมืองกรุงเห็นกันจนชาชิน

ช่วงเวลาเดียวกัน ขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าที่ 2126 (แหลมฉบัง-บางซื่อ) ลากจูงตู้คอนเทนเนอร์กว่า 20 ตู้ กำลังตะบึงมาตามเวลา

รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ (ปอ.) ขสมก. สาย 206 (วิ่งเส้นทางบางเขน-เมกาบางนา) เคลื่อนตัวตามกระแสจราจรจนกระทั่งตัวรถไปจอดนิ่งคร่อมอยู่บนรางรถไฟ แวดล้อมไปด้วยรถนั่งส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์

สัญญาณเตือนภัยทางรถไฟเริ่มส่งเสียงดังสนั่น ทว่าไม้กั้นอัตโนมัติไม่สามารถเลื่อนลงมาปิดได้ เพราะยวดยานยังไม่มีโอกาสเคลื่อนตัว

วินาทีสยองก็บังเกิด หัวรถจักรพุ่งชนรถเมล์เต็มกลางลำ แรงโมเมนตัมมหาศาลกวาดพาหนะที่ขวางอยู่กระเด็นออกนอกแนวราง

แรงปะทะทำให้ถังน้ำมันระเบิดเกิดเพลิงลุกไหม้ท่วมรถเมล์และลามไปยังรถยนต์-จักรยานยนต์ข้างเคียงเสียหายรวม 9 คัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมฉีดน้ำสกัด ท่ามกลางความสูญเสียเบื้องต้น มีผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอกคาซากรถ 8 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกกว่า 30 ราย

รวมถึงโชเฟอร์รถเมล์ที่ถูกไฟคลอกอาการสาหัส

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. รีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันทีหลังเกิดเหตุร้าย

พร้อมให้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทุกมิติ

ตํารวจ สน.มักกะสัน ควบคุมตัวพนักงานขับรถไฟ เจ้าหน้าที่กั้นถนนบริเวณทางรถไฟ และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปสอบปากคำทันที แต่คำให้การของทั้งหมดยังสับสนและขัดแย้งไปในทางตรงกันข้าม

นายอุเทน จอมคีรี เจ้าพนักงานทำหน้าที่กั้นถนนบริเวณทางรถไฟ ยืนยันวิทยุแจ้งเตือนไปยังพนักงานขับรถไฟแล้ว แต่ไม่มีการตอบรับ จึงรีบทำการให้สัญญาณธงแดงเพื่อหยุดรถไฟในระยะกระชั้นชิด แต่สุดท้ายไม่ทันการณ์

แต่กล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว บันทึกภาพนายอุเทนโบกธงแดงเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนหันหลังให้ขบวนรถที่กำลังตะบึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเพียงแค่ 1-2 วินาทีก็เกิดเหตุสลด

ขณะที่นายสยมพร สวนกูล พนักงานขับรถไฟ (พขร.) กลับให้การว่าไม่ได้รับสัญญาณแจ้งเตือนผ่านทางวิทยุ และไม่เห็นสัญญาณธงแดงจากเจ้าหน้าที่ บนจุดตัดดังกล่าว

ส่วนนายสิริภูมิ สุจิตระหะ อายุ 21 ปี ช่างเครื่องหรือผู้ช่วยคนขับรถไฟที่ถูกสอบปากคำในฐานะพยาน ระบุว่า ช่วงระยะ 500 เมตรก่อนถึงจุดเกิดเหตุ มองเห็นคล้ายป้ายโฆษณาอยู่ในแนวรางลิบๆ

จนกระทั่งถึงระยะ 300 เมตร จึงเห็นชัดเจนว่าเป็นรถเมล์ขวางรางรถไฟ รีบส่งสัญญาณแจ้งคนขับรถไฟให้สัญญาณไฟแดงและดึงเบรกห้ามล้อพร้อมกันทั้งสองคน

แต่ทุกอย่างมันสายเกินไป

ช่างเครื่องเป็นอีกเสียงที่ระบุว่าไม่เห็นสัญญาณธงแดง

แต่นายสิริภูมิยังให้การเพิ่มเติมว่า ก่อนเคลื่อนขบวนรถออกจากต้นทาง นายสยมพร (พขร.) มาหยิบยืมวิทยุสื่อสารไปใช้งาน โดยอ้างว่าลืมนำมาจากบ้าน ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่า มีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่กั้นถนนก่อนเกิดเหตุหรือไม่

ขณะที่นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กระทรวงคมนาคม เปิดผลตรวจสอบข้อมูลจากกล่องดำของรถไฟ พบว่าแล่นมาด้วยความเร็วก่อนชนที่ 34 กม./ชม. และรถหยุดด้วยการใช้ระบบเบรกฉุกเฉิน (emergency brake) ก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ขณะชนความเร็ว 28 กม./ชม. ลากไป 80 เมตร จึงหยุดความเร็วศูนย์

ขับไม่เกินป้ายที่กำหนดไว้ 40 กม./ชม. แต่หยุดช้าเกินไป

เนื่องจากขบวนที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มีน้ำหนักรวมหลายพันตัน ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถไกลเกือบ 2 กม.

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส ต่อนายสยมพร (พขร.), นายอุเทน เจ้าหน้าที่กั้นถนน

แต่นายสยมพรถูกแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มฐานเสพยาเสพติด หลังผลตรวจเลือดพบสารเสพติดในร่างกายด้วย ก่อนควบคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ก่อนศาลอนุญาตให้ทั้งคู่ได้รับการประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินคนละ 100,000 บาท

นอกจากคดีความแล้ว ทั้งนายสยมพรและนายอุเทน ยังถูกนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ออกคำสั่งให้พ้นสภาพการเป็นเจ้าพนักงานไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ขณะที่นายลาพิศ ทองบุญ โชเฟอร์รถเมล์ที่ยังอาการสาหัส เพราะถูกไฟคลอกครึ่งตัว และนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตำรวจรอให้อาการดีขึ้นก่อนค่อยแจ้งข้อกล่าวหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย

ในส่วนของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย แพทย์นิติเวชเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เนื่องจากบางส่วนถูกไฟคลอกจนไหม้เกรียม

โดยมีญาติผู้สูญหายทยอยเข้าตรวจดีเอ็นเออย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบร่างให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

รวมถึงชิ้นส่วนมนุษย์อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องชันสูตรให้แน่ชัดว่าเป็นอวัยวะของผู้ประสบเหตุรายใด

คำถามจากญาติผู้สูญเสียพุ่งตรงไปยังส่วนราชการ เพราะผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแทบทั้งหมดคือผู้โดยสารรถสาธารณะ รถไฟที่ก่อเหตุก็เป็นระบบขนส่งของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กำกับของรัฐบาล

แต่ไม่อาจสร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนคนใช้บริการได้เลยสักนิด

นับเป็นอีกหนึ่งครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ภาครัฐก็จะตื่นขึ้นมาสั่งการล้อมคอกหลังวัวหายทุกครา

เริ่มจากนายกฯ อนุทิน ที่สั่งเด็ดขาดตั้งแต่วันลงตรวจพื้นที่เกิดเหตุ ให้ รฟท. และ ขสมก. ‘อย่าเกี่ยงกัน’ ต้องร่วมมือกันดูแลเยียวยาสภาพจิตใจและค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างสูงสุด

ทั้งยังสั่งเร่งลดจุดตัดทางรถไฟทั่วกรุงเทพฯ และผุดแนวคิดในการสร้างอุโมงค์ลอดใต้ทางรถไฟ หรือเปลี่ยนเส้นทางวิ่ง เพื่อให้ความปลอดภัยเต็ม 100% ป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แถลงมาตรการเร่งด่วนและแผนระยะยาวของกระทรวงคมนาคม เน้นย้ำถึงการถอดบทเรียนเพื่อปรับโครงสร้างระบบรางทั้งหมด

สั่งลดการเดินรถไฟสินค้าเข้าเมืองในช่วงเวลาปกติลง 10 ขบวน/วัน ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (เช่น ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) และอนุญาตให้ขบวนสินค้าที่จำเป็นวิ่งได้เฉพาะช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. เท่านั้น

ทบทวนการเดินรถเข้ากรุงเทพฯ โดยมอบเวลาให้ รฟท. ศึกษาภายใน 3 เดือน เกี่ยวกับการหยุดเดินรถไฟเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยให้ผู้โดยสารสายตะวันออกสิ้นสุดที่ลาดกระบัง และสายใต้สิ้นสุดที่ตลิ่งชัน แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบรถไฟฟ้าสายสีแดง แอร์พอร์ตลิงก์ หรือ ขสมก. แทน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ออกคำสั่งด่วนบังคับกฎเหล็กห้ามเดินรถ ห้ามรถไฟวิ่งผ่านจุดตัดทุกกรณี หากไม้กั้นทางรถไฟยังไม่ปิดลงอย่างสมบูรณ์ (ห้ามใช้เพียงสัญญาณมือหรือธงโบกประกอบเหมือนเดิม)

ทั้งยังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและ รฟท. ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง เพื่อออกหมายเรียกและดำเนินคดีกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ทุกคันที่จอดรถคร่อมทางม้าลายหรือคร่อมรางรถไฟก่อนเกิดเหตุ ในข้อหาฝ่าฝืนกฎจราจร

รวมถึงเสนอแนวคิดยกระดับรางเป็นรถไฟลอยฟ้าทั่วนครบาล

โศกนาฏกรรมเขย่าขวัญแบบนี้ คงไม่ได้เป็นเพียงครั้งสุดท้าย แต่สามารถเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ด้วยตัวอย่างมีมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นทุกคนจะแตกตื่นตกใจ

แต่พอกาลเวลาผันผ่านไปก็เปรียบดัง ‘ไฟไหม้ฟาง’ ที่มอดสลายไปอย่างรวดเร็ว ทุกชีวิตกลับไปยืนอยู่บนความประมาทอีกหน

ตราบใดที่ทั้งผู้คนประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่รัฐไม่ยอมปลุกจิตสำนึกแห่งระเบียบวินัย ละเลยความเคยชินกับความรู้สึกที่ว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ก็จะมีเหตุที่ให้ต้องถอดเป็นบทเรียนไม่รู้จบ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”